ที่มา: http://breakingnews.nationchannel.com/read.php?newsid=337877
Archive for the 'News' Category
Interbrand has concluded its study of this year’s top brands and released its annual Best Global Brands survey, a valuation based on several factors of international reach and financial growth. A number of tech companies, including Google, IBM, and Nintendo saw the most positive gains, while financial giants and even Microsoft saw their places slip from previous years.
While Coca-Cola retained its place as the number one global brand for its eighth year in a row, Google saw explosive 43 percent growth from 2007, leaping from its spot at number 20 and breaking into the list of top 10 brands at number 10. IBM also grew by three percent this year, rising from number three in 2007 to knock Microsoft out of its number two spot. The rest of Interbrand’s top ten brands for 2008 continue with GE at number four, then Nokia, Toyota, Intel, McDonalds, and Disney.
That Google shot so far up the charts so quickly and broke into the top 10 brands in just 10 years of existence is no small feat. Between successfully growing and defending its dominance in search over the last year, as well as expanding aggressively into mobile and business services, Google has become a household name and a part of everyday vocabulary.

Interbrand says it uses a proprietary formula for constructing this list, a methodology that takes into account several components of a company’s brand, such as financial strength, influence over point-of-purchase customer demand, and its ability to retain customers and demand for products, which in turn sustains future earning forecasts.
Other brands that saw significant gains include Nintendo, with 13 percent growth and a rise from spot 44 in 2007 to 40, Apple, with the second largest positive gain of 24 percent growth and a move from spot 33 to 24, and Amazon with a 19 percent growth and shift from spot 62 to 58.
In light of the turbulent financial week, it should come as no surprise that brands, like Merrill Lynch, fell 12 spots to number 34. Strangely, though, some credit card companies did quite well due to their brand strengths, with Visa making its first entrance on the list at 100, and American Express holding its own at 15, with five percent growth from 2007.
Interbrand notes that one of the most important new factors driving brand value across all sectors—financial services, consumer goods, and especially automotive—is sustainability. Car manufacturers, and even luxury specialists, like Mercedes, are placing a much greater emphasis on fuel efficiency, with Honda being the only auto maker reporting better sales in 2008 over the previous year.
“In troubled economies business doesn’t cease. Companies may struggle, but the practice of buying and selling continues no matter what,” Jez Frampton, Global CEO of Interbrand, said in a press release. “Many of the Best Global Brands know this and come through these difficult times stronger and better poised to compete. The key to success, in good times and bad, is understanding how your brand creates value.”
Source: http://arstechnica.com/news.ars/post/20080919-google-now-one-of-the-top-10-most-valuable-brands.html
พี่ พิทยากร ลีลาภัทร์ หรือ พี่เอ๊ด BCC133 อดีตหัวหน้าวงดุริยางค์ และเป็นพี่ชายของ ภัทร ลีลาภัทร์ BCC 136 ปัจจุบันหันมาเป็นนักเขียนหลังจากที่งานเขียนในอินเตอร์เน็ตของตนเองเริ่ม ดังจนพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ ใครผ่านแผงหนังสืออย่าลืมอุดหนุนของพี่เขาบ้างนะครับ
ธนาคารความสุข ข้อคิดออนไลน์ [18 ก.ย. 51 - 00:28]
ฮอต ฮิตในสังคมออนไลน์ พิทยากร ลีลาภัทร์ หรือ aston 27 เจ้าของบล็อกเกอร์ที่ถ่ายทอดการดำเนินชีวิตทางโลก ให้ผสมผสานกับทางธรรมอย่างลงตัวผ่าน bloggang.com จนได้รับรางวัลยอดเยี่ยมเกี่ยวกับธรรมะที่มีคนชื่นชอบมากที่สุดในเว็บไซต์ พรีมา พับบลิชชิง จึงได้นำข้อคิดทางอินเตอร์เน็ตมาสู่ตัวอักษรในหน้าหนังสือ ?ธนาคารความสุข? หนังสือธรรมะร่วมสมัย ด้วยภาษาอ่านเข้าใจง่าย สำหรับผู้ค้นหาความสุข ในโลกยุคใหม่ ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆนี้ ที่ห้องประชุมมารวย เอสพลานาด
พิทยากร ลีลาภัทร์ เจ้าของหนังสือธรรมะร่วมสมัย ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้จัดการในบริษัทข้ามชาติ และยังเป็นดีเจ พิธีกร เผยถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้ว่า ต้องการจะสื่อให้ผู้อ่านได้ เปรียบเทียบ ความสุข-ความทุกข์ในจิตใจ เหมือนการ ฝากธนาคาร อยากให้เก็บเอาไว้ในรูปของสติปัญญา และอยากให้ผู้อ่านได้รู้จักเจริญสติปัญญาที่ทำได้ง่ายๆด้วยภาษาที่ง่าย และคำถามที่เจอบ่อยๆ จากคนที่เริ่มสนใจศึกษาธรรมะคือ เราจะเอาธรรมะมาประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงได้อย่างไร ซึ่งที่จริงยิ่งเรียนรู้ยิ่งพบว่า ไม่จำเป็นต้องพยายามประยุกต์ธรรมะมาสู่ชีวิต เพราะธรรมะอยู่กับทุกชีวิตทุกลมหายใจมาตั้งแต่เกิดอยู่แล้ว เพียงแค่น้อยคนจะเปิดใจเรียนรู้ วิธีมองให้รู้ ดูให้เป็น เห็นถูกต้อง เพราะกลัวและขนลุกกับศัพท์เทคนิคพื้นๆ อย่างวิปัสสนา ต่อเมื่อรู้จักเมื่อเข้าใจความจริงของกายใจของตัวเองแล้วนั่นแหละถึงได้รู้ ว่า ธรรมะไม่เคยหนีหายไปไหนจากชีวิตเราแม้แต่สักขณะจิตเดียว
บล็อกเกอร์ ธรรมะดังยังบอกอีกว่า ตั้งใจเขียนเรื่องธรรมะให้ง่ายต่อการอ่าน ไม่ได้เจตนาจะให้ใช้เป็นคู่มือสำหรับศึกษาขั้นตอนการปฏิบัติชนิดละเอียดลออ แค่พยายามจะบอกว่า วิปัสสนาในความหมายที่ถูกต้องคืออะไร และธรรมะไม่ใช่เรื่องยากหรือน่าเบื่ออย่างที่หลายคนคิด แต่กลับมีคุณประโยชน์กับการมีชีวิตอย่างล้นพ้น และอยากจะบอกทุกคนว่า ความสุขหาได้ที่ไหน ไม่ได้หาได้จากกระเป๋าแพงๆ หรือรถยนต์หรูหรา แต่หาได้ง่ายๆจากใจเรานั่นเอง
ด้าน ชมพู กนิษฐะวิริยา ต.สุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีมา พับบลิชชิง จำกัด กล่าวว่า คุณพิทยากรเป็นคน ที่ปฏิบัติธรรมในทางที่ถูกต้อง เอาเรื่องทางโลกมายกตัวอย่างให้เข้าใจด้วยภาษาที่อ่านง่าย มีภาพประกอบสวยงามที่ช่วยสื่อความหมายให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยเรื่อง ราวต่างๆยังเอามาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน การรวบรวมมาเป็นหนังสือจึงเป็นเหมือนการขยายกลุ่มให้ผู้อ่าน ที่ไม่ได้ใช้อินเตอร์เน็ตได้มีโอกาสรับเรื่องราวดีๆแบบนี้
ส่วนบรรดาผู้ มีธรรมะในจิตใจที่มาร่วมงานครั้งนี้ อาทิ แอม-ฉายนันท์ มโนมัยสันติภาพ กล่าวถึง ?ธนาคารความสุข? ว่า หนังสือเล่มนี้ให้มุมมองในเรื่องของการดำเนิน ชีวิตประจำวันอย่างไรให้มีความสุข คนที่กำลังทุกข์อยู่ จะทำอย่างไรเพื่อออกจากความทุกข์นั้น หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ให้แค่ผู้อ่านมองออกไปว่าจะทำอย่างไรถึงจะมีความสุข แต่เป็นการให้คนอ่านมองเข้าไปในตัวเองว่า ทำอย่างไรเราถึงจะมีความสุขด้วย.
หากพูดถึงศิลปินนักร้องกลุ่มที่มีความสวย ใส และเซ็กซี่มากที่สุด เห็นทีจะหนีไม่พ้น 4 นักร้องสาว เกิร์ลรี่เบอรี่ ที่ประกอบด้วย กิ๊ฟซี่ กิ๊ฟซ่า แนนนี่ และ เบลล์ ด้วยอายุที่มากขึ้น ความร้อนแรงก็ต้องทวีขึ้นไปตามลับดับ แต่ก็แน่นอนว่าภาพลักษณ์ที่เสนอความเซ็กซี่ ร้อนแรงแบบนี้ย่อมที่จะตกเป็นข่าว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่นักวิชาการ หรือ กลุ่มสิทธิสตรีมองว่า ผลงานเพลงส่งความหมายสองแง่สามง่าม หรือ การแต่งตัวไม่เหมาะสม หรือ ตัวศิลปินเองที่ตกเป็นเหยื่อ ของภาพแอบถ่ายอิริยาบทต่างๆ และภาพทีเผลอของเหล่าปาปาราสซี เรื่องแบบนี้ คือสิ่งที่เชื่อว่าคนส่วนมากรู้จัก และพบเห็นพวกเธอในลักษณะนี้อยู่เสมอ
เพื่อ ลดความร้อน ความเครียดจากบรรยากาศของบ้านเมือง และสภาพเศรษฐกิจของไทยที่แสนวุ่นวาย IT Digest จึงขอพาไปรู้จักกับ 2 สาวสวยที่ก้าวเข้ามาทำธุรกิจอีคอมเมิร์ซ แม้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้นกิจการ แต่ก็เป็นสิ่งที่ผลักดันให้ชีวิตของ 2 สาวนี้ที่แทบไม่รู้เรื่องไอที ต้องมาขวนขวายหาความรู้ไอทีใส่ตัว อาจจะงงกันว่า เกิร์ลลี่เบอรี่ เกี่ยวอะไรกับอี-คอมเมิร์ซ
ใช่แล้วเรากำลังพูดถึง 2 สมาชิกของวง คือ แนนนี่-ภัทรนันท์ ดีรัศมี เจ้าของเว็บไซต์ www.sweetmeetpunx.com และ เบลล์-มนัญญา ลิ่มเสถียร หรือ เบลล์ เจ้าของเว็บไซต์ www.beblink.com มาตามดูว่าอะไรทำให้ต้องมาทำอี-คอมเมิร์ซ และพวกเธอมองวัยรุ่นไทยกับอินเทอร์เน็ตอย่างไร อย่ารอช้า เข้าไปติดตามรายละเอียดได้แล้ว ณ บัดนี้…
+++++++++
IT Digest: ที่มาที่ไปของการก้าวมาทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ มาได้อย่างไร
ก่อน หน้านี้เคยไล่เปิดอินเทอร์เน็ตดูร้านขายของออนไลน์ดูเช่นกัน ไม่ได้ปรึกษาใครเป็นพิเศษแค่คุยในหมู่เพื่อนๆ พี่ว่าเราอยากจะทำ พอมาลองทำจริงๆ รู้สึกว่าไม่ยากมากเท่าใด ก็เลยมาลองศึกษาด้วยตัวเอง อะไรที่ไม่เข้าใจก็ปรึกษากับพี่ที่นับถือกัน จนกลายมาเป็นเว็บไซต์ www.sweetmeetpunx.com ทั้งนี้ ชื่อเว็บไซต์นี้เมื่อก่อนเป็นชื่อของร้านแนนนี่เอง แต่ด้วยความที่ไม่มีเวลาไปดู และทำเลหน้าร้านไม่ดี เลยต้องถอนตัวออกมา แต่ด้วยแนวคิดร้านกับชื่อเป็นของเราเองก็เลยเอามาทำเว็บไซต์ดีกว่า ก็ไปซื้อเว็บไซต์สำเร็จรูปมาใช้งานง่าย ไม่แพงจ่ายเป็นรายปี เมื่อก่อนเคยคิดเขียนเว็บเอง แต่ยากมากวุ่นวายกว่า และเว็บเหล่านี้ยังทำสุ่มเพื่อโปรโมทอีกด้วย
เบลล์ ไม่ได้เริ่มจากการมีหน้าร้านมาก่อน เพราะรู้สึกว่าการเปิดร้านยากมาก ต้องหาสถานที่ และต้องเข้ากับรูปแบบการทำงานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดของร้าน และงบที่ต้องลงทุนแต่งร้านจัดร้าน และยังต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาดูแลอีก คิดไปคิดมาแล้วไม่คุ้มกับการลงทุน จึงมาเปิดเว็บไซต์ที่ชื่อว่า www.beblink.com เป็นเว็บไวต์สำเร็จรูปเหมือนกัน เป็นดีเอ็นเอเดียวกับเว็บไซต์ของแนนนี่
IT Digest: รูปแบบของสินค้า และบริการที่ทำบนเว็บไซต์
เบลล์: เว็บไซต์ ของเบลล์จะขายเครื่องสำอางทุกชนิด ครีมบำรุงผิว ทรีตเมนท์ ที่เกี่ยวกับการดูแลผม ใบหน้า ร่างกาย จากประเทศญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ส่วนหนึ่งจะเป็นสินค้าที่เดินทางไปหาซื้อมาเอง อีกส่วนหนึ่งก็ฝากเพื่อที่เป็นแอร์หามาให้ แล้วให้เพื่อนๆ ที่เป็นแอร์เหล่านี้นำเสนอสินค้าในร้านให้ เพราะด้วยการที่คนอาชีพนี้เดินทางไปทั่วโลก จึงย่อมพบเจอกับเครื่องสำอางมากมาย เขาก็จะมีข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าอยู่ระดับหนึ่ง ก็ให้เขาเลือกแล้วก็เอามาให้เรา โดยระยะเวลาประมาณ 4 เดือนที่เปิดหน้าร้านมา การตอบรับดี ลูกค้าก็ดี
IT Digest: กลยุทธ์ และเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจจากนี้ไปจะเป็นอย่างไรบ้าง
เบลล์: ขณะ นี้ กำลังพยายามสร้างแบรนด์อยู่ เพราะเครื่องสำอางในปัจจุบันมีมากมาย เราจำเป็นที่จะต้องสร้างแบรนด์ให้แตกต่างออกไปจากที่มีในท้องตลาด เพื่อทำให้คนรู้ว่าเราจำหน่ายอะไรบ้าง รู้ว่าเราอยู่จุดไหน บอกให้เขารับรู้ว่า “Beblink” ก็ ขายเครื่องสำอางมากขึ้น หากเราเป็นที่รู้จักในตลาด แล้วผู้บริโภคยอมรับคิดถึงเราเป็นคนแรก เมื่อต้องการซื้อเครื่องสำอาง ก็น่าจะถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว ตอนนี้ก็ต้องสร้างความตื่นตัวให้กับคนทั่วไปก่อน โดยเป้าหมายก็อยากเป็นเว็บไซต์ที่ 1 ด้านความสวยความงาม คือ ไม่ว่าคนจะต้องการเครื่องสำอาง หรือมีปัญหากับสุขภาพผิวหน้า ก็คิดถึงเรา หรือก้าวไปถึงระดับให้บริการโซลูชั่นความงาม ที่มีคำตอบให้ได้ทุกเรื่อง แล้วช่วยทุกคนได้ เพราะเรื่องความสวยความงามคู่กับผู้หญิงทุกคน ทุกวัย เป็นเรื่องพื้นฐานของผู้หญิง
IT Digest: ที่ผ่านมาคนขายของออนไลน์มีปัญหา เรือง ลิขสิทธิ์การจัดจำหน่าย สินค้าแบรนด์เนม แล้วที่ทำอยู่เป็นสินค้าที่มีแบรนด์ หรือมีลิขสิทธิ์หรือไม่
เบลล์: เครื่อง สำอางไม่มีอยู่แล้ว เพราะเป็นของที่วางขายตามร้านขายยาในญี่ปุ่น แต่ไม่มีเคาท์เตอร์ขายในเมืองไทยแน่นอน และเป็นสินค้าที่มีความหลากหลาย เวลานี้ในเมืองไทยก็มีเอาสินค้าเหล่านี้ มาขายแบบแพร่หลายแล้วเช่นกัน
IT Digest: ที่ผ่านมาได้ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ พรบ.ว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 รวมทั้งกฎหมายลิขสิทธิ์หรือไม่ แนนนี่: เรื่อง ของลิขสิทธิ์ทางเราก็ไม่ได้รู้อะไรมากนัก แต่ทางเลี่ยงที่ดีที่สุดตอนนี้ คือ ไม่เอาของแบรนด์เนมเข้ามาเพราะมีความเสี่ยงน้อยที่สุด
IT Digest: ส่วนตัวมองธุรกิจอี-คอมเมิร์ซอย่างไรบ้าง
เบลล์: ส่วน ตัวมองว่าเรื่องนี้ยังใหม่มากสำหรับคนไทย เพราะคนไทยส่วนหนึ่งยังไม่รู้จักธุรกิจอีคอมเมิร์ซมากนัก รู้แค่ว่ามีของขายบนเว็บไซต์ แต่ถ้าถามว่ากล้าซื้อของออนลน์หรือไม่ คนที่สนใจซื้อสินค้าออนไลน์เวลานี้มีเพียง 30% อีก 70% จะลังเลไม่กล้าซื้อขอไปเห็นของจริงก่อน แล้วค่อยตัดสินใจซื้อ คงต้องให้เวลากับการเรียนรู้แก่ผู้บริโภค เรื่องนี้ยังใหม่มากสำหรับพวกเขา แต่ธุรกิจนี้เติบโตค่อนข้างเร็ว เพราะขณะนี้คนเรามีเวลาน้อยในการเลือกซื้อสินค้าเพื่อบริโภค อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในอนาคตคนไทยจะหันมาสนใจกับตรงนี้มากขึ้น
IT Digest: ทำธุรกิจอี-คอมเมิร์ซแล้ว มั่นใจกับบริการชำระเงินออนไลน์ด้วยหรือไม่
เวลา นี้ก็ได้ไปสมัครแจ้งเตือนการโอนเงินเข้าบัฯญชีผ่านมือถือ ก็ทำให้สะดวกมากขึ้น เพราะหลายๆ ครั้งมีลูกค้าใช้แค่ชื่อเล่น สั่งของจาก 2 ที่ โดยเป็นสินค้าที่เหมือนกันทั้ง 2 ครั้ง แบบนี้ก็แกล้งเราน่ากลัวมาก ก็เรื่องบัตรเครดิตไม่ค่อยมั่นใจเท่าใด แต่เรื่องโอนเงินผ่านธนาคารมั่นใจมากขึ้น ส่วนบัตรเครดิตไม่ว่าตอนนี้หรืออนาคตไม่เสี่ยงดีกว่า หลายๆ เว็บไซต์ก็ใช้วิธีโอนเงินเงินมากกว่า เพราะมิจฉาชีพมากมาย
เบลล์: ความ จริง คือ ลูกค้ากลัวเราเราเองก็กลัวลูกค้า เพราะเคยเจอกรณี สั่งซื้อสินค้าจำนวนหนึ่งแล้วเราให้โอนเงินเข้าบัญชี เราก็ไปตรวจสอบดูเงินก็ไม่เข้า โทรไปสอบถามให้เขาส่งหลักฐานมากให้แต่ก็เงียบหายไป ลูกค้าแบบนี้ก็น่ากลัวมาก ลูกค้าบางรายก็แอบเนียนส่งเลขสลิปการโอนเงินมา แต่ก็ไม่มีเงินโอนเข้ามา เจอกับตัวเองอีกรายที่สั่งของจำนวนมาก และมีรายการที่ซ้ำๆ กันจนเราก็กลัว เลยตรวจสอบโทรกลับไปก็เป็นเบอร์มือถือปลอม เป็นต้น สุดท้ายก็ติดต่อไม่ได้ ดังนั้นเรื่องนี้เราไม่ควรประมาท ทุกรายการสั่งซื้อควรมีเอกสารยืนยันการจ่ายเงิน ส่วนบัตรเครดิตรูดจ่ายเงินออนไลน์นี่ไม่เสี่ยงดีกว่า
IT Digest: มองการใช้อินเทอร์เน็ตของวัยรุ่นไทย ขณะนี้ เป็นอย่างไรบ้าง
เบลล์: หาก เขาเอาไปใช้เพื่อความบันเทิง เล่นเกม หรือ อ่านข่าวก็ยังดี แต่บางคนเอาไปใช้ในทางไม่ดี ถือว่าเป็นเรื่องที่แย่มาก จริงๆ แล้ว คนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการศึกษามาก ต่อมาก็ความบันเทิง จะมีส่วนน้อยที่เอาไปหาดาวน์โหลดภาพโป๊ คลิปลามก
IT Digest: ฝากถึงผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์
แนนนี่: อยาก ฝากธุรกิจอีคอมเมิร์ซและเว็บไซต์ของพวกเราทั้ง 2 ไว้ด้วยอย่างที่เบลล์ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ ว่าอีคอมเมิร์ซยังไม่เติบโตมากนัก แต่เราเชื่อว่าอีกไม่กี่ปีธุรกิจนี้จะต้องเจริญเติบโตมากกว่านี้แน่นอน การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ไม่ใช่จะเชื่อถือไม่ได้ไปหมด แต่ผู้บริโภคก็ต้องศึกษาให้ดี รู้จักเว็บไซต์นั้นให้ลึกพอ อย่ากลัวกับการซื้อของ ลองเข้าไปดูบ่อยๆ แล้วก็จะรู้เองว่าการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ให้ความสะดวกสบายมากกว่าออกไปซื้อสินค้านอกบ้าน
เบลล์: ส่วน น้องๆ ที่สนใจธุรกิจแบบนี้ เราต้องรู้จักตัวเองก่อนว่าเราอยากขายอะไร ศึกษาดูว่าตลาดที่เราจะเข้าไปนั้นเปิดกว้างหรือไม่ เพราะอีคอมเมิร์ซเปิดต้อนรับทุกคน ขอเพียงแค่รู้ว่าเราต้องการที่จะทำอะไร แล้วตัวเราก็จะทำธุรกิจนี้ได้อย่างมีความสุข ต้องชอบต้องรักมิฉะนั้นเราจะอยู่กับธุรกิจนี้ได้ไม่นาน ไม่ใช่เราทำกัน 1-2 เดือนแล้วเลิก ธุรกิจนี้จะอยู่กับตัวเราไปนานมาก หากไม่สนุกแล้วตัวเราจะไม่จริงจัง สุดท้ายสิ่งเหล่านี้ก็จะออกไปจากชีวิตเราเอง ที่มา : ไทยรัฐ
แนนนี่: เพราะ ส่วนตัวรู้สึกสนใจ รู้สึกว่าโลกของเราทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้าไปไกลมาก ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ ที่คนส่วนมากสนใจกัน โดยเฉพาะการขายของออนไลน์ เพราะส่วนตัวไม่มีเวลาจะหยิบจับทำธุรกิจที่เป็นหน้าร้านจริงๆ เพราะธุรกิจแบบนี้มีความเสี่ยงสูงมาก เราต้องลงทุนทำร้าน เช่าที่ก็ไม่คุ้มแล้ว แต่ธุรกิจหน้าร้านออนไลน์เราคุ้มกว่ามีเวลาบริหารมากกว่า
เบลล์: จุด แรกเริ่มที่มาทำเว็บไซต์ คือ ตัวเองเป็นคนที่ชอบเครื่องสำอางมากที่สุด และรู้สึกว่าเครื่องสำอางมีหลายแบบหลายชนิดให้เลือกใช้มากมาย แต่บางคนเองก็ยังไม่รู้ว่าใช้อะไร และธุรกิจของเบล์ก็ไปจับกับเครื่องสำอางญี่ปุ่นที่ใช้ได้จริง และที่หันมาเปิดร้านออนไลน์ เพราะมีเพื่อนที่ทำอยู่แล้วแนะนำมา ก็เข้าไปลองสำรวจดูก็รู้สึกว่า น่าสนใจดี เพราะใช้เวลาดูแลไม่มากในการดูแล และจัดการร้าน เพราะขณะนี้มีเว็บไซต์สำเร็จรูปจำหน่ายมากมาย และรองรับกับรูปแบบการทำงานของเราที่เป็นแบบนี้
แนนนี่: ที่ เว็บไซต์จะขายเสื้อผ้า กระเป๋า และเครื่องประดับแนวพังค์สไตล์ญี่ปุ่น ฮาราจูกุ รวมถึงของเล่นนำเข้า เช่น โมเดลจากภาพยนตร์ การ์ตูน หรือตุ๊กตาน่ารักๆ มาจากหลายที่ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือฮ่องกง โดยสินค้าทั้งหมดนี้ไปเดินทางไปหามาใส่ร้านด้วยตัวเอง เพราะเวลาเดินทางไปแต่ละครั้งก็กวาดสินค้าเหล่านี้กลับมาเยอะเหมือนกัน หรือถ้าของบางชิ้นถ้ามีเพื่อเป็นแอร์โฮสเตสบินไปอยู่แล้ว ก็สามารถฝากให้เขาซื้อกลับมาให้เราได้ รวมไปถึงแฟชั่นแนวหวานๆ ก็พอมีแต่ไม่มากเท่าใด แต่อนาคตก็จะปรับให้สินค้าที่จำหน่ายมีสัดส่วนเท่าๆ กัน โดยขณะนี้เปิดมาได้กว่า 3 เดือนแล้ว ก็มีคำสั่งซื้อสินค้ามาทุกสัปดาห์
แนนนี่: อันดับแรกที่เราเห็นช่องทางนี้ก็มาจากเว็บไซต์ไฮไฟว์ดอทคอม (www.hi5.com) เพราะ มีเพื่อเข้ามาดูมาแอดเป็นเพื่อนมากมาย ก็เลยรู้สึกว่าตรงนี้น่าจะเป็นช่องทางโปรโมทที่ดี ก็เลยคิดว่าจะทำแบนเนอร์ของเว็บไซต์มาติดที่ไฮไฟว์ แล้วทำลิงค์เชื่อมต่อไปที่เว็บไซต์ นอกจากนี้ยังจะนำแบนเนอร์นี้ไปติดกับไฮไฟว์ของเพื่อนๆ ศิลปินคนอื่นๆ ด้วย เช่น ไฮไฟว์ของบีม หรือ ลิเดีย เป็นต้น ส่วนเป้าหมายจากนี้ พอมีแบนเนอร์ และโลโก้แล้วก็อยากให้ชื่อ Sweetneedpunx ติด ตลาด เวลานี้เราไปรับเสื้อผ้าเขามาขายต่อ ในอนาคตก็อาจจะทำเป็นเสื้อผ้าแบรนด์ตัวเองก็ได้ หรือ เอาโลโก้มาแปะบนสินค้าต่างๆ ธุรกิจนี้ลงทุนไปไม่มาก และเวลาไม่นานก็คืนทุนหมดแล้ว
แนนนี่: เสื้อ ผ้าของร้านที่นำมาขายไม่มีแบรนด์ เพราะไปรับมาจากฮ่องกง เคยเห็นมีคนเอามาขายที่สยามสแควร์แต่น้อยมาก ก็เลยไปสั่งเข้ามาไม่ใช่ของเลียนแบบ หรือก๊อปปี้มา ทางโรงงานเขาตัดเอง ส่วนสินค้าโมเดลของเล่นร้านอื่นๆ ก็ขายอยู่จึงไม่น่าจะมีลิขสิทธิ์
แนนนี่: เป็น ธุรกิจใหม่ที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานไม่กี่ปี แต่มีการเติบโตรวดเร็ว จากที่เคยเปิดหนังสือดูสถิติการเติบโตของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ มีการเติบโตก้าวกระโดด มีคนเข้ามาเปิดธุรกิจนี้ทุกปี โดยหลายคนที่เป็นคนรุ่นใหม่ก็ใช้ชีวิตหน้าจอคอมพิวเตอร์ เพื่อเล่นอินเทอร์เน็ต ดังนั้นส่วนหนึ่งอาจจะไม่สะดวกที่ต้อออกไปซื้อสินค้าข้างนอก ตรงนี้ก็จะมาช่วยตอบสนองได้ เนื่องจากธุรกิจนี้ไม่ต้องมีค่าเช่าร้าน หรือค่าใช้จ่ายมากมาย ก็เชื่อว่าจะทำให้ธุรกิจไปต่อได้
แนนนี่: คน ที่สั่งซื้อสินค้าบนเว็บไซต์เวลานี้ยังคงให้ชำระเงินผ่านธนาคารอยู่ เพราะการตัดผ่านบัตรเครดิตซับซ้อนเกินไป เราก็ได้แค่แปะหมายเลขบัญชีพร้อมขั้นตอนการสั่งซื้อจนถึงโอนเงิน แล้วอีเมล์มากบอก หากเราตรวจสอบว่าเงินได้เข้าบัญชีแล้ว ก็จะดำเนินการจัดส่งสินค้าไปให้ แต่ก็มีลูกค้าบางรายไม่มั่นใจเว็บไซต์เรา หรือเชื่อว่าเว็บไซต์นี้มีของขายจริง เรื่องนี้ไม่เข้าใครออกใคร
แนนนี่: เวลา นี้อินเทอร์เน็ตมาความรู้มากมาย ถ้าเอาไปใช้ในทางที่ดี หาความรู้ ทำรายงานก็แล้วไป เพราะถ้าใช้ถูกที่ถูกคนก็เป็นเรื่องดี แต่บางคนนำเอาอินเทอร์เน็ตกลับมาเป็นช่องทางทำผิด เพื่อละเมิดลิขสิทธิ์ของผู้อื่น หรือเข้าไปดูเนื้อหาไม่เหมาะสม เช่น ภาพลามก อนาจาร แต่คนใช้ในทางที่ผิดมีน้อย แต่ที่ดูว่ามีคนใช้ด้านนี้มาก เพราะชอบฟอร์เวิร์ดไปหาคนอื่นๆ เลยกระจายไปทั่ว
Meta tags is not Title tag. Meta tags are information inserted into the “head” area of your web pages and is not seen by those viewing your pages in browsers. Meta tags are used to communicate information with the bot of search engines. Two common types of meta tags is Meta Keyword & Meta Description . It place between the “opening” and “closing” HTML HEAG tags.
For Search Engine, the title tag & meta tag are crucial because they use this tag as one of the most important factors of search engine’s algorithm. In addition, all major crawlers will use the text of title tag as the title for listing of the website. As the above sentence, meta tags is not a guaranteed way to gain a top raking because it is not every search engine crawl the meta tags. Google is the one of the three Major search engine in the world and Google ignores the meta keyword & meta description tag and instead will automatically generate its own description for web page.
You may have the question about “Still want to use the meta tag?”. I can answer that we still need to use the meta tag because another search engine like Yahoo, MSN, and etc are still crawl the meta tag. It is the strategy to get more traffic with diffuse the link to gain better ranking in search engine include Google.
Resource : http://searchenginewatch.com/showPage.html?page=2167931
News:
Google will remove all search queries after 18 to 24 months
http://www.ifergan.org/world-seo-news/google-will-remove-all-search-queries-after-18-to-24- months.html
Next Generation SEO Tactics
http://www.ifergan.org/world-seo-news/next-generation-seo-tactics.html
Joomla & Mambo Adsense module
http://www.ifergan.org/joomla-mambo-adsense-module-2.html

แอ ปเปิลเปิดตัวไอพ็อด (iPod) เครื่องเล่นเพลง MP3 รุ่นใหม่พร้อมภาษาไทย ขายแล้วทุกรุ่นยกเว้นไอพ็อดทัชที่จะวางขายในสัปดาห์หน้า โดยแอปเปิลบอกอย่างมั่นใจว่าไม่ช้าเกินไปที่เพิ่งพัฒนาให้ไอพ็อดรองรับภาษา ไทยในตอนนี้
มร.โทนี่ ลี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ของแอปเปิล ให้สัมภาษณ์ระหว่างการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไอพ็อดทัช ไอพ็อดนาโน ไอพ็อดคลาสสิค และไอจูนส์ 8 ในประเทศไทยว่า การดำเนินการเรื่องภาษาไทยในไอพ็อดนั้นเริ่มขึ้นมานานแล้ว แต่การส่งเรื่องและการพัฒนากินระยะเวลานาน การพัฒนาภาษาไทยในไอพ็อดจึงได้ฤกษ์เริ่มต้นในการเปิดตัวไอพ็อดครั้งนี้
“คิดว่าไม่ช้าเกินไป และยังดีกว่าไม่มีเลย” โทนี่กล่าว ซึ่งเมื่อถามว่าแอปเปิลจะกังวลหรือไม่ ว่าผู้บริโภคในเมืองไทยจะมีความรู้สึกด้านลบ และรู้สึกว่าแอปเปิลไม่สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรองรับความต้องการในตลาดไทย จุดนี้ประชาสัมพันธ์ของแอปเปิลตอบว่า “เรื่องนี้แอปเปิลประเทศไทยคุยกับสาขาแม่นานแล้ว แต่กว่าจะส่งเรื่องไปก็กินระยะเวลาและผ่านขั้นตอนค่อนข้างนาน”
โท นี่ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงสัดส่วนตัวเลขยอดขายในประเทศไทยเช่นเคย โดยกล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการเจรจากับโอเปอเรเตอร์เมืองไทยเพื่อนำไอโฟน (iPhone) เข้ามาจำหน่ายในประเทศอย่างเป็นทางการว่า ยังอยู่ระหว่างการต่อรองว่าจะเลือกโอเปอเรเตอร์รายใด บอกด้วยว่าไอโฟนนั้นพัฒนาต่อเนื่อง จึงต้องการเปิดตัวในประเทศไทยด้วยไอโฟนรุ่นที่ดีเยี่ยมไปเลย
งาน นี้แอปเปิลเปิดตัวราคาจำหน่ายไอพ็อดรุ่นใหม่ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยไอพ็อดชัฟเฟิล (shuffle) รุ่น 1GB ปรับราคาเหลือ 2,290 บาท รุ่น 2GB ราคา 3,190 บาท

ส่วนไอพ็อดนาโน (Nano) รุ่น 8GB และ 16 GB ราคา 6,290 บาท และ 8,290 บาทตามลำดับ
ขณะที่ไอพ็อดคลาสสิก (classic) รุ่น 120GB เคาะราคาที่ 9,990 บาท เรียกว่าจ่ายหนึ่งหมื่นบาทแอปเปิลจะทอนให้ 10 บาท
สำหรับไอพ็อดทัช (touch) รุ่น 8GB แอปเปิลตั้งราคาไว้ที่ 8,890 บาท รุ่น 16GB ราคา 11,490 บาท รุ่น 32GB 15,290 บาท
สำหรับ ชุดหูฟังที่มีพร้อมไมโครโฟนเพื่อใช้งานร่วมกับฟังก์ชันบันทึกเสียงในไอพ็อด นาโนและไอพ็อดทัชนั้น รุ่นเอียร์โฟน (Ear phone) ธรรมดาแอปเปิลจำหน่ายในราคา 1,498 บาท แต่รุ่นอินเอียร์ (In-Ear) ที่มีคุณภาพเสียงดีกว่า จะวางจำหน่ายในราคา 2,900 บาท โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนตุลาคมนี้
แอ ปเปิลเคยให้ข้อมูลว่า ได้จำหน่ายไอพ็อดทั้งสิ้น 160 ล้านเครื่องแล้วหลังการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2001 ยืนยันว่าร้านขายเพลงออนไลน์ไอจูนส์คือผู้ขายเพลงอันดับหนึ่งในสหรัฐฯ





Credit : http://www.manager.co.th/
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ จัดงาน 2008 TBS Open House – Graduate Programs
เพื่อแนะนำ 9 หลักสูตรปริญญาโททางบริหารธุรกิจของธรรมศาสตร์
ได้แก่ MBA, MBA-HRM, XMBA, MRE, MAP, MIS, MIM, MIF และ IMBA
ชมบูธนิทรรศการ ฟังสัมมนาพิเศษแต่ละหลักสูตร รวมทั้งเคล็ดลับพิชิตข้อสอบและการเตรียมตัวสอบ
ในวันเสาร์ที่ 20 – วันอาทิตย์ที่ 21 กันยายน 2551 เวลา 10.00 – 17.00 น.
สนใจติดต่อ 0-2613-2263, 0-2623-5718-9 Website : http://grad.bus.tu.ac.th
ขอ เชิญแสดงความจำนงเพื่อเข้าร่วมงานและรับตัวอย่างข้อสอบ SMART-II ชุดใหม่ ฟรี โอกาสเดียวเท่านั้นในรอบปี ที่คุณจะได้รู้จักทั้ง 9 หลักสูตรปริญญาโททางธุรกิจของ Click ที่นี่ รายละเอียดและกำหนดการเข้าฟังการแนะนำหลักสูตร และถอดรหัส SMART-II Click ที่นี่ แสดงความจำนงเพื่อเข้าร่วมงานและรับตัวอย่างข้อสอบ SMART-II ชุดใหม่ ตั้งแต่วันที่ 8 กันยายน 2551 ฟรี เป็นต้นไป Click ที่นี่ การเดินทาง
ธรรมศาสตร์ จากบูธนิทรรศการซึ่งเปิดให้บริการตลอดวัน เพื่อตอบคำถามทุกแง่มุมที่
คุณอยากรู้ พร้อมฟังการสัมมนาพิเศษที่จัดขึ้นสำหรับแต่ละหลักสูตร สัมผัสบรรยากาศ
ห้องเรียนจริง รวมทั้งฟังเคล็ดลับการพิชิตข้อสอบและการเตรียมตัวสอบจาก
คณาจารย์ ศิษย์เก่า และนักศึกษาปัจจุบัน
หรือได้ที่ http://grad.bus.tu.ac.th/th/highlightDetail.htm?nid=10

จากซ้าย Sergey Brin, Eric Schmidt และ Larry Page สามทหารเสือของกูเกิล
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 7 กันยายน 1998 สองหนุ่ม Larry Page และ Sergey Brin ก่อตั้งบริษัทกูเกิลอิงค์ขึ้นมาด้วยคอมพิวเตอร์ 4 เครื่องพร้อมทุนสนับสนุนอีก 100,000 เหรียญ บนความเชื่อมั่นว่าเสิร์ชเอนจิ้นจะเปลี่ยนโลกอินเทอร์เน็ตได้
เมื่อ 10 ปีผ่านไป คอมพิวเตอร์ของกูเกิลมีมากมายจนนับไม่ได้ จำนวนพนักงานทั่วโลกราว 20,000 คน มูลค่าตลาดกว่า 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทำรายได้มากกว่า 4.8 หมื่นล้านเหรียญจากธุรกิจโฆษณาออนไลน์ตั้งแต่ปี 2001 ที่ผ่านมา ถือเป็นบริษัทอายุ 10 ขวบที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก
เชื่อว่าอนาคต กูเกิลจะมีสิ่งใหม่มาเซอร์ไพรส์โลกไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง เพราะมีข่าวว่า 3 ทหารเสือ Eric Schmidt ซีอีโอกูเกิลตั้งแต่ปี 2001 และผู้ก่อตั้งอย่าง Brin และ Page ตกลงกันอย่างไม่เป็นทางการว่าจะเป็นมันสมองให้กูเกิลต่อไปจนถึงปี 2024 เป็นอย่างน้อย
“IE8″อยู่นอกสายตา
เมื่อ Larry Page หนึ่งในสองผู้ก่อตั้งกูเกิลถูกถามว่า Google Chrome เบราว์เซอร์ใหม่ล่าสุดถูกสร้างเพื่อชนกับ IE8 เบราว์เซอร์เวอร์ชันล่าสุดของไมโครซอฟท์ที่เปิดให้ทดลองใช้เป็นเวอร์ชันที่ 2 อยู่ในขณะนี้จริงหรือไม่ Page ตอบแสบสันต์ทำนองว่า ต้องเป็น IE9 เวอร์ชันหน้าจึงจะเหมาะเป็นคู่แข่งของ Chrome
“กูเกิลตั้งใจแข่งขันกับทุกโปรแกรมที่ถูกตั้งเป็นค่าเริ่มต้น (default) มากับเครื่องคอมพิวเตอร์ที่วางขายส่วนใหญ่” Page ยืนยัน “Google Chrome ไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่จะทำเงินให้กูเกิลเลย แต่จะเป็นสิ่งที่ช่วยยกระดับประสบการณ์ท่องเน็ตของผู้ใช้ ซึ่งเมื่อการใช้งานอินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้น เมื่อนั้นรายได้จึงจะเข้ากระเป๋ากูเกิล”
คำถามว่า ทำไมกูเกิลจึงแยกวงจากมอสซิลลา (Mozilla) องค์กรพัฒนาซอฟต์แวร์อิสระซึ่งแจ้งเกิด Firefox เบราว์เซอร์น้องใหม่บนความร่วมมือกับกูเกิล ก็ได้รับคำตอบจาก Sundar Pichai ประธานฝ่ายจัดการผลิตภัณฑ์ของกูเกิล ว่าเพราะกูเกิลไม่ต้องการยัดเยียดความคิดของกูเกิลให้ใคร กูเกิลต้องการเป็นตัวเลือกให้ผู้ใช้ตัดสินใจเอง
ไม่ใช่ดังแล้วแยกวง
เรื่องนี้ John Lilly ซีอีโอ Mozilla โพสต์ไว้บนบล็อกแล้วว่า การเปิดตัว Chrome ไม่มีผลกระทบใดๆต่อความสัมพันธ์ระหว่างมอสซิลลาและกูเกิล ยืนยันว่าจุดยืนของสององค์กรไม่เหมือนกัน ภาระกิจและแนวคิดที่ต่างกันทำให้สององค์กรเดินไปคนละทาง โดยความร่วมมือกับกูเกิลในโครงการต่างๆของมอสซิลลาจะยังกินระยะเวลาไปถึงปี 2011
นักวิเคราะห์นั้นฟันธงว่า กูเกิลไม่ได้หวังจะเป็นผู้ให้บริการเบราว์เซอร์เจ้าตลาดจริงอย่างที่พูด แต่กูเกิลต้องการแย่งชิง”ความเป็นเจ้าของคอมพิวเตอร์พีซี”มาจากไมโครซอฟท์ โดย Sheri McLeish นักวิเคราะห์จาก Forrester Research บอกว่า Chrome เป็นความพยายามในการสร้างพื้นที่เพื่อบริการและชุดเครื่องมือของตัวเองใน อนาคต ไม่ใช่การลงมาเล่นในตลาดเบราว์เซอร์
ที่สำคัญ McLeish เห็นว่ากลุ่มที่จะหวั่นไหวไปกับ Chrome คือกลุ่มเซียนเน็ต นักเรียน และผู้ชอบของใหม่อื่นๆ ซึ่งเป็นกลุ่มตลาดเพียงน้อยนิดของเบราว์เซอร์ยักษ์ใหญ่ แต่เป็นกลุ่มตลาดหลักของ Firefox และเบราว์เซอร์ทางเลือกอื่นๆ สิ่งที่เกิดขึ้นคือมอสซิลลาควรเป็นห่วงการแจ้งเกิดของ Chrome ไว้บ้าง เพราะจากการประเมิน Chrome สามารถดึงผู้ใช้จาก Firefox ไม่ต่ำกว่า 20 เปอร์เซ็นต์แน่นอน
Credit : http://www.manager.co.th/CyberBiz/ViewNews.aspx?NewsID=9510000105718
|
ยุค การสื่อสารไร้พรมแดน ที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิต ทำให้การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในครั้งนี้ บรรดาผู้สมัครต่างก็ใช้ “เว็บไซต์” เป็นช่องทางใหม่ในการหาเสียง เพื่อเข้าถึงกลุ่มคนทันสมัยและวัยโจ๋หน้าคอมพิวเตอร์ที่คาดว่าจะมีคนดูเป็น ล้าน
จากการตรวจสอบขั้นตอนและค่าใช้จ่ายในการทำเว็บไซต์ พบว่าทำได้ง่าย ๆ แค่ไปจดโดเมนเนมเพื่อจดทะเบียนชื่อเว็บไซต์ ในราคาไม่เกิน 1,500 บาท มีทั้งจดจากตระกูล .com ของอเมริกา ในประเทศไทยก็เช่น .net ของเนคเทคฯ สามารถดำเนินการผ่านนายหน้า ที่มีบริษัทรับดำเนินการให้ จากนั้นก็ไปหาโฮสติ้งเช่าเซิร์ฟเวอร์ ค่าเช่าก็เพียงหลักพันเท่านั้น เพื่อเช่าพื้นที่ขึ้นเว็บไซต์ ซึ่งบางบริษัทก็รับดำเนินการให้ทั้งหมด นอกจากนี้ก็ยังมีค่าใช้จ่ายในการเขียนโปรแกรมเพื่อเขียนหน้าเว็บว่าจะให้ออก มาเริ่ดหรูแค่ไหน หากสวย หรือทันสมัยมาก มีข้อมูลเพียบก็จ่ายมากหน่อยในหลักหมื่น หากธรรมด้า…ธรรมดา ก็ไม่กี่พัน เบ็ดเสร็จแล้วค่าใช้จ่ายในการทำเว็บและค่าเช่าเว็บแบบหรูเริดไม่ถึง 50,000 บาทด้วยซ้ำ จึงไม่ต้องสงสัยที่ผู้สมัครผู้ว่าฯ ต่างมีเว็บไซต์ส่วนตัว มาเป็นตัวช่วยในการหาเสียง ไล่ตั้งแต่ เบอร์ 2 ดร.แดรง เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ใช้ชื่อ http://www.drdancando.com/ เชื่อมไฮไฟว์ชื่อ http://drdan-kriengsak.hi5.com เน้นภาพนักวิชาการ ประวัติการทำงาน ผลงาน และนโยบาย ครบครัน ถัดมาก็ เบอร์ 5 อภิรักษ์ โกษะโยธิน ใช้ http://www. futurebangkok.net/ ต่อเชื่อมกับ ไฮไฟว์ http://apirak-number5.hi5.com/ เนื้อหาข้อมูลนโยบาย โปรแกรมลงพื้นที่ และรับข้อเสนอแนะ ไม่แพ้คนแรก ต่างกันตรงที่มีแฟนคลับในไฮไฟท์เพียบกว่ามาก เบอร์ 8 ชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ http://www.chuvitbangkok.com/ สื่อความเป็นตัวตนของ “เฮียชู” ชัดเจน เน้นความดุดัน แถมยังได้ขบขันกับคลิปวีดีโอปัญหากรุงเทพฯ ชูสโลแกน “ให้โอกาสชูวิทย์ไปแก้ปัญหา” เชื่อมกับไฮไฟท์ http://chuvit bangkok.hi5.com/ มาเรียกคะแนนแฟนคลับอีก แต่เพิ่งเปิดตัวแฟนยังไม่เท่า 2 คนแรก แต่ลีลาเด็ดแบบนี้อีกไม่นานแฟนตึม ขณะที่ เบอร์ 10 ประภัสร์ จงสงวน ก็ไม่น้อยหน้า ส่งเว็บสีส้ม http://www.prapat10.com/ มาสู้ เน้นใบหน้าแปะหนวดมหาเสน่ห์ พร้อมผลงานรถไฟฟ้าใต้ดินในอดีต และนโยบายพรั่งพร้อม ฟากบรรดาไม้ประดับก็ทันสมัยไม่น้อยหน้า เริ่มจาก เบอร์ 3 ร.อ.เมตตา เต็มชำนาญ เปิดเว็บ http://www.tu-tinglee.info ดูแล้วไม่ธรรมดาเลยทีเดียว เนื้อหาครบครันไม่แพ้ผู้สมัครตัวเต็ง ๆ……ไล่ไปที่ เบอร์ 7 ลีนา จังจรรจา ก็มี เว็บสีชมพู http://www.hi-soleena.com/ แต่เน้นขายเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมความงามซะเป็นส่วนใหญ่ ด้าน เบอร์ 4 วราวุธ ฐานังกรณ์ มี http://www.warawoot.com/ เน้นภาพการทำงานตอนที่เป็นแกนนำ นปก. และกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ. หมายเหตุ นาย พิงค์ รุ่งสมัย ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งกทม. (กกต.กทม.) บอกว่า ตามกฎหมายเลือกตั้ง หลัง กกต. ประกาศรับรองผลแล้วภายใน 90 วัน ผู้สมัครต้องยื่นบัญชีค่าใช้จ่ายหาเสียงมาให้กกต.กทม. พิจารณา ซึ่งการเปิดเว็บไซต์ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายด้วย ส่วนหลักในการคิดนั้นก็จะมีกรรมการพิจารณาตรวจสอบว่าถูกต้องตามความเป็นจริง หรือไม่ แถมยังประกาศให้ตรวจสอบร้องเรียนได้อีก ส่วนไฮไฟว์ที่เปิดให้ใช้ฟรีคงไม่คิดค่าใช้จ่าย ส่วนว่าเว็บไซต์ใครมีผู้ชมมาก จะส่งผลให้คิดค่าใช้จ่ายแพงกว่าคนที่ดูน้อย เพราะถือว่าโฆษณาน้อยหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาในรายละเอียดอีกที เพราะเรื่องนี้ ไม่เหมือนค่าน้ำมันที่วิ่งหาเสียงมากก็ต้องจ่ายค่าน้ำมันมาก เพราะเป็นเรื่องที่คนเข้ามาดูเอง.
|
Credit : http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=177218&NewsType=1&Template=1
ทำเนียบฯ 6 ก.ย. – ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บริเวณทำเนียบรัฐบาล ตลอดช่วงบ่ายวันนี้ (6 ก.ย.) ยังคงมีแนวร่วมขึ้นเวทีปราศัย โจมตีการทำงานของรัฐบาล พร้อมกับเรียกร้องให้นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ลาออกจากตำแหน่ง สลับกับการแสดงดนตรี และเป็นที่น่าสังเกตว่า ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีแกนนำพันธมิตรฯ ทั้ง 5 คน ขึ้นเวทีปราศัยกับกลุ่มผู้ชุมนุม
จากนั้น เวลา 16.00 น. นายไชยยศ สิงหา ผู้ประสานงานแนวร่วมกลุ่มเกษตรกรภาคอีสาน 9 องค์กร ออกแถลงการณ์แสดงจุดยืน ฉบับที่ 1 ต่อต้านรัฐบาล ที่ไม่จริงใจในการแก้ไขปัญหาราคาพืชผลทางการเกษตรที่ตกต่ำ และปัญหาที่ดินทำกิน ด้วยการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง หากไม่ลาออก จะยืนหยัดต่อสู้ร่วมกับพันธมิตรฯ จนถึงที่สุด และขอให้ยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน
นอกจากนี้ ยังได้มีการดำนาปลูกข้าวพันธุ์ชัยนาท จำนวน 6 มัด บริเวณสนามหญ้า หน้าตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้มีการปรับพื้นที่เป็นแปลงนา จำนวน 4 ตารางเมตร เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้ของชาวนา จนกว่าจะได้รับชัยชนะ และในเวลา 21.00 น. จะมีการแสดงงิ้วการเมือง จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.-สำนักข่าวไทย
ที่มา : http://news.mcot.net/politic/inside.php?value=bmlkPTUzOTQ2Jm50eXBlPXRleHQ=
Google Chrome will available on September 2, 2008
Keep eyes on this website : http://gears.google.com/chrome/?hl=en or
http://www.google.com/chrome
ดาวน์โหลด กูเกิ้ล Chrome บราวเซอร์ใหม่จาก กูเกิ้ล วันที่ 2 กันยายน ที่ : http://gears.google.com/chrome/?hl=en หรือ
http://www.google.com/chrome







นาย พิงค์ รุ่งสมัย ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งกทม. (กกต.กทม.) บอกว่า ตามกฎหมายเลือกตั้ง หลัง กกต. ประกาศรับรองผลแล้วภายใน 90 วัน ผู้สมัครต้องยื่นบัญชีค่าใช้จ่ายหาเสียงมาให้กกต.กทม. พิจารณา ซึ่งการเปิดเว็บไซต์ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายด้วย ส่วนหลักในการคิดนั้นก็จะมีกรรมการพิจารณาตรวจสอบว่าถูกต้องตามความเป็นจริง หรือไม่ แถมยังประกาศให้ตรวจสอบร้องเรียนได้อีก ส่วนไฮไฟว์ที่เปิดให้ใช้ฟรีคงไม่คิดค่าใช้จ่าย ส่วนว่าเว็บไซต์ใครมีผู้ชมมาก จะส่งผลให้คิดค่าใช้จ่ายแพงกว่าคนที่ดูน้อย เพราะถือว่าโฆษณาน้อยหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาในรายละเอียดอีกที เพราะเรื่องนี้ ไม่เหมือนค่าน้ำมันที่วิ่งหาเสียงมากก็ต้องจ่ายค่าน้ำมันมาก เพราะเป็นเรื่องที่คนเข้ามาดูเอง.
















