How to remove Powered by from SOBI

Tuesday 3 February 2009 @ 9:02 pm

find

mysite.comcomponentscom_sobi2frontend.class.php

Line 314 : if( $config->pby ) {

you will see like this

Code:
if( $config->pby ) {
 
       $h = “P”.”o”.”w”.”e”.”r”.”e”.”d”.” “.”b”.”y”.” “.”<”.”a
“.”title”.”=”".”S”.”i”.”g”.”s”.”i”.”u”.”.”.”N”.”E”.”T
“.”S”.”o”.”f”.”t”.”w”.”a”.”r”.”e
“.”D”.”e”.”v”.”e”.”l”.”o”.”p”.”m”.”e”.”n”.”t”.” “.”a”.”n”.”d”.”
“.”W”.”e”.”b”.”d”.”e”.”s”.”i”.”g”.”n”
h”.”r”.”e”.”f=”h”.”t”.”t”.”p”.”:”.”/”.”/”.”w”.”w”.”w”.”.”.”s”.”i”.”g”.”s”.”i”.”u”.”.n”.”e”.”t”.”/”
“.”t”.”a”.”rg”.”et”.”=”_”.”b”.”l”.”a”.”nk”.”"&gtS”.”i”.”g”.”s”.”i”.”u.N”.”E”.”T</a>”;
      }
 

now replace $h with null;

now above line look like this

Code:
$h = null;

hope you can easily understand

Share




If you Can’t Measure It, You Can’t Improve It

Tuesday 20 January 2009 @ 11:56 pm

You may or may not be surprised by this, but even top marketers don’t get their best conversions right out of the blocks when they launch a new product.

The best improvements come after making a product offer public and with optimization of your selling system.

Small improvements over time can make a massive difference in your profit.

Of course, testing and optimizing sales letters and other ‘offer’ pages is important, but it is also important to be able to improve each step in your selling process.

Your sales system (the system that moves prospects along the buying pathway) is, far and away, the most important component of your online selling efforts. It is the series of web pages that put money in your pocket! So, it only makes sense to constantly look for ways to improve your results.

In order to effectively improve your results you need to know three things

1) What are your major goals?

2) What is the action that you want your prospects to take at each step of your selling process? and

3) How well is your system working now to help you attain your goals and to get your prospects to take the actions you want them to take?

Let’s take them one at a time:

1) What are your major goals?

In online selling, there really are just two categories of goals: “opt-ins” and “sales”. If your sales process is a list building campaign, then the major goal of your system is an “opt-in.” If your sales process is focused on selling a product, then the major goal is a “sale.” Or, of course you can have both an opt-in and a sales goal for a selling system.

This is a pretty fundamental element, but if you are not clear about your major goal, then you have no chance of being able to improve your results.

2) What is the action that you want your prospects to take at each step of your selling process?

Each step in your selling process should have one, very specific action you want your prospect to take, and that action should be very clear to both you and your prospect. I call these “mini goals” MDAs (Most Desired Action).

For an list-building campaign, for instance, the process might look like this:

Page 1: Free Offer -> Page 2: Thank You Page -> Page 3: Email Confirmation Page + Tell-A-Friend Form

For Page 1: the MDA is to opt-in to receive a free offer.

For Page 2: the MDA is for the prospect to confirm their email address

For Page 3: The MDA is to recommend the offer to a few friends

3) How well is the system working now?

Now that you know what you want to accomplish — both overall with your major goals and with each MDA along the way — now it is time to measure your results.

Integrate a tracking and analytics tool into your sales system so that you can see what is happening at every step.

This takes a bit of work, but it is absolutely critical that you can measure the effectiveness of your system so that you can start so see where prospects are dropping out of the process (or “funnel”) and test different approaches to see what can be improved.

Using the free analytics tool that comes with your hosting will give you the basic information you need. You can also try Google Analytics.

In either case, you will need to get good at extracting the most relevant statistics so that you can maximize your profits.

I am in the process of beta testing and refining a tracking and analytics tool that is designed specifically for these kinds of applications. If you want to be one of the first to know when the tool becomes publicly available, please follow click on my name at the top of this post.

This post was submitted by Doug Hudiburg.

Credit: http://tungblog.atikomtrirat.com/2009/01/if-you-cant-measure-it-you-cant-improve.html

Share




เริ่มต้นลงทุนกับกองทุนรวมตราสารหนี้

Tuesday 20 January 2009 @ 9:48 am

กลับมารื้อฟื้นหลักการพื้นฐาน และมุมมองอย่างง่ายๆกับกองทุนรวมความเสี่ยงต่ำหน่อย

Q : สนใจลงทุน อยากได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากประจำ แต่ไม่อยากเสี่ยงมาก กองทุนรวมน่าสนใจป่าว?
A : กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย หากจะพิจารณาเลือกลงทุน จะขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย ความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้, ความเสี่ยงของกองทุนที่ลงทุน, ผลตอบแทนคาดหวัง, ระยะเวลาที่ต้องการลงทุน, สภาพคล่องที่ต้องการ และข้อจำกัดอื่นๆในการลงทุน

Q : ไม่อยากเสี่ยงมากขอแค่มากกว่าเงินฝากประจำก็พอใจแล้ว
A : กองทุนรวมตราสารตลาดเงิน หรือ Money Market Fund (MMF) ก็น่าจะเพียงพอ ถือเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงในการขาดทุนต่ำที่สุดในบรรดากองทุนทุกประเภท ปัจจุบันกองทุน MMF ในตลาดให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 2.5%-2.8% ครับผม

Q : แล้วไงต่อ ถ้ากองทุนไปลงทุนในตราสารหนี้อายุยาวๆล่ะ
A : กองทุนจะมีความเสี่ยงเรื่องการขาดสภาพคล่องสูงขึ้น เนื่องจากการครบกำหนดอายุตราสารจะไม่ถี่เหมือนเก่า ดังนั้นวิธีที่ บลจ. ชอบใช้สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นมากกว่า MMF และไม่ต้องการสภาพคล่องก็คือ เปิดเสนอขายครั้งเดียว ห้ามไถ่ถอนคืนระหว่างทางที่กองทุนยังไม่ครบกำหนด โดยรับผลตอบแทนพร้อมเงินต้นตอนกองทุนครบกำหนดเท่านั้น ถ้าอายุกองทุนไม่ถึง 1 ปี เราเรียกว่า Short-term Fixed Income Fund ถ้ายาวกว่านั้นก็เปลี่ยนคำหน้าเป็น Long-term ซะ
ด้วยนโยบายการลงทุนแบบนี้ จะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนสูงขึ้นกว่า MMF หากภาวะดอกเบี้ยยังทรงๆตัว หรือเป็นขาลง แต่หากอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น จะสังเกตุว่าเนื่องจากเราล็อคผลตอบแทนไว้แล้ว เราอาจเสียโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงกว่าก็เป็นได้ ดังนั้นจะพิจารณาลงทุนในกองทุนรวมระยะสั้น หรือระยะยาว ให้ดู 2 อย่างครับ
1. สภาพคล่องที่เราต้องการกับเงินลงทุนก้อนนั้น
2. แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดว่ามีทิศทางอย่างไร

Q : แล้วช่วงนี้แนวโน้มเป็นยังไงอ่ะ ไม่เคยสนใจเลย (จริงๆ ได้คำตอบ ก็อาจจะไม่สนใจเหมือนเดิมนั้นล่ะ แบร่ๆ)
A : คิดซะดังเชียว ถ้าลืมจริงๆเนี่ย ไม่ตอบดีกว่า ขี้เกียจพิมพ์ เอิ๊กๆ
เงินเฟ้อพื้นฐานของประเทศไทยขยับตัวขึ้นมาที่ 1.3-1.7% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี 4 ธนาคารใหญ่ อยู่กันที่ 2.25%-2.75% ต่อปี แล้วแต่ธนาคาร และอาจมีแนวโน้มที่เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นอีก จากต้นทุนราคาน้ำมันที่กระทบกับทุกหน่วยการบริโภคและการผลิตของประเทศไทย ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงนั้นไม่ได้เพิ่มอะไรมากมาย ถ้าเหตุการณ์ยังกดำเนินไปในทิศทางนี้ คาดว่าแบงก์ชาติอาจต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างน้อย 0.25% ในไตรมาส 2 นี้ ดังนั้นปีนี้ (2008) ถือว่าเราอยู่ในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นครับ การล็อคผลตอบแทนยาวเกินไปไม่เป็นผลดีต้องกำไรในอนาคตของเรา ดังนั้นแนะนำลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีอายุ 3 เดือน เพื่อรอดูทีท่าของแบงกืชาติครับ หากปรับขึ้นแรงๆซัก 0.50% ซักทีอาจมีเหเลยก็ได้นะเออ…

Q : ที่บอกมาทั้งหมดนี้ คือกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ?
A : .ช่แล้ว หากอึดอัดกับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝาก การแบ่งเงินบางส่วนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนของเงินเราในกองทุนรวมตราสารหนี้ นับว่าน่าสนใจ และให้ผลตอบแทนที่คุณไม่อาจไม่พิจารณาได้นา… เชื่อผมๆ

Q : ความเสี่ยงต่ำเนี่ย แสดงว่ายังมีความเสี่ยง … เสี่ยงอะไร ป้องกันยังไง?
A : กองทุนรวมไม่มีผุ้รับประกันเงินต้นอย่างกระทรวงการคลังที่รับประกันเงินฝากธนาคาร เนื่องจากไปลงทุนในตราสารหนี้หลากหลายประเภท
ถ้ากองทุนไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ก็เสี่ยงต่ำหน่อย เพราะกระทรวงการคลังรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond) ก็ต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท

A : เฮ้ย !!…. แต่ !!

Q : หยุดนะบัดนี้!!! จะบอกว่าไปลงทุนในตราสารของบริษัทไหนบ้างก็ไม่รู้ใช่มั้ย? ทาง กลต. มีการคุ้มครองนักลงทุนโดยให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ให้ Credit ตราสารหนี้นั้นๆ เพื่อชี้วัดถึงความสามารถในการชำระเงินครับ ปัจจุบัน Rating ในระดับที่ต่ำสุดของการลงทุนที่เรียกว่าระดับ Investment Grade คือ BBB หากต่ำกว่านี้ (BBB- ลงมา) จะถือว่ามี Credit ต่ำ ไม่ค่อยน่าเชื่อถือ หรือเสี่ยงสูงกว่าชาวบ้าน
แต่ตามกฎการลงทุน “High Risk High Expected Return” ตราสารหนี้ที่มี Rating สูง ก็ให้ผลตอบแทนที่สุงกว่าด้วยเช่นกันนะครับ ดังนั้นจำไว้อย่างหนึ่ง หากเห็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ให้ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าเสี่ยงสูงเช่นกัน อย่าดูที่ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว

วิธีการป้องกันความเสี่ยงของเราก็คือ ศึกษาตราสารหนี้ที่กองทุนไปลงทุน ดูอันดับ Credit Rating เองครับ และความเป็นมืออาชีพของผู้จัดการกองทุนและ บลจ. น่าจะพอแล้วนะผมว่า ^^

Q : ตอนนี้มีกองทุนอะไรน่าสนใจบ้าง??
A : ถ้าเป็น MMF แนะนำ 3 ที่ละกัน T-CASH, K-Teasury, TMBMF ครับ
ถ้าเป็นกองทุนประเภท 3 เดือน ก็มีเรื่อยๆทั้งของ SCBAM, TMBAM, AYF หรือ ING ลองติดตามข่าวกองทุนจากเว็ปนี้ด้วยก็ได้ครับ
http://www.smartfundmag.com/index.php

————————
โชคดีในการลงทุนครับ 

Credit : Mr.Messenger from http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2008/01/I6217037/I6217037.html

Share




Thailand offers navy airbase as substitute airport

Friday 28 November 2008 @ 12:01 am

BANGKOK, Nov 27 (Reuters) – Thailand is offering its naval airbase on the eastern seaboard as an alternative for airlines after its two Bangkok airports were closed by anti-government protests, a top aviation official said on Thursday.

Aviation Department chief Chaisak Angkasuwan said he was ready to let airlines use U-Tapao, a small airport already used for some short domestic routes and international charter flights, 140 km (90 mile) southeast of Bangkok.

“If any airline wishes to land or take off from U-Tapao, send us a request and we will immediately grant it,” he said.

“We are doing this to help passengers who wish to go home,” he added.

A blockade by anti-government protesters at Bangkok’s Suvarnabhumi airport, a major Asian air hub, entered its third day on Thursday, causing the cancellation of all flights and stranding thousands of tourists in the Thai capital.

Members of the People’s Alliance for Democracy (PAD) also laid siege to the old Don Muang airport, shutting the domestic hub and effectively severing air links to the city of 8 million people.

U-Tapao, a front-line base for the U.S. Air Force during the Vietnam War, has one runway.

National carrier Thai Airways THAI.BK, which operates 140 flights a day to and from Suvarnabhumi international airport, said on Thursday it was considering using U-Tapao. (Reporting by Panarat Thepgumpanat; Writing by Nopporn Wong-Anan; Editing by Alan Raybould) (Bangkok newsroom, darren.schuettler@thomsonreuters.com; +66 2 637 5610))

Share




Main Bangkok airport to be shut until at least Sat

Friday 28 November 2008 @ 12:01 am

BANGKOK, Nov 27 (Reuters) – Thailand’s main Suvarnabhumi international airport will remain closed until at least 6 p.m. (1100 GMT) on Saturday because of a siege by anti-government protesters, Thai Airways THAI.BK said on Thursday.

The airline, passing on an announcement from Airports of Thailand AOT.BK, said the capital’s old Don Muang airport would be closed until 6 p.m. on Friday.

The statement did not say why these times had been chosen.

The government declared a state of emergency at the two sites on Thursday, giving the army and police special powers to clear the People’s Alliance for Democracy (PAD) protesters, who overran the $4 billion Suvarnabhumi site on Tuesday.

However, when a state of emergency was declared at another PAD protest site in September, the army failed to heed the order and did nothing.

Suvarnabhumi is one of Asia’s biggest airports, processing as many as 125,000 people a day, 70 percent of them tourists. The airport closure has left thousands of foreigners stranded and will make a huge dent in Thailand’s lucrative tourist industry. (Reporting by Ed Cropley; Editing by Alan Raybould)

Share




Emergency Declared at Thai Airports

Thursday 27 November 2008 @ 11:59 pm

BANGKOK — Prime Minister Somchai Wongsawat declared a state of emergency at Bangkok’s two commercial airports on Thursday and instructed the police and some military units to deal with protesters occupying the facilities.

The order, announced in a nationally televised address, came after a cabinet meeting in the northern city of Chiang Mai, a location apparently chosen to avoid confrontations with protesters, who in Bangkok are occupying the prime minister’s offices as well as the airports.

“It is necessary for me to announce an emergency decree in some areas,” Mr. Somchai said. “There is no intention to harm anyone.”

He assigned police, air force and naval units to “take care” of the situation. It was unclear whether this meant they are charged with clearing protestors out of the facilities.

Amid rumors of a military coup, a government spokesman instructed troops to “stay in their barracks.”

The closure of Bangkok’s second airport early Thursday severed the last remaining commercial air links to the Thai capital. Until Wednesday, airlines were operating domestic flights out of Don Muang airport, Bangkok’s oldest airfield.

Protesters have vowed to keep the airports shut until the government steps down.

Government supporters who have formed a type of auxiliary, known as the red shirts, said they were growing impatient with the protesters. Weera Musikapong, one of the leaders of the group said in a news conference that the “best way out” of the crisis was to follow the law. “But if the government does not act today or tomorrow the red shirt group and the people must come out and do something.”

Protesters have clashed with pro-government forces on several occasions in recent months, leaving at least two people dead and dozens injured.

Thailand’s tourism minister, Weerasak Kohsurat, said the government would soon begin flying thousands of stranded tourists out of the country using military bases near the Thai capital.

Tourists would be flown by Thai Airways to Singapore or Malaysia for connecting flights, The Associated Press reported.

Government officials also said Thursday they would allow commercial airlines to use one of the military airports, U-Tapao.

Used by the United States military during the Vietnam War, U-Tapao can handle only a fraction of the daily average of 100,000 passengers who flew in and out of Suvarnabhumi International Airport last year.

U-Tapao’s terminal has the capacity to hold 400 people and the parking lot has about 100 spaces. The airport is about 120 miles from Bangkok, a two-hour drive.

The seizure of Bangkok’s airports is radical even by the standards of Thailand’s tempestuous political past. Despite frequent military coups and changes of government in past decades, the day-to-day running of Thailand’s bureaucracy had been largely unaffected until now. The airports operated with little interruption during a military coup in 2006, and unlike many of its neighbors Thailand has maintained reliable service in key areas such as electricity and health care despite political turmoil.

But with the closure of the airports this week and occupation of the prime minister’s office since August, politics is now directly interfering with many facets of life in Thailand.

The country’s foreign minister, Sompong Amornwiwat, said the government is considering postponing a summit of the Association of Southeast Asian Nations scheduled for next month because of the political crisis, Reuters reported.

Cargo services at Suvarnabhumi airport, a major hub for Southeast Asia, have completely ceased, a major blow for Thai and foreign companies that use the country as an export base.

“The protesters have basically closed down the country,” said Ruth Banomyong, an associate professor at Thammasat Business School who is one of the region’s leading experts in logistics.

“Thailand was never considered as a very risky country,” he said. “I don’t think companies would have prepared for this.”

Thailand is well integrated into a regional network of just-in-time electronics manufacturing, where businesses keep down costs by maintaining a bare minimum of inventories. If the airports remain closed, assembly lines in Japan and China may run out of the semiconductors, disk drives and other components manufactured in Thailand.

Mr. Ruth estimates that electronics manufacturers keep around three to five days of inventory.

“This idea of Bangkok and Suvarnabhumi being a cargo hub — they can drop it down the drain now,” he said.

Thailand last year exported about $40 billion in electronics and computer components. Leading electronics manufacturing including Fujitsu, Seagate, Philips, and LG have factories in the country.

The airport closures may also prove dangerous for those in need of urgent medical care.

Neighboring countries such as Cambodia, Myanmar and Laos rely on Thailand for health care because Bangkok has some of the best hospitals in the region. The closure of the airports has shut off the urgent provision of medicines and medical machinery from abroad.

“For agriculture and electronics it’s a commercial loss,” said Voratat Tantimongkolsuk, deputy director of operations at CTI, one of the largest freight forwarders in Thailand. “But this is also about people’s lives. We import a lot of medical equipment from other countries.”

Mr. Voratat is proposing to his clients that they send their shipments by truck to Kuala Lumpur International Airport, adding about three days to the shipment time. But this route may not be viable for the most sensitive products.

Last year Suvarnabhumi airport handled import and exports averaging a total of 2,900 tons a day.

Share




Suvarnabhumi Airport closed for security reason

Thursday 27 November 2008 @ 11:34 pm

For security reasons, Suvarnabhumi Airport will be closed from 9pm (November 25, 2008) onwards after anti-government protesters blocked entrance of then airport.

Share




Android มาแล้ว 179$ วางขาย 22 ต.ค.

Thursday 27 November 2008 @ 10:48 pm

เปิดตัวแล้ว “G1″ สมาร์ทโฟนตัวแรกแพลตฟอร์มแอนดรอยด์ (Android) ถูกวิจารณ์ว่ารูปลักษณ์คล้ายไอโฟน (iPhone) เพราะมีหน้าจอทัชสกรีนขนาดใหญ่ แตกต่างที่คีย์บอร์ดสไลด์ข้าง มี trackball ปุ่มกลมที่ผู้ใช้สามารถดันขึ้นลงซ้ายขวาเพื่อควบคุมเมาส์ได้ และสามารถเปิดใช้บริการอีเมลและแผนที่ของGoogleได้แสนสะดวก

และเกินคาด T-Mobile ตั้งราคาขาย G1 ไว้ที่ 179 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 5,900 บาท) พร้อมสัญญา 2 ปี ดัมป์ราคาเฉือนไอโฟนถูกลงอีก 20 เหรียญ พร้อมจำหน่ายในสหรัฐฯวันที่ 22 ตุลาคม ก่อนจะจุดพลุในอังกฤษเดือนพฤศจิกายน และกลุ่มประเทศแถบยุโรปปีหน้า

สำหรับ สหรัฐฯ G1 จะวางจำหน่ายในร้านค้าของ T-Mobile เฉพาะใน 21 เมืองที่ T-Mobile ให้บริการเครือข่าย 3G เท่านั้น เช่น นิวยอร์ก ลอสเองเจลิส ฮุสตัน และไมอามี โดยผู้ใช้ในพื้นที่อื่นๆ สามารถสั่งซื้อ G1 ได้จากเว็บไซต์ของ T-Mobile

อัตราค่าบริการข้อมูลที่ T-Mobile วางไว้นั้นเริ่มที่ 25 เหรียญต่อเดือน (ราว 825 บาท) โดยคิดเพิ่มจากค่าบริการโทรศัพท์ เทียบเท่ากับอัตราแพคเก็จบริการข้อมูลขั้นต่ำซึ่งบริษัทโทรคมนาคมไร้สายให้ บริการในสหรัฐฯขณะนี้

แพลตฟอร์มแอนดรอยด์นั้นไม่ได้ถูกวางตัวเป็นซอฟต์แวร์ทำเงินของGoogle แต่Googleเชื่อว่า การเปิดทางให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเข้าสู่บริการออนไลน์ได้ง่ายขึ้น จะทำให้คนใช้งานบริการออนไลน์ไม่ได้กระจุกตัวอยู่ที่กลุ่มผู้ใช้คอมพิวเตอร์ เท่านั้น เมื่อนั้นช่องทางทำเงินในธุรกิจโฆษณาออนไลน์ของGoogleก็จะถูกขยายให้แข็ง แกร่งยิ่งขึ้นไปในตัว จุดนี้Googleเคยออกมาประกาศว่า ท้ายที่สุดแล้วGoogleจะสามารถทำเงินจากอุปกรณ์พกพามากกว่าพีซีด้วยซ้ำ ซึ่งเฉพาะคอมพิวเตอร์พีซี ก็เป็นช่องทางที่สามารถทำเงินให้Googleกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐต่อปีแล้ว

แน่นอนว่าเรื่องนี้ ยาฮู (Yahoo) และไมโครซอฟท์ (Microsoft) สองยักษ์ใหญ่ธุรกิจโฆษณาออนไลน์เห็นด้วยกับGoogle และลงมือกรุยทางโตบนอุปกรณ์พกพาแล้วเช่นเดียวกัน

G1 ถูกวิจารณ์ว่าเหมือนไอโฟนตรงที่มีหน้าจอทัชสกรีนความละเอียดสูง และทำให้การใช้งานเว็บไซต์ที่ไม่ได้สร้างมาเพื่อเปิดบนโทรศัพท์มือถือทำได้ สะดวกขึ้น แต่สิ่งที่ G1 ต่างจากทั้งไอโฟนและแบล็กเบอรี่ (BlackBerry) ซึ่งเป็นสมาร์ทโฟนที่มีการใช้งานมากที่สุดในสหรัฐฯ คือ G1 นั้นมีข้อจำกัดในการเข้าถึงระบบอีเมลในองค์กรธุรกิจ สิ่งที่เกิดขึ้นแปลว่า G1 ถูกออกแบบมาเพื่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง

เท่ากับ G1 ไม่ได้มีจุดยืนเป็นโทรศัพท์ไฮเอนด์ที่มีความสามารถพิเศษเลิศเลอ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อGoogleเปิดกว้างให้ชุมชนนักพัฒนาโปรแกรมพัฒนาซอฟต์แวร์แพลตฟอร์มแอ นดรอยด์อย่างเสรี ก็เป็นไปได้มากว่า G1 จะมีฟังก์ชันมากมายให้ผู้บริโภคเลือกใช้ได้หลากหลายมากกว่าโทรศัพท์รุ่นอื่น ในอนาคต เพียงแต่ว่า แอปพลิเคชันเหล่านี้ยังไม่เกิดขึ้นและโชว์ตัวให้เห็นเป็นรูปธรรมในขณะนี้

แอปเปิลนั้นวางแนวคิดนี้ไว้ให้ไอโฟนเช่นกัน แอปเปิลเปิดร้าน App Store เพื่อให้นักพัฒนาวางขายหรือแจกโปรแกรมแล้วระยะหนึ่ง แอปเปิลระบุว่าประสบความสำเร็จมากมาย มีผู้ดาวน์โหลดโปรแกรมไปแล้วมากกว่า 1 ล้านครั้งในช่วงหลังการเปิดตัวร้านไม่ถึง 1 เดือน อย่างไรก็ตาม รูปการณ์กลายเป็นว่าแอปเปิลเข้ามาควบคุมการให้บริการแอปพลิเคชันเหล่านี้ อย่างเต็มที่ และบล็อกแอปพลิเคชันที่ดูเหมือนว่าจะมาแข่งขันกับแอปพลิเคชันของแอปเปิลเอง ด้วย ซึ่งเป็นที่ไม่พอใจและมีการถกเถียงว่าแอปเปิลยึดหลักเกณฑ์ใดในการพิจารณา บล็อกหรือไม่บล็อกโปรแกรมใด

G1 นั้นไม่ใช้บริการเพลง iTunes ของแอปเปิล แต่ใช้แอปพลิเคชันที่เชื่อมกับร้านขายเพลงของ Amazon.com ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดเพลงลง G1 ได้โดยตรง และเพลงที่เปิดให้ดาวน์โหลดไม่มีโปรแกรมป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์ใดๆ

ผู้ก่อตั้งGoogleอย่างเซอร์เกย์ บริน ก็บอกว่าได้ลงมือพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับ G1 เช่นกัน เป็นโปรแกรมที่ใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวที่ฝังมาในโทรศัพท์มือถือ เป็นตัววัดว่าโทรศัพท์จะใช้เวลาเท่าใดในการโยนขึ้นกลางอากาศและตกลงมา

“เราไม่ได้ติดตั้งโปรแกรมนี้เป็น default ครับ” บรินกล่าวติดตลก เชื่อว่าใครที่คิดจะใช้แอปพลิเคชันนี้คงต้องใจกล้าน่าดู

และ จากการสอบถามประชาสัมพันธ์ของเอชทีซีไทยแลนด์ คาดว่า G1 อาจจะไม่ได้เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยเนื่องจาก T-Mobile คือผู้ทำตลาดด้วยตัวเองและไม่ได้ใช้ชื่อภายใต้แบรนด์ HTC โดยมีข่าวลือว่า โทรศัพท์มือถือแอนดรอยด์แบรนด์เอชทีซีอาจจะสามารถแจ้งเกิดในปีหน้าจำนวน 3 รุ่น ซึ่งมีโอกาสถูกส่งมาให้ชาวไทยเชยชมมากกว่า G1

Share




Ammyy Admin โปรแกรมรีโมตเครื่องแบบง่ายสุด ไม่ต้องลงโปรแกรม ไม่ต้องเซ้ตค่าอะไรให้ยุ่งยาก

Thursday 27 November 2008 @ 10:25 pm

Ammyy Admin (โปรแกรมรีโมตเครื่องแบบง่ายสุด ไม่ต้องลงโปรแกรม ไม่ต้องเซ้ตค่าอะไรให้ยุ่งยาก) : ตัวนี้เด็กมากๆเลยนะครับ สำหรับโปรแกรม ควบคุมคอมพิวเตอร์ทางไกล ไม่ว่าจะใช้ในด้านการทำงาน หรือช่วยซ่อมคอมให้เพื่อน อะไรก็แล้วแต่ ตัวนี้เหมาะมากๆครับ ใช้งานง่าย โหลดไฟล์ไปแล้วสามารถ คลิกให้ทำงานได้ทันที แถมไม่ต้องจำ Ip Address ให้ยุ่งยาก เพียงคุณรันโปรแกรมทั้ง 2 ฝ่าย ที่หน้าจอของโปรแกรมจะปรากฎ ID number ขึ้นมา แล้วให้อีกฝ่ายที่ต้องการเข้ามาดูหน้าจอ หรือควบคุมเครื่อง ใช้ ID number ในการเชื่อมต่อเข้ามาแค่นี้ก็เรียบร้อยครับ ส่วนเรื่องความปลอดภัย ไม่ต้องห่วงครับ คุณสามารถกำหนด Permission ในการใช้งานได้ และข้อมูลที่ทำการส่งตัวโปรแกรมก็ทำการเข้ารหัสให้เรียบร้อย เรียกได้ว่าปลอดภัย ง่าย และสะดวกจริงๆครับ freeware ด้วยนะ

Download www.ammyy.com

Share




Alibaba.com ราชาอินเทอร์เน็ตจีน

Thursday 27 November 2008 @ 9:16 pm

เขา สร้างสถิติใหม่ในการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ที่ร้อนแรงที่สุดต่อจาก Google และเป้าหมายต่อไปของ Jack Ma ผู้ก่อตั้งและ CEO Alibaba.com คือการก้าวสู่บริษัทระดับโลกแห่งแรกของจีน

เดือนพฤศจิกายน 2550 Alibaba.com เว็บพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) อันดับหนึ่งของจีน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมือง Hangzhou เสนอขายหุ้น IPO มูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์หรือ 17% ของหุ้นทั้งหมดที่ตลาดหุ้นฮ่องกง และสร้างปรากฏการณ์เป็นหุ้น IPO ที่ร้อนแรงที่สุด นับตั้งแต่ที่ Google เคยสร้างปรากฏการณ์เดียวกันมาแล้ว เมื่อตัดสินใจเป็นบริษัทมหาชนในปี 2004

บริษัท ข้ามชาติยักษ์ใหญ่ ซึ่งรวมถึง Yahoo!, Cisco และ AIG ได้เป็นนักลงทุนหลักของ Alibaba ซึ่งก่อตั้งโดย Jack Ma ในขณะที่ความต้องการซื้อหุ้น IPO ของ Alibaba ของนักลงทุนรายย่อย มีสัดส่วนมากกว่าจำนวนหุ้นที่เสนอขายถึง 257 ต่อ 1

ในวันแรกๆ ของการซื้อขาย ราคาหุ้น Alibaba พุ่งขึ้นเป็น 5.13 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่าจากราคาเปิด ดันมูลค่าตลาดของบริษัทพุ่งทะลุ 2 หมื่น 6 พันล้านดอลลาร์ กระนั้นก็ตาม การที่ทางการจีนควบคุมอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด และการที่มีพนักงานเพียง 4,400 คน บวกกับยอดขายปีที่แล้วเพียง 182 ล้านดอลลาร์ Alibaba ก็ยังคงเป็นเพียงกุ้งตัวเล็กๆ ในมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ของจีน

แม้ Alibaba.com จะอ้างว่า มีผู้ใช้ที่ลงทะเบียนกับเว็บมากถึง 25 ล้านคน แต่หนังสือชี้ชวนของบริษัทก็เตือนว่า Alibaba เก็บค่าบริการจากลูกค้าเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น และเว็บนี้ต้องพึ่งลูกค้ากลุ่มเล็กๆ ที่มีจำนวนเพียง 22,000 คน ซึ่งจ่ายเงินซื้อบริการที่เรียกว่า “Gold Suppliers” โดยรายได้จากลูกค้ากลุ่มเล็กๆ นี้มีสัดส่วนถึง 71% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท

อย่างไรก็ตาม ความนิยมในการซื้อขายหุ้น Alibaba ดันรายได้ของบริษัทในปีนี้ให้เพิ่มขึ้นอีก 83 ล้านดอลลาร์ หรือ 5 เท่าของ Google ในตลาดจีนซึ่งมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 160 ล้านคน และยังเติบโตอีก 23% ทุกปี Alibaba.com นับเป็นผู้นำตลาดพาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B e-commerce) ด้วยการครองส่วนแบ่งในตลาดนี้ถึง 69% นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า การจับตลาด B2B e-commerce ในจีน เป็นการจับตลาดได้ถูกจุดมากที่สุด ในประเทศที่มีระบบการเมืองเผด็จการ และมีเศรษฐกิจที่นำโดยการส่งออก

ที่สำคัญกว่านั้นคือ Alibaba ประสบความสำเร็จด้วยโมเดลธุรกิจที่รับใช้ภาคธุรกิจที่สำคัญของเศรษฐกิจจีน แต่กลับตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบ นั่นคือ บริษัทเอกชนขนาดกลางและขนาดย่อมของจีน Ma อธบายว่า โครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ของจีนซึ่งเพิ่งอยู่ในระยะตั้งไข่ ทำให้การค้าอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-commerce เป็นธุรกิจที่น่าทำมากกว่าการทำเครื่องมือค้นหา (Search) เว็บชุมชนออนไลน์ (Social Networking) หรือเว็บบันเทิง

ในสหรัฐ e-commerce อาจเป็นเพียงตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เพราะบริษัทส่วนใหญ่ต่างมีพนักงานด้าน IT ของตัวเอง มีเว็บไซต์ของตัวเอง และรู้วิธีที่จะจัดการกับการรับจ่ายเงิน จึงต้องการเว็บอย่าง Google เพื่อให้ช่วยจัดระเบียบสิ่งต่างๆ และช่วยให้ลูกค้าสามารถหาสิ่งที่ต้องการได้

แต่ในจีน ซึ่งในจำนวนบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมทั้งหมด 42 ล้านรายนั้น มีน้อยกว่า 1 ล้านรายที่มีความสามารถทางด้านอินเทอร์เน็ต นี่จึงเป็นโอกาสอันมโหฬารของ Alibaba เสนอบริการที่เติมเต็มความต้องการด้านอินเทอร์เน็ตให้แก่บริษัทเล็กๆ ของจีนส่วนใหญ่ ทั้งยังเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ง่ายและมีประสิทธิภาพ และ Ma ยังมีความฝันที่สูงไปกว่าเพียงการทำเว็บ e-commerce เขาเชื่อว่าเขามีโอกาสที่จะเป็นผู้สร้างระบบที่มีศักยภาพ ที่จะกลายเป็นสภาพแวดล้อมทางอินเทอร์เน็ตให้แก่จีนทั้งประเทศ

งาน Alifest เป็นงานพบกับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมของจีน ซึ่งเป็นลูกค้าของ Alibaba จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่สำนักงานใหญ่ใน Hangzhou ของ Alibaba บริษัทเล็กๆ ของจีนต่างชื่นชม Alibaba ที่เป็นสื่อกลางให้ตนสามารถหาลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติทั้งในยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีความสามารถด้านไอที ถ้าหากไม่มีเว็บ Alibaba

เมือง Hangzhou เมืองหลวงของมณฑล Zhejiang ดูเหมือนจะเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ที่เหมาะสมกับ Alibaba มากที่สุด Zhejiang นับเป็นศูนย์กลางผู้ประกอบการของจีน เป็นมณฑลที่ขับเคลื่อนไปได้ด้วยการเติบโตของบริษัทเอกชนของจีน ไม่ใช่ด้วยการลงทุนจากภาครัฐ หรือเพราะมีโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์ และบริษัทเอกชนในมณฑลนี้ยังเป็นบริษัทจีนพันธุ์แท้ ที่ไม่ใช่เกิดจากการลงทุนของต่างชาติ

ส่วนเว็บ Alibaba เปรียบเสมือนห้างค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก และขายสินค้าทุกชนิดตั้งแต่ถุงเท้า ดอกไม้พลาสติก หลอด อุปกรณ์กีฬา ไปจนถึงของประดับวันคริสต์มาส Ma บอกว่า Alibaba เป็นผู้สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีน ซึ่งจะเป็นอนาคตและคลื่นลูกหน้าในการเติบโตของจีนในอนาคต

Ma ซึ่งมีอายุ 43 ปีได้รับยกย่องให้เป็น ปู่ของอินเทอร์เน็ตจีน ไม่เคยรู้จัก World Wide Web มาก่อนปี 1994 เขาเคยเป็นสมาชิกกองกำลังพิทักษ์แดง (Red Guard) ก่อนจะเปลี่ยนมายึดอาชีพครูสอนภาษาอังกฤษ และฝึกฝนภาษาอังกฤษจนเชี่ยวชาญจากการเป็นไกด์นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยว ต่างชาติใน Hangzhou เขายังเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยครู และในปี 1995 เขาก่อตั้ง China Pages ทำเนียบนามออนไลน์ ซึ่งนับเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตแห่งแรกของจีน

อย่างไรก็ตาม บริษัทดังกล่าวซึ่งร่วมหุ้นกับรัฐวิสาหกิจของจีน ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมา Ma ก่อตั้ง Alibaba ที่อพาร์ตเมนต์ของเขาใน Hangzhou ในปี 1999 ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า อินเทอร์เน็ตทำงานอย่างไร

การ ใช้อินเทอร์เน็ตจับคู่บริษัท supplier ของจีนกับบริษัทผู้ซื้อจากต่างชาติ คือโมเดลธุรกิจของ Alibaba ระบบของเว็บ Alibaba ช่วยทำให้บริษัทรายเล็กๆ ของจีนมี “หน้าร้าน” ออนไลน์พร้อมใช้ สำหรับเสนอรายการสินค้าและบริการของบริษัท ซึ่งมีการจัดเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบถึงกว่า 5,000 ชนิด ผู้ซื้อเพียงแค่พิมพ์คำว่า “China” และ “Beer” ลงไปในเครื่องมือค้นหาของ Alibaba.com เท่านั้น ก็จะพบรายการสินค้าที่เกี่ยวกับเบียร์ของจีนมากกว่า 6,000 รายการ และไม่เพียงสามารถค้นพบข้อมูลของเบียร์ Tsingtai ชื่อดังของจีนเท่านั้น แต่ยังจะพบสินค้าที่เกี่ยวข้องอย่างเหยือกเบียร์ ถังหมักเบียร์ ไปจนกระทั่งเครื่องขายเบียร์หยอดเหรียญ

การลง ทะเบียน เสนอรายการสินค้า และการใช้คุณสมบัติพื้นฐานอื่นๆ ของเว็บ Alibaba ผู้ใช้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ Alibaba มีกำไรจากผู้ใช้เพียงประมาณ 1% ของผู้ใช้ทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งจ่ายค่าสมาชิกเพื่อที่จะได้ตำแหน่งดีๆ สำหรับ “หน้าร้าน” ของตนบนเว็บ หรือตำแหน่งดีๆ ที่จะปรากฏในผลการค้นหาของผู้ซื้อ และบริการพิเศษอื่นๆ

Alibaba เริ่มทะยอยเปิดเว็บต่างๆ ตามมา ตั้งแต่เว็บซื้อสินค้าออนไลน์ Taobao.com เว็บชำระเงินออนไลน์ Alipay.com เว็บโฆษณาย่อย Koubei.com และล่าสุดคือเว็บสำหรับสำนักพิมพ์และนักโฆษณาออนไลน์ที่มีชื่อว่า Alimama.com นอกจากนี้ Alibaba ยังบริหาร Yahoo China เว็บค้นหารายใหญ่อันดับ 3 ของจีน หลังจาก Yahoo! ทุ่มเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ซื้อหุ้น 39% ของ Alibaba ซึ่งทำให้ Ma คุยได้ว่า Alibaba ในขณะนี้ก็เปรียบเหมือนกับเว็บ Google, eBay, Amazon และ Craigslist รวมกันในเว็บเดียว

เว็บช็อปปิงออนไลน์ Taobao.com ยังสามารถโค่นเว็บประมูลออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง eBay ของสหรัฐฯ ซึ่งรุกเข้าสู่จีนตั้งแต่ปี 2003 ลงได้อย่างราบคาบ ทั้งๆ ที่ eBay มีทั้งสายป่านที่ยาวกว่าและเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่า แถมยังทุ่มเงินซื้อ EachNet เว็บประมูลออนไลน์ชั้นนำของจีน แต่กลับต้องกลับกลายเป็นยักษ์ที่ถูกล้ม เมื่อเจอกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดกว่าของ Taobao ซึ่งต่อกรด้วยการออกแบบเว็บที่ฉลาดกว่า ซึ่งเข้าถึงความรู้สึกของลูกค้าชาติเดียวกันได้ดีกว่า แถมยังมีการสนับสนุนลูกค้าที่เลิศกว่า และความเต็มใจที่จะให้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำให้ขณะนี้ Taobao ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 83% ในขณะที่ eBay China มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 7% เท่านั้น จนเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว eBay ตัดสินใจขายหุ้นส่วนใหญ่ใน eBay China ให้แก่ Tom Online ของมหาเศรษฐกิจชื่อดังชาวฮ่องกง Li Ka-shing

แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง Alibaba กับ Yahoo! กลับเป็นภาพตัดกับ eBay ข้อตกลงกับ Yahoo! ทำให้ Ma มีสิทธิ์เข้าควบคุม Yahoo China อย่างเต็มที่ ในช่วงที่ Ma กำลังมองหาเครื่องมือค้นหาเพื่อมาเติมเต็มบริการในเว็บ e-commerce Alibaba ของเขาอยู่พอดี โดยที่เขาไม่ต้องเริ่มต้นสร้างเครื่องมือค้นหาใหม่จากศูนย์

ขณะที่การจับมือกับ Ma ก็ช่วยแก้ปัญหาให้แก่ Yahoo เช่นกัน เพราะ Yahoo เอง ก็พบปัญหาในการนำโมเดลธุรกิจระดับโลกของตน มาใช้กับตลาดจีนเช่นเดียวกับ eBay เพราะนอกจากจะเจอคู่แข่งทั้งที่เป็นคู่ชกรุ่นใหญ่เหมือนกันอย่าง Google แล้ว Yahoo! ยังต้องเจอเว็บคู่แข่งสัญชาติจีนที่มาแรงอย่าง Baidu.com การตัดสินใจลงทุนใน Alibaba ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ยังดูเหมือนจะกลายเป็นการตัดสินใจลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุดตลอดกาลของ Yahoo! อีกด้วย เมื่อหุ้น IPO ของ Alibaba มีค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าไปแล้ว

อย่าง ไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ Alibaba ยังไม่สามารถทำให้แก่ Yahoo! ได้ คือตำแหน่งของ Yahoo China ในตลาดจีน ซ้ำ Yahoo China ยังตกลงจากเว็บค้นหาอันดับ 2 เป็นอันดับ 3 ด้วย และยังถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดไปเรื่อยๆ จากเว็บท่า (Portal) สัญชาติจีนอย่าง NetEase.com และ Sina.com

แต่ Ma ประกาศว่า กลยุทธ์ของ Yahoo China จะเน้นการค้นหาลูกค้า High-end ที่สนใจทำการค้า ลงทุน และจัดการการเงินส่วนบุคคลผ่านอินเทอร์เน็ต ดูเหมือนว่า Ma จะยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนนักเกี่ยวกับอนาคตของ Yahoo China เช่นเดียวกับที่เขาก็ดูเหมือนจะยังไม่มีแผนการใช้เงินที่ชัดเจน สำหรับเงินทุนมหาศาลที่ Alibaba ระดมทุนได้จากการขายหุ้น IPO เมื่อปลายปีที่แล้ว

Ma ซึ่งครั้งหนึ่งเคยกล่าวว่า ความสำเร็จของ Alibaba คือการที่ยังคงรักษาการเป็นบริษัทเอกชน โดยไม่กลายเป็นมหาชน ก่อนที่เขาจะตัดสินใจขายหุ้น IPO ของ Alibaba มาบัดนี้กลับประกาศว่า Alibaba จำเป็นต้องระดมเงินทุนจากภายนอก เพื่อขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจของ Alibaba ให้ได้เต็มที่ โดย Ma อ้างว่า นี่คือโอกาสทองที่อาจจะไม่พบเจอไปอีกถึง 20 ปี ดังนั้นเขาจึงต้องฉวยไว้ นั่นคือโอกาสที่ Alibaba จะไม่เพียงเป็นที่รู้จักในจีน แต่จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และจะช่วยให้ประเทศจีนก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง

Alibaba ระบุว่า มีแผนจะใช้เงิน 60% ของเงินทุนที่ระดมได้จากการขายหุ้น IPO ไปกับการระดมซื้อกิจการ และอีก 20% ใช้ในการลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจที่มีอยู่ ในช่วงปีที่ผ่านมา Alibaba ยังเสริมทัพผู้บริหาร โดยว่าจ้าง David Wei อดีตผู้บริหาร B&Q สาขาจีน ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างสำหรับบ้านจากอังกฤษ มาเป็น CEO ของ Alibaba และ Andrew Tsuei อดีตหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อทั่วโลกของ Wal-Mart มาเป็นกรรมการบริษัท

ในขณะที่ Wei CEO คนใหม่ของเปิดเผยว่า Alibaba กำลังเล็งตลาดต่างประเทศ รวมถึงอินเดีย เกาหลีใต้และไต้หวัน และเปิดตัวเว็บภาษาญี่ปุ่นไปแล้ว แต่ Ma บอกว่า ในช่วง 5-10 ปีต่อจากนี้ คงจะยังเน้นตลาดจีนไปก่อน แต่ก็ประกาศอย่างชัดเจนว่า เขาจะทำให้ Alibaba กลายเป็นบริษัทระดับโลกอย่างแท้จริงแห่งแรกของจีนให้ได้ในอนาคต**

เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์ แปลและเรียบเรียง
ฟอร์จูน 10 ธันวาคม 2550

มีแต่โตกับโต
Alibaba.comและ Taobao.com เติบโต 3 เท่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
25 ล้านราย $3.6 พันล้าน
ALIBABA.COM TAOBAO.COM
ผู้ใช้ที่ลงทะเบียนทั่วโลก ปริมาณการซื้อขาย
6 ล้านราย $1.1 พันล้าน

บริษัทในเครือ Alibaba
Alibaba.com เว็บขายสินค้าออนไลน์ระหว่างธุรกิจกับธุรกิจอันดับหนึ่งของจีน ด้วยยอดผู้ใช้ลงทะเบียนมากกว่า 25 ล้านคน มี “หน้าร้าน” ออนไลน์ 2.4 ล้านแห่งบนเว็บนี้ และรายการสินค้าและบริการ 5,000 รายการ

Taobao.com เปิดตัวในปี 2003 เป็นเว็บช้อปออนไลน์สำหรับผู้บริโภค สามารถโค่น eBay และเป็นผู้นำตลาดช้อปปิ้งออนไลน์ของจีนด้วยส่วนแบ่งตลาด 83%

Alipay.comเว็บชำระเงินออนไลน์อันดับหนึ่งของจีน ด้วยยอดผู้ใช้ลงทะเบียน 43 ล้านราย ช่วยอำนวยความสะดวกในการชำระเงิน

Yahoo China เว็บท่าอันดับ 3 ของจีน โดย Yahoo! ตกลงลงทุนเป็นเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ แลกกับหุ้น 39% ใน Alibaba

Alisoft.com พัฒนา จัดการและจัดส่งซอฟต์แวร์การบริหารธุรกิจด้วยระบบเว็บ ให้แก่บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมของจีน

Koubei.com เว็บโฆษณาย่อยที่ผู้ใช้สามารถพูดคุยสนทนา แลกเปลี่ยนและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับงาน อพาร์ตเมนต์ให้เช่าและร้านอาหาร**

Share




Next Posts »» «« Previous Posts