Archive for the 'News' Category

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญร่วมกับบริษัท Sun Microsystems เปิดอบรม Java Certification Training สำหรับผู้มีความรู้พื้นฐานการเขียนโปรแกรม Java มาบ้างแล้ว เพื่อสอบ Sun Certified Java Programmer (SCJP)
อบรมวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2008 นี้ ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (หัวหมาก) โดย อบรมเป็นภาษาไทย
ค่าอบรม 3,750 บาท (รวมค่าสอบ SCJP มูลค่า 4,815 บาทแล้ว)
สมัครได้ที่ อาคาร SCIT ชั้น 9 ห้อง SC0935 (วิทยาเขตสุวรรณภูมิ)
หรือสมัครทางโทรศัพท์ที่ 02-723-2912
ด่วน! รับจำนวนจำกัด
เปิดดูเว็บได้ที่ http://oscar.cide.au.edu/javacert

|
ลำดับ |
หมายเลข |
ชื่อ – นามสกุล |
คะแนน |
![]() |
นายกิตติศักดิ์ ถิรวิศิษฎ์ |
2,102
|
|
![]() |
นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์
|
260,051
|
|
![]() |
ร.อ.เมตตา เต็มชำนาญ |
2,105
|
|
![]() |
นายวราวุธ ฐานังกรณ์
|
2,771
|
|
![]() |
นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน
|
991,018
|
|
![]() |
นายสุเมธ ตันธนาศิริกุล
|
1,078
|
|
![]() |
นางลีนา จังจรรจา
|
6,267
|
|
![]() |
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
|
340,616
|
|
![]() |
นายวิทยา จังกอบพัฒนา
|
3,759
|
|
![]() |
นายประภัสร์ จงสงวน
|
543,488
|
|
![]() |
นายภพศักดิ์ ปานสีทอง
|
811
|
|
![]() |
นางธรณี ฤทธีธรรมรงค์
|
852
|
|
![]() |
นายอุดม วิบูลเทพาชาติ
|
617
|
|
![]() |
นางสาววชิราภรณ์ อายุยืน
|
1,140
|
|
![]() |
นายสมชาย ไพบูลย์
|
503
|
|
![]() |
ว่าที่ พ.ต.นิพนธ์ ซิ้มประยูร
|
421
|

แอ ปเปิล (Apple) จุดพลุขายไอโฟนทรีจี (iPhone 3G) แบบปลดล็อกแล้วที่ฮ่องกง เปิดให้ผู้ใช้สามารถเลือกโอเปอเรเตอร์ได้ตามใจต้องการ เปิดขายตรงบนเว็บแอปเปิลในราคาเริ่มต้นที่ 5,400 เหรียญฮ่องกง หรือประมาณ 23,600 บาท ขณะที่มาบุญครองขายรุ่นโกงสัญญาในราคา 39,000 บาท ต่างกันเกือบ 15,000 บาท
หลังจากที่แอปเปิลยืดมั่นในโมเดลขายไอโฟนทรีจีแบบผูกมัดสัญญากับโอ เปอเรเตอร์รายเดียวใน 22 ประเทศ ล่าสุดบนเว็บไซต์ของแอปเปิลในฮ่องกงกลับเปิดมิติใหม่ด้วยการโฆษณาขายไอโฟน รุ่นล่าสุดว่า สามารถซื้อได้จากแอปเปิลโดยตรงและสามารถเปิดใช้งานกับผู้ให้บริการรายใดก็ ได้ โดยไอโฟนทรีจีรุ่น 8GB จำหน่ายในราคา 5,400 เหรียญฮ่องกง (ที่อัตราแลกเปลี่ยน 4.34 บาทต่อเหรียญ คิดเป็นเงินประมาณ 23,583 บาท) ขณะที่รุ่น 16GB สนนราคา 6,200 เหรียญฮ่องกง (ราว 27,100 บาท)
นับตั้งแต่การเปิดตัวไอโฟนทั่วโลกในเดือนกรกฎาคม ผู้บริโภคในฮ่องกงสามารถซื้อไอโฟนได้จาก Hutchison Telecommunications International Ltd. เพียงรายเดียว โดยผูกสัญญาต่อเนื่อง 2 ปี แต่ไอโฟนในฮ่องกงก็ถูกโกงสัญญาและนำเครื่องมาขายในตลาดมืดอย่างเป็นล่ำเป็น สัน รวมถึงตลาดมืดในประเทศไทยมาบุญครองขาย 39,000 บาท

จากการสำรวจตลาดในห้างสรรพสินค้ามาบุญครองเมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา พบว่าไอโฟนจากเกาะฮ่องกงนั้นเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยระยะหนึ่งแล้ว และมีราคาแพงกว่าเครื่องจากสหรัฐฯมาก โดยรุ่น 8GB สนนราคา 39,000 บาท และรุ่น 16GB ราคา 41,500 บาท ไอโฟนส่วนใหญ่เป็นไอโฟนที่ถูกโกงสัญญา ไม่ใช่เครื่องที่ซื้อจากร้านออนไลน์ที่แอปเปิลเพิ่งเปิดขายตรงเมื่อวันเสาร์ ที่ผ่านมา
เหตุผลที่ไอโฟนฮ่องกงมีราคาแพงกว่าไอโฟนของสหรัฐฯคือ ไอโฟนจากฮ่องกงนั้นไม่ต้องปลดล็อกและไม่ต้อง”ตัดซิม” เพื่อนำซิมของโอเปอเรเตอร์ไทยมาใช้งานกับไอโฟนเหมือนที่เครื่องจากสหรัฐฯจำ เป็นต้องทำ ต้นเหตุของเรื่องมาจากกฏหมายการค้ายุติธรรมของฮ่องกงที่ทำให้แอปเปิลต้อง ผลิตไอโฟนรุ่นที่มีช่องใส่ซิมขนาดมาตรฐานขึ้นมาจำหน่ายในฮ่องกงโดยเฉพาะ ขณะเดียวกัน ความหายากก็ยิ่งทำให้ไอโฟนจากฮ่องกงมีราคาแพง
จุดนี้แหล่งข่าวในวงการไอทีตั้งข้อสังเกตกับผู้จัดการออนไลน์ว่า ผู้นำเข้าไอโฟนจากฮ่องกงส่วนใหญ่คือนักเรียนนักศึกษาที่กำลังจะเดินทางกลับ ประเทศไทย ซึ่งทำผิดกฎหมายด้วยการโกงสัญญาต่อเนื่อง 2 ปี ถือเป็นความผิดที่อาจจะเกิดผลเสียหายตามมาในอนาคต
ราคาไอโฟนทรีจีจากสหรัฐฯรุ่น 8GB ที่มาบุญครองขณะนี้อยู่ที่ 27,900 บาท และ 16GB อยู่ที่ 31,000 บาท สำหรับ 8GB รุ่นดั้งเดิมจากสหรัฐฯราคาอยู่ที่ 24,500 บาท
โอเปอเรเตอร์ไทยบอกตกลงไม่ได้


แหล่ง ข่าวจากวงการโอเปอเรเตอร์ในเมืองไทยให้ข้อมูลว่า การเจรจาเป็นตัวแทนจำหน่ายไอโฟนในประเทศไทยนั้นไม่มีความคืบหน้าในขณะนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรูปแบบการทำตลาดเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์มือถือในเมืองไทย นั้นต่างจากประเทศอื่น ทำให้ไม่มีโอเปอเรเตอร์รายใดสามารถตกลงกับแอปเปิลได้
แหล่งข่าวบอกว่าตลาดเครื่องลูกข่ายโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยนั้นมีรูปแบบ การแข่งขันที่เสรีมาก การบังคับให้ผู้ใช้ทำสัญญาเป็นสมาชิกเป็นเรื่องเก่าล้าสมัยทำให้โอ เปอเรเตอร์ทุกเจ้าตกลงกับแอปเปิลไม่ได้ ประกอบกับการทำตลาดต้องทำผ่านบริษัทในเครือโอเปอเรเตอร์ ไม่ใช่โอเปอเรเตอร์ลงมาจำหน่ายเครื่องเองแล้วแบ่งส่วนแบ่งค่าบริการให้แอ ปเปิล ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่การผลักดันนโยบายการคงสิทธิเลขหมาย ซึ่งผู้ใช้จะสามารถคงหมายเลขโทรศัพท์เดิมได้แม้จะเปลี่ยนโอเปอเรเตอร์ ทั้งหมดไม่เอื้อต่อรูปแบบธุรกิจจำหน่ายไอโฟนที่แอปเปิลต้องการ
การจำหน่ายโทรศัพท์มือถือในประเทศไทยส่วนใหญ่มาจากบริษัทในเครือเอไอเอสและ ดีแทค สองบริษัทรวมกันคาดว่ามีสัดส่วนราว 70-80 เปอร์เซ็นต์ของตลาดรวม โดยเจ้าของแบรนด์จะรับหน้าที่ประชาสัมพันธ์และทำตลาด ขณะที่การขายจะทำผ่านหน้าร้านค้าในเครือโอเปอเรเตอร์ เช่น MFA ของเอไอเอสและ UD ของดีแทค เป็นต้น
ที่มา: www.manager.co.th
:
แอ๊ป เปิ้ล พลิกแผนขาย “ไอโฟน3จี” แบบปลดล็อกในฮ่องกง เปิดช่องแฟนพันธุ์แท้ซื้อตรงผ่านเว็บ พร้อมให้อิสระเลือกค่ายได้เอง ฟาก “โนเกีย” เตรียมปล่อยคู่แข่ง “ทูบ” 2 ต.ค.นี้
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : สำนักข่าวเอพี รายงานว่า แอ๊ปเปิ้ล อิงค์ ไฟเขียวจำหน่ายไอโฟน 3จี แบบไม่จำกัดค่ายในตลาดฮ่องกง โดยเปิดให้ผู้ใช้เลือกผู้ให้บริการได้ตามใจชอบ
ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้ เป็นกลยุทธ์แตกต่างจากแผนก่อนหน้านี้ ที่เคยประกาศเมื่อครั้งเปิดตัวไอโฟน เวอร์ชั่นล่าสุด ซึ่งระบุชัดเจนว่า จะต้องใช้งานผ่านเครือข่ายผู้ให้บริการใน 22 ประเทศ ที่แอ๊ปเปิ้ลทำข้อตกลงไว้เท่านั้น โดยขณะนี้ ยังไม่มีรายงานถึงเหตุผลของแผนดังกล่าว
เว็บไซต์ของแอ๊ปเปิ้ลในฮ่องกง ระบุว่า ผู้สนใจสามารถ “ซื้อไอโฟน3จี” ได้โดยตรงผ่านช้อปออนไลน์ของแอ๊ปเปิ้ล และสามารถเลือกผู้ให้บริการระบบเอง
โดยรุ่น 8 กิกะไบต์ ราคา 5,400 ดอลลาร์ฮ่องกง (695 ดอลลาร์) และรุ่น 16 กิกะไบต์ ราคา 6,200 ดอลลาร์ฮ่องกง โดยไม่มีค่าธรรมเนียมในการจัดส่ง ขณะที่ราคาเปิดตัวเครื่องในสหรัฐ รุ่น 8 กิกะไบต์ อยู่ที่ 199 ดอลลาร์ ส่วนรุ่น 16 กิกะไบต์ อยู่ที่ 299 ดอลลาร์
รายงานข่าว กล่าวว่า ตั้งแต่เปิดตัวไอโฟน 3จีทั่วโลก เมื่อเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา แฟนพันธุ์แท้ของไอโฟนสามารถหาซื้อได้จาก “ฮัทชิสัน เทเลคอมมิวนิเคชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล” โดยจะต้องทำสัญญาใช้บริการระบบเป็นเวลา 2 ปี อย่างไรก็ตาม เครื่องเหล่านี้กลับได้รับความนิยมแพร่หลายในตลาดมืด
วันเดียวกัน มีรายงานข่าวจากหลายสำนัก ระบุว่า โนเกีย เตรียมปล่อยมือถือจอสัมผัสรุ่นแรก “ทูบ (Tube)” ลงตลาดสัปดาห์หน้า เพื่อหวังท้าชนไอโฟน โดยจะเปิดตัวครั้งแรกระหว่างงานพบปะสื่อมวลชน และนักวิเคราะห์ในลอนดอน วันที่ 2 ต.ค.นี้
ที่มา : http://www.rssthai.com/reader.php?t=it&r=12469
เนื่องจาก บริษัท ที.เอช.นิค จำกัด ได้จัดทำโครงการ THNIC Authorized Reseller มีการเปิดรับสมัครหน่วยงานที่ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและให้บริการ ทางอินเทอร์เน็ต เพื่อเป็นตัวแทนจำหน่ายชื่อโดเมนภายใต้ .th ที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการจากทีเอชนิค ซึ่งมีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการนี้เป็นจำนวนมาก
ล่าสุด ทีเอชนิคได้จัดทำโครงการใหม่ที่น่าสนใจขึ้น คือ โครงการ .in.th ราคา 199 บาท โดยร่วมมือกับ ตัวแทนจำหน่ายที่เข้าร่วมโครงการ
ที่ เอชนิคมุ่งหวังที่จะเห็นชื่อโดเมนภายใต้ .th เป็นที่แพร่หลายและต้องการเห็นผู้ใช้บริการทางอินเทอร์เน็ตสามารถมีชื่อโด เมนเป็นของตนเองได้ง่ายขึ้น เป็นการเพิ่มช่องทางในการทำธุรกิจ การเผยแพร่งานวิจัย การแบ่งปันเรื่องราวดีดีผ่านบลอก เป็นต้น
ท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้จากเวบไซต์ของ “ตัวแทนจำหน่ายที่เข้าร่วมรายการ” ได้ที่นี่
<!–
–> <!–
–> <!–
–> <!–
–> //Call this following all random contents HTML on the page: randomcontentdisplay.init()
โครงการ .in.th ราคา 199 บาทพิเศษเฉพาะตัวแทนจำหน่ายนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน นี้ จนถึง 8 กันยายน 2552
สำหรับรายละเอียดเอกสารการจดทะเบียนชื่อโดเมนภายใต้ .in.th สามารถดูได้ที่นี่
“เอ็ม-เอ็ม” สนิกเกอร์ ผวาปนพิษ “เมลามีน”
![]() ห้ามขายอีก- ขนมและลูกอมยี่ห้อดังที่ผลิตจากเมืองจีน ถูกอย.สั่งเก็บออกจากห้างสรรพสินค้า และห้ามขายทุกแห่ง ระหว่างตรวจสอบหาสารปนเปื้อน หลังพบนมเลี้ยงทารก และขนมที่ผลิตจากเมืองจีนผสมสารเมลามีน ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกาย |
อย. เข้มสั่งเก็บแล้ว 6 สินค้ามีส่วนผสมนมจากจีน หวั่นปนเปื้อนสารเมลามีน ประกอบด้วย เวเฟอร์โอรีโอ ช็อกโกแลต โดฟ เอ็มแอนด์เอ็ม สนิกเกอร์ เมนทอสรสผลไม้รวม ขนมปังกรอบรสกาแฟ ตราเหมาฮวด เผยเทสโก้ร่วมมือเก็บสินค้าไปกว่า 10 รายการแล้ว สำหรับซูเปอร์ มาร์เก็ตห้างอื่นๆ ต้องนำออกจากชั้นวางทั้งหมด คาดใช้เวลาตรวจสอบ 2 สัปดาห์
เมื่อ เวลา 13.00 น. วันที่ 25 ก.ย. ที่กระทรวง สาธารณสุข (สธ.) นายวิชาญ มีนชัยนันท์ รมช. สาธารณสุข พร้อมด้วยน.พ.ชาตรี บานชื่น เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ร่วมกันแถลงข่าวมาตรการป้องกันผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากประเทศจีนอาจมีการปน เปื้อนสารเมลามีน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากนมผง ซึ่งในประเทศจีนมีเด็กล้มป่วยเป็นโรคนิ่วในไตเป็นจำนวนมาก และบางรายมีอาการรุนแรง ทำให้ไตวายเฉียบพลันและเสียชีวิตในที่สุด ที่ผ่านมา สธ.มีมาตรการให้ด่านอาหารและยาตามแนวชายแดนสั่งอายัดสินค้าจากจีนเพื่อตรวจ สอบคุณภาพ และให้โรงพยาบาลทุกแห่งเฝ้าระวังเด็กที่ป่วยเป็นนิ่วในกระเพาะปัสสาวะ หรือมีอาการไตวาย ว่าป่วยจากการดื่มนมปนเปื้อนสารเมลามีนหรือไม่
นาย วิชาญกล่าวว่า วันเดียวกันนี้ อย.ได้เชิญผู้ประ กอบการที่นำเข้า ผลิต จำหน่ายวัตถุดิบ ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ที่มีส่วนผสมของนมจากประเทศจีน และห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ร้านค้าส่ง และปลีกทั่วประเทศ เช่น โลตัส คาร์ฟูร์ บิ๊กซี ท็อปส์ ซูเปอร์มาเก็ต แม็คโคร มาประชุมเพื่อขอความร่วม มือให้หยุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นการชั่วคราว ประมาณ 1-2 สัปดาห์ เพื่อให้ อย.ได้ตรวจสอบความปลอดภัยของอาหารว่ามีสารเมลามีนปนเปื้อนหรือไม่ หากผลตรวจออกมาว่าปลอดภัยก็จะสามารถนำผลิต ภัณฑ์มาวางจำหน่ายได้ตามปกติ รวมทั้งขอความร่วมมือร้านค้าปลีกย่อยทั่วไป ให้เก็บผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายออกจากชั้นวางจำหน่ายด้วยเช่นกัน โดยตั้งแต่วันที่ 26 กันยายนนี้เป็นต้นไป ในชั้นวางจำหน่ายภายในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่จะไม่มีผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสม นมจากจีนวางจำหน่าย
“เนื่องจากประชาชนเกิดความกลัวอาหารเหล่านี้ ทำให้ สธ.จะมีการเข้มงวดตรวจตรา และระงับผลิต ภัณฑ์ที่อยู่ในข่ายมีความเสี่ยง เนื่องจากนำเข้าและมีส่วนประกอบจากนมที่นำเข้าจากจีน เพื่อสร้างสร้างความมั่นใจในเบื้องต้นให้ประชาชนว่าอาหารปลอด ภัย” นายวิชาญกล่าว
นายวิชาญกล่าวว่า ขณะนี้มีชื่อบริษัท และผลิต ภัณฑ์ ที่มีส่วนผสมนมจากจีน ที่ขอขึ้นทะเบียนเพื่อจำหน่ายและนำเข้ากับทาง อย. 6 รายการ ซึ่งต้องเก็บจากชั้นวางจำหน่าย เพื่อรอผลการตรวจสอบสารปนเปื้อน ได้แก่ 1.คอฟฟี่ โอทมีล แครกเกอร์ (ขนมปังกรอบและข้าวโอ๊ตรสกาแฟ ตราเหมาฮวด) นำเข้าโดยบริษัท พีอาร์ อิมแพ็กต์ จำกัด 2.เวเฟอร์ สติ๊ก ไวท์ ช็อกโกแลต เวเฟอร์เคลือบช็อกโกแลตขาว ตราโอรีโอ นำเข้าโดยบริษัท ดีทแฮล์ม จำกัด 3.ช็อกโกแลตนม ตราโดฟ 4.ช็อกโกแลตนมเคลือบน้ำตาลสีต่างๆ ตราเอ็มแอนด์เอ็ม 5.ถั่วลิสงคาราเมล และนูกัต เคลือบช็อกโกแลตนม ตราสนิกเกอร์ โดยทั้งหมดนำเข้าจากบริษัทมาร์ส ไทยแลนด์ อิงค์ และ 6.เมนทอส โยเกิร์ตมิกซ์ (ลูกอมรสโกเกิร์ต กลิ่นผลไม้รวม) นำเข้าโดยบริษัท ซีโน-แปซิฟิค เทรดดิ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด อย่างไรก็ตาม มาตรการนี้เพียงขอความร่วมมือเท่านั้น หากผู้ประกอบการรายใดไม่ปฏิบัติตามก็ไม่ถือว่าทำผิดกฎหมาย และไม่มีบทลงโทษ แต่ประชา ชนที่พบเห็นสามารถโทร.แจ้งได้ที่สายด่วน อย.1556 ได้ทันที
” หากมีสารปนเปื้อนอยู่ในขนมเหล่านี้ เชื่อว่าจะไม่เป็นอันตรายมากเหมือนการปนเปื้อนในนมผง เพราะจะมีปริมาณน้อยกว่ามาก และเด็กไม่ได้กินเป็นอาหารหลัก แต่เพื่อความปลอดภัยจำเป็นต้องมีการตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความมั่นใจที่สุด” น.พ.ชาตรีกล่าว
น.พ.ชาตรี กล่าวว่า สารเมลามีนมีความเป็นพิษต่ำ ไม่มีพิษต่อสารพันธุกรรม และไม่เป็นสารก่อการกลายพันธุ์ แต่หากร่างกายได้รับสารอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ระคายเคืองต่อระบบทางเดิน ปัสสาวะ เช่น ไต กระเพาะปัสสาวะ โดยสารเมลามีนจะไปรวมตัวกับสารเคมีอื่นๆ เช่น Cyanuric acid กลายเป็นก้อนนิ่วอุดตันในระบบทางเดินปัสสาวะ และมีโอกาสเสี่ยงในการเกิดมะเร็งหรือไตวายได้ ทั้งนี้ อย.ได้ยึดค่าความปลอดภัย (TDI) ตาม EU คือ 0.50 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หากคำนวณความเสี่ยงจากการบริโภคนมปนเปื้อนสารเมลามีนในกลุ่มเด็ก 0-2 เดือน และในกลุ่มเด็กอายุ 6-8 เดือน ต้องบริโภคไม่เกิน 19 มิลลิกรัม/กิโลกรัมอาหาร และ 20 มิลลิกรัม/กิโลกรัมอาหาร จึงจะปลอดภัยโดยร่างกายสามารถขับสารพิษออกมาได้เองตามธรรมชาติ
“นม จีนที่มีการปนเปื้อนสารเมลามีนครั้งนี้เข้าใจว่าเป็นการเจตนาใส่สารเมลามีน ลงไปในนม ไม่ใช่การปนเปื้อนโดยประมาท หรือผิดพลาดในกระบวนการผลิต เพื่อเป็นการเพิ่มความเข้มข้นของโปรตีนในน้ำ นมเพื่อให้ได้มาตรฐาน เพราะโครงสร้างเมลามีนมี ไนโตรเจนเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งคล้ายกับโปรตีน ดังนั้น เพื่อความสบายใจของผู้ปกครองเด็กควรให้เด็กดื่มนมแม่จะดีที่สุด ไม่มีสารพิษปนเปื้อนและมีประ โยชน์ต่อพัฒนาการของเด็กมากกว่านมผง หรือนมสำเร็จรูปอื่นๆ” น.พ.ชาตรีกล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 14.15 น. วันเดียว กัน ภก.มานิตย์ อรุณากูร รองเลขาธิการ อย. ได้ลง พื้นที่ตรวจสอบห้างเทสโก้ โลตัส สาขาแคราย ซึ่งทางห้างได้ให้ความร่วมมือเริ่มเก็บผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมนมจากจีนออกจาก ชั้นวางจำหน่ายเพื่อความปลอด ภัยของผู้บริโภคแล้ว โดยเก็บผลิตภัณฑ์ไปกว่า 10 รายการ ซึ่งส่วนใหญ่ทางเทสโก้เป็นผู้นำเข้าและจำ หน่ายเอง ทั้งนี้ ในวันเดียวกันนี้ห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศจะต้องเก็บผลิตภัณฑ์ดังกล่าวออก จากชั้นวาง เพื่อรอการตรวจสอบอีกครั้ง
Chatting with webmasters often reveals widespread beliefs that might have been accurate in the past, but are not necessarily up-to-date any more. This was the case when we recently talked to a couple of friends about the structure of a URL. One friend was concerned about using dynamic URLs, since (as she told us) “search engines can’t cope with these.” Another friend thought that dynamic URLs weren’t a problem at all for search engines and that these issues were a thing of the past. One even admitted that he never understood the fuss about dynamic URLs in comparison to static URLs. For us, that was the moment we decided to read up on the topic of dynamic and static URLs. First, let’s clarify what we’re talking about:
What is a static URL?
A static URL is one that does not change, so it typically does not contain any url parameters. It can look like this: http://www.example.com/archive/january.htm. You can search for static URLs on Google by typing filetype:htm in the search field. Updating these kinds of pages can be time consuming, especially if the amount of information grows quickly, since every single page has to be hard-coded. This is why webmasters who deal with large, frequently updated sites like online shops, forum communities, blogs or content management systems may use dynamic URLs.
What is a dynamic URL?
If the content of a site is stored in a database and pulled for display on pages on demand, dynamic URLs maybe used. In that case the site serves basically as a template for the content. Usually, a dynamic URL would look something like this: http://code.google.com/p/google-chec…s/detail?id=31. You can spot dynamic URLs by looking for characters like: ? = &. Dynamic URLs have the disadvantage that different URLs can have the same content. So different users might link to URLs with different parameters which have the same content. That’s one reason why webmasters sometimes want to rewrite their URLs to static ones.
Should I try to make my dynamic URLs look static?
Following are some key points you should keep in mind while dealing with dynamic URLs:
- It’s quite hard to correctly create and maintain rewrites that change dynamic URLs to static-looking URLs.
- It’s much safer to serve us the original dynamic URL and let us handle the problem of detecting and avoiding problematic parameters.
- If you want to rewrite your URL, please remove unnecessary parameters while maintaining a dynamic-looking URL.
- If you want to serve a static URL instead of a dynamic URL you should create a static equivalent of your content.
Which can Googlebot read better, static or dynamic URLs?
We’ve come across many webmasters who, like our friend, believed that static or static-looking URLs were an advantage for indexing and ranking their sites. This is based on the presumption that search engines have issues with crawling and analyzing URLs that include session IDs or source trackers. However, as a matter of fact, we at Google have made some progress in both areas. While static URLs might have a slight advantage in terms of clickthrough rates because users can easily read the urls, the decision to use database-driven websites does not imply a significant disadvantage in terms of indexing and ranking. Providing search engines with dynamic URLs should be favored over hiding parameters to make them look static.
Let’s now look at some of the widespread beliefs concerning dynamic URLs and correct some of the assumptions which spook webmasters. 
Myth: “Dynamic URLs cannot be crawled.”
Fact: We can crawl dynamic URLs and interpret the different parameters. We might have problems crawling and ranking your dynamic URLs if you try to make your urls look static and in the process hide parameters which offer the Googlebot valuable information. One recommendation is to avoid reformatting a dynamic URL to make it look static. It’s always advisable to use static content with static URLs as much as possible, but in cases where you decide to use dynamic content, you should give us the possibility to analyze your URL structure and not remove information by hiding parameters and making them look static.
Myth: “Dynamic URLs are okay if you use fewer than three parameters.”
Fact: There is no limit on the number of parameters, but a good rule of thumb would be to keep your URLs short (this applies to all URLs, whether static or dynamic). You may be able to remove some parameters which aren’t essential for Googlebot and offer your users a nice looking dynamic URL. If you are not able to figure out which parameters to remove, we’d advise you to serve us all the parameters in your dynamic URL and our system will figure out which ones do not matter. Hiding your parameters keeps us from analyzing your URLs properly and we won’t be able to recognize the parameters as such, which could cause a loss of valuable information.
Following are some questions we thought you might have at this point.
Does that mean I should avoid rewriting dynamic URLs at all?
That’s our recommendation, unless your rewrites are limited to removing unnecessary parameters, or you are very diligent in removing all parameters that could cause problems. If you transform your dynamic URL to make it look static you should be aware that we might not be able to interpret the information correctly in all cases. If you want to serve a static equivalent of your site, you might want to consider transforming the underlying content by serving a replacement which is truly static. One example would be to generate files for all the paths and make them accessible somewhere on your site. However, if you’re using URL rewriting (rather than making a copy of the content) to produce static-looking URLs from a dynamic site, you could be doing harm rather than good. Feel free to serve us your standard dynamic URL and we will automatically find the parameters which are unnecessary.
Can you give me an example?
If you have a dynamic URL which is in the standard format like foo?key1=value&key2=value2 we recommend that you leave the url unchanged, and Google will determine which parameters can be removed; or you could remove uncessary parameters for your users. Be careful that you only remove parameters which do not matter. Here’s an example of a URL with a couple of parameters:
http://www.example.com/article/bin/a…8906&query=URLlanguage=en – indicates the language of the article
answer=3 – the article has the number 3
sid=8971298178906 – the session ID number is 8971298178906
query=URL – the query with which the article was found is [url]
Not all of these parameters offer additional information. So rewriting the URL to www.example.com/article/bin/answer.foo?language=en&answer=3 probably would not cause any problems as all irrelevant parameters are removed.
The following are some examples of static-looking URLs which may cause more crawling problems than serving the dynamic URL without rewriting:
www.example.com/article/bin/answer.foo/en/3/98971298178906/URL
www.example.com/article/bin/answer.foo/language=en/answer=3/
sid=98971298178906/query=URL
www.example.com/article/bin/answer.foo/language/en/answer/3/
sid/98971298178906/query/URL
www.example.com/article/bin/answer.foo/en,3,98971298178906,URL
Rewriting your dynamic URL to one of these examples could cause us to crawl the same piece of content needlessly via many different URLs with varying values for session IDs (sid) and query. These forms make it difficult for us to understand that URL and 98971298178906 have nothing to do with the actual content which is returned via this URL. However, here’s an example of a rewrite where all irrelevant parameters have been removed:
www.example.com/article/bin/answer.foo/en/3
Although we are able to process this URL correctly, we would still discourage you from using this rewrite as it is hard to maintain and needs to be updated as soon as a new parameter is added to the original dynamic URL. Failure to do this would again result in a static looking URL which is hiding parameters. So the best solution is often to keep your dynamic URLs as they are. Or, if you remove irrelevant parameters, bear in mind to leave the URL dynamic as the above example of a rewritten URL shows:
www.example.com/article/bin/answer.foo?language=en&answer=3
We hope this article is helpful to you and our friends to shed some light on the various assumptions around dynamic URLs. Please feel free to join our discussion group if you have any further questions.
Source: Dynamic URLs vs. static URLs
Written by Juliane Stiller and Kaspar Szymanski,
Google Search Quality Team
Monday, September 22, 2008
บริษัท AOL ซึ่งเป็นเจ้าของ Netscape Navigator ได้ประกาศยุติการพัฒนาตั้งแต่วันนี้ (1 มี.ค. 51) เป็นต้นไป
Netscape Navigator เป็นเบราเซอร์ที่เคยมีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 90% ในช่วงกลางทศวรรษที่ 90 ในยุคแรกของ world wide web แต่ในปัจจุบัน Netscape Navigator เหลือส่วนแบ่งตลาดอยู่เพียง 0.6% จึงไม่คุ้มค่าสำหรับ AOL ที่จะพัฒนาต่อ
ที่มา: BBC, http://www.blognone.com/node/7125














































