Archive for the 'News' Category


เขา สร้างสถิติใหม่ในการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ที่ร้อนแรงที่สุดต่อจาก Google และเป้าหมายต่อไปของ Jack Ma ผู้ก่อตั้งและ CEO Alibaba.com คือการก้าวสู่บริษัทระดับโลกแห่งแรกของจีน
เดือนพฤศจิกายน 2550 Alibaba.com เว็บพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) อันดับหนึ่งของจีน ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมือง Hangzhou เสนอขายหุ้น IPO มูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์หรือ 17% ของหุ้นทั้งหมดที่ตลาดหุ้นฮ่องกง และสร้างปรากฏการณ์เป็นหุ้น IPO ที่ร้อนแรงที่สุด นับตั้งแต่ที่ Google เคยสร้างปรากฏการณ์เดียวกันมาแล้ว เมื่อตัดสินใจเป็นบริษัทมหาชนในปี 2004
บริษัท ข้ามชาติยักษ์ใหญ่ ซึ่งรวมถึง Yahoo!, Cisco และ AIG ได้เป็นนักลงทุนหลักของ Alibaba ซึ่งก่อตั้งโดย Jack Ma ในขณะที่ความต้องการซื้อหุ้น IPO ของ Alibaba ของนักลงทุนรายย่อย มีสัดส่วนมากกว่าจำนวนหุ้นที่เสนอขายถึง 257 ต่อ 1
ในวันแรกๆ ของการซื้อขาย ราคาหุ้น Alibaba พุ่งขึ้นเป็น 5.13 ดอลลาร์ หรือเพิ่มขึ้น 3 เท่าจากราคาเปิด ดันมูลค่าตลาดของบริษัทพุ่งทะลุ 2 หมื่น 6 พันล้านดอลลาร์ กระนั้นก็ตาม การที่ทางการจีนควบคุมอินเทอร์เน็ตอย่างเข้มงวด และการที่มีพนักงานเพียง 4,400 คน บวกกับยอดขายปีที่แล้วเพียง 182 ล้านดอลลาร์ Alibaba ก็ยังคงเป็นเพียงกุ้งตัวเล็กๆ ในมหาสมุทรที่เต็มไปด้วยรัฐวิสาหกิจยักษ์ใหญ่ของจีน
แม้ Alibaba.com จะอ้างว่า มีผู้ใช้ที่ลงทะเบียนกับเว็บมากถึง 25 ล้านคน แต่หนังสือชี้ชวนของบริษัทก็เตือนว่า Alibaba เก็บค่าบริการจากลูกค้าเพียงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น และเว็บนี้ต้องพึ่งลูกค้ากลุ่มเล็กๆ ที่มีจำนวนเพียง 22,000 คน ซึ่งจ่ายเงินซื้อบริการที่เรียกว่า “Gold Suppliers” โดยรายได้จากลูกค้ากลุ่มเล็กๆ นี้มีสัดส่วนถึง 71% ของรายได้ทั้งหมดของบริษัท
อย่างไรก็ตาม ความนิยมในการซื้อขายหุ้น Alibaba ดันรายได้ของบริษัทในปีนี้ให้เพิ่มขึ้นอีก 83 ล้านดอลลาร์ หรือ 5 เท่าของ Google ในตลาดจีนซึ่งมีจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมากกว่า 160 ล้านคน และยังเติบโตอีก 23% ทุกปี Alibaba.com นับเป็นผู้นำตลาดพาณิชย์อิเล็คทรอนิกส์ระหว่างธุรกิจต่อธุรกิจ (B2B e-commerce) ด้วยการครองส่วนแบ่งในตลาดนี้ถึง 69% นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า การจับตลาด B2B e-commerce ในจีน เป็นการจับตลาดได้ถูกจุดมากที่สุด ในประเทศที่มีระบบการเมืองเผด็จการ และมีเศรษฐกิจที่นำโดยการส่งออก
ที่สำคัญกว่านั้นคือ Alibaba ประสบความสำเร็จด้วยโมเดลธุรกิจที่รับใช้ภาคธุรกิจที่สำคัญของเศรษฐกิจจีน แต่กลับตกอยู่ในสภาพเสียเปรียบ นั่นคือ บริษัทเอกชนขนาดกลางและขนาดย่อมของจีน Ma อธบายว่า โครงสร้างพื้นฐานด้าน IT ของจีนซึ่งเพิ่งอยู่ในระยะตั้งไข่ ทำให้การค้าอิเล็กทรอนิกส์หรือ e-commerce เป็นธุรกิจที่น่าทำมากกว่าการทำเครื่องมือค้นหา (Search) เว็บชุมชนออนไลน์ (Social Networking) หรือเว็บบันเทิง
ในสหรัฐ e-commerce อาจเป็นเพียงตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เพราะบริษัทส่วนใหญ่ต่างมีพนักงานด้าน IT ของตัวเอง มีเว็บไซต์ของตัวเอง และรู้วิธีที่จะจัดการกับการรับจ่ายเงิน จึงต้องการเว็บอย่าง Google เพื่อให้ช่วยจัดระเบียบสิ่งต่างๆ และช่วยให้ลูกค้าสามารถหาสิ่งที่ต้องการได้
แต่ในจีน ซึ่งในจำนวนบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมทั้งหมด 42 ล้านรายนั้น มีน้อยกว่า 1 ล้านรายที่มีความสามารถทางด้านอินเทอร์เน็ต นี่จึงเป็นโอกาสอันมโหฬารของ Alibaba เสนอบริการที่เติมเต็มความต้องการด้านอินเทอร์เน็ตให้แก่บริษัทเล็กๆ ของจีนส่วนใหญ่ ทั้งยังเป็นเทคโนโลยีที่ใช้ง่ายและมีประสิทธิภาพ และ Ma ยังมีความฝันที่สูงไปกว่าเพียงการทำเว็บ e-commerce เขาเชื่อว่าเขามีโอกาสที่จะเป็นผู้สร้างระบบที่มีศักยภาพ ที่จะกลายเป็นสภาพแวดล้อมทางอินเทอร์เน็ตให้แก่จีนทั้งประเทศ
งาน Alifest เป็นงานพบกับบริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมของจีน ซึ่งเป็นลูกค้าของ Alibaba จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่สำนักงานใหญ่ใน Hangzhou ของ Alibaba บริษัทเล็กๆ ของจีนต่างชื่นชม Alibaba ที่เป็นสื่อกลางให้ตนสามารถหาลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติทั้งในยุโรปและตะวันออกกลาง ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับบริษัทเล็กๆ ที่ไม่มีความสามารถด้านไอที ถ้าหากไม่มีเว็บ Alibaba
เมือง Hangzhou เมืองหลวงของมณฑล Zhejiang ดูเหมือนจะเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ที่เหมาะสมกับ Alibaba มากที่สุด Zhejiang นับเป็นศูนย์กลางผู้ประกอบการของจีน เป็นมณฑลที่ขับเคลื่อนไปได้ด้วยการเติบโตของบริษัทเอกชนของจีน ไม่ใช่ด้วยการลงทุนจากภาครัฐ หรือเพราะมีโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดยักษ์ และบริษัทเอกชนในมณฑลนี้ยังเป็นบริษัทจีนพันธุ์แท้ ที่ไม่ใช่เกิดจากการลงทุนของต่างชาติ
ส่วนเว็บ Alibaba เปรียบเสมือนห้างค้าส่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก และขายสินค้าทุกชนิดตั้งแต่ถุงเท้า ดอกไม้พลาสติก หลอด อุปกรณ์กีฬา ไปจนถึงของประดับวันคริสต์มาส Ma บอกว่า Alibaba เป็นผู้สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของจีน ซึ่งจะเป็นอนาคตและคลื่นลูกหน้าในการเติบโตของจีนในอนาคต
Ma ซึ่งมีอายุ 43 ปีได้รับยกย่องให้เป็น ปู่ของอินเทอร์เน็ตจีน ไม่เคยรู้จัก World Wide Web มาก่อนปี 1994 เขาเคยเป็นสมาชิกกองกำลังพิทักษ์แดง (Red Guard) ก่อนจะเปลี่ยนมายึดอาชีพครูสอนภาษาอังกฤษ และฝึกฝนภาษาอังกฤษจนเชี่ยวชาญจากการเป็นไกด์นำเที่ยวให้แก่นักท่องเที่ยว ต่างชาติใน Hangzhou เขายังเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยครู และในปี 1995 เขาก่อตั้ง China Pages ทำเนียบนามออนไลน์ ซึ่งนับเป็นบริษัทอินเทอร์เน็ตแห่งแรกของจีน
อย่างไรก็ตาม บริษัทดังกล่าวซึ่งร่วมหุ้นกับรัฐวิสาหกิจของจีน ไม่ประสบความสำเร็จ ต่อมา Ma ก่อตั้ง Alibaba ที่อพาร์ตเมนต์ของเขาใน Hangzhou ในปี 1999 ทั้งๆ ที่ตอนนั้นเขายังไม่รู้ด้วยซ้ำว่า อินเทอร์เน็ตทำงานอย่างไร
การ ใช้อินเทอร์เน็ตจับคู่บริษัท supplier ของจีนกับบริษัทผู้ซื้อจากต่างชาติ คือโมเดลธุรกิจของ Alibaba ระบบของเว็บ Alibaba ช่วยทำให้บริษัทรายเล็กๆ ของจีนมี “หน้าร้าน” ออนไลน์พร้อมใช้ สำหรับเสนอรายการสินค้าและบริการของบริษัท ซึ่งมีการจัดเป็นหมวดหมู่อย่างเป็นระเบียบถึงกว่า 5,000 ชนิด ผู้ซื้อเพียงแค่พิมพ์คำว่า “China” และ “Beer” ลงไปในเครื่องมือค้นหาของ Alibaba.com เท่านั้น ก็จะพบรายการสินค้าที่เกี่ยวกับเบียร์ของจีนมากกว่า 6,000 รายการ และไม่เพียงสามารถค้นพบข้อมูลของเบียร์ Tsingtai ชื่อดังของจีนเท่านั้น แต่ยังจะพบสินค้าที่เกี่ยวข้องอย่างเหยือกเบียร์ ถังหมักเบียร์ ไปจนกระทั่งเครื่องขายเบียร์หยอดเหรียญ
การลง ทะเบียน เสนอรายการสินค้า และการใช้คุณสมบัติพื้นฐานอื่นๆ ของเว็บ Alibaba ผู้ใช้ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ Alibaba มีกำไรจากผู้ใช้เพียงประมาณ 1% ของผู้ใช้ทั้งหมดเท่านั้น ซึ่งจ่ายค่าสมาชิกเพื่อที่จะได้ตำแหน่งดีๆ สำหรับ “หน้าร้าน” ของตนบนเว็บ หรือตำแหน่งดีๆ ที่จะปรากฏในผลการค้นหาของผู้ซื้อ และบริการพิเศษอื่นๆ
Alibaba เริ่มทะยอยเปิดเว็บต่างๆ ตามมา ตั้งแต่เว็บซื้อสินค้าออนไลน์ Taobao.com เว็บชำระเงินออนไลน์ Alipay.com เว็บโฆษณาย่อย Koubei.com และล่าสุดคือเว็บสำหรับสำนักพิมพ์และนักโฆษณาออนไลน์ที่มีชื่อว่า Alimama.com นอกจากนี้ Alibaba ยังบริหาร Yahoo China เว็บค้นหารายใหญ่อันดับ 3 ของจีน หลังจาก Yahoo! ทุ่มเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ซื้อหุ้น 39% ของ Alibaba ซึ่งทำให้ Ma คุยได้ว่า Alibaba ในขณะนี้ก็เปรียบเหมือนกับเว็บ Google, eBay, Amazon และ Craigslist รวมกันในเว็บเดียว
เว็บช็อปปิงออนไลน์ Taobao.com ยังสามารถโค่นเว็บประมูลออนไลน์ยักษ์ใหญ่อย่าง eBay ของสหรัฐฯ ซึ่งรุกเข้าสู่จีนตั้งแต่ปี 2003 ลงได้อย่างราบคาบ ทั้งๆ ที่ eBay มีทั้งสายป่านที่ยาวกว่าและเทคโนโลยีที่เหนือชั้นกว่า แถมยังทุ่มเงินซื้อ EachNet เว็บประมูลออนไลน์ชั้นนำของจีน แต่กลับต้องกลับกลายเป็นยักษ์ที่ถูกล้ม เมื่อเจอกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดกว่าของ Taobao ซึ่งต่อกรด้วยการออกแบบเว็บที่ฉลาดกว่า ซึ่งเข้าถึงความรู้สึกของลูกค้าชาติเดียวกันได้ดีกว่า แถมยังมีการสนับสนุนลูกค้าที่เลิศกว่า และความเต็มใจที่จะให้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทำให้ขณะนี้ Taobao ครองส่วนแบ่งตลาดถึง 83% ในขณะที่ eBay China มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 7% เท่านั้น จนเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว eBay ตัดสินใจขายหุ้นส่วนใหญ่ใน eBay China ให้แก่ Tom Online ของมหาเศรษฐกิจชื่อดังชาวฮ่องกง Li Ka-shing
แต่ความสัมพันธ์ระหว่าง Alibaba กับ Yahoo! กลับเป็นภาพตัดกับ eBay ข้อตกลงกับ Yahoo! ทำให้ Ma มีสิทธิ์เข้าควบคุม Yahoo China อย่างเต็มที่ ในช่วงที่ Ma กำลังมองหาเครื่องมือค้นหาเพื่อมาเติมเต็มบริการในเว็บ e-commerce Alibaba ของเขาอยู่พอดี โดยที่เขาไม่ต้องเริ่มต้นสร้างเครื่องมือค้นหาใหม่จากศูนย์
ขณะที่การจับมือกับ Ma ก็ช่วยแก้ปัญหาให้แก่ Yahoo เช่นกัน เพราะ Yahoo เอง ก็พบปัญหาในการนำโมเดลธุรกิจระดับโลกของตน มาใช้กับตลาดจีนเช่นเดียวกับ eBay เพราะนอกจากจะเจอคู่แข่งทั้งที่เป็นคู่ชกรุ่นใหญ่เหมือนกันอย่าง Google แล้ว Yahoo! ยังต้องเจอเว็บคู่แข่งสัญชาติจีนที่มาแรงอย่าง Baidu.com การตัดสินใจลงทุนใน Alibaba ถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ยังดูเหมือนจะกลายเป็นการตัดสินใจลงทุนที่ชาญฉลาดที่สุดตลอดกาลของ Yahoo! อีกด้วย เมื่อหุ้น IPO ของ Alibaba มีค่าเพิ่มขึ้นมากกว่า 10 เท่าไปแล้ว
อย่าง ไรก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ Alibaba ยังไม่สามารถทำให้แก่ Yahoo! ได้ คือตำแหน่งของ Yahoo China ในตลาดจีน ซ้ำ Yahoo China ยังตกลงจากเว็บค้นหาอันดับ 2 เป็นอันดับ 3 ด้วย และยังถูกแย่งส่วนแบ่งตลาดไปเรื่อยๆ จากเว็บท่า (Portal) สัญชาติจีนอย่าง NetEase.com และ Sina.com
แต่ Ma ประกาศว่า กลยุทธ์ของ Yahoo China จะเน้นการค้นหาลูกค้า High-end ที่สนใจทำการค้า ลงทุน และจัดการการเงินส่วนบุคคลผ่านอินเทอร์เน็ต ดูเหมือนว่า Ma จะยังไม่มีแผนการที่ชัดเจนนักเกี่ยวกับอนาคตของ Yahoo China เช่นเดียวกับที่เขาก็ดูเหมือนจะยังไม่มีแผนการใช้เงินที่ชัดเจน สำหรับเงินทุนมหาศาลที่ Alibaba ระดมทุนได้จากการขายหุ้น IPO เมื่อปลายปีที่แล้ว
Ma ซึ่งครั้งหนึ่งเคยกล่าวว่า ความสำเร็จของ Alibaba คือการที่ยังคงรักษาการเป็นบริษัทเอกชน โดยไม่กลายเป็นมหาชน ก่อนที่เขาจะตัดสินใจขายหุ้น IPO ของ Alibaba มาบัดนี้กลับประกาศว่า Alibaba จำเป็นต้องระดมเงินทุนจากภายนอก เพื่อขับเคลื่อนโมเดลธุรกิจของ Alibaba ให้ได้เต็มที่ โดย Ma อ้างว่า นี่คือโอกาสทองที่อาจจะไม่พบเจอไปอีกถึง 20 ปี ดังนั้นเขาจึงต้องฉวยไว้ นั่นคือโอกาสที่ Alibaba จะไม่เพียงเป็นที่รู้จักในจีน แต่จะเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก และจะช่วยให้ประเทศจีนก้าวหน้าไปอีกขั้นหนึ่ง
Alibaba ระบุว่า มีแผนจะใช้เงิน 60% ของเงินทุนที่ระดมได้จากการขายหุ้น IPO ไปกับการระดมซื้อกิจการ และอีก 20% ใช้ในการลงทุนเพิ่มเติมในธุรกิจที่มีอยู่ ในช่วงปีที่ผ่านมา Alibaba ยังเสริมทัพผู้บริหาร โดยว่าจ้าง David Wei อดีตผู้บริหาร B&Q สาขาจีน ซึ่งเป็นบริษัทค้าปลีกวัสดุอุปกรณ์ก่อสร้างสำหรับบ้านจากอังกฤษ มาเป็น CEO ของ Alibaba และ Andrew Tsuei อดีตหัวหน้าฝ่ายจัดซื้อทั่วโลกของ Wal-Mart มาเป็นกรรมการบริษัท
ในขณะที่ Wei CEO คนใหม่ของเปิดเผยว่า Alibaba กำลังเล็งตลาดต่างประเทศ รวมถึงอินเดีย เกาหลีใต้และไต้หวัน และเปิดตัวเว็บภาษาญี่ปุ่นไปแล้ว แต่ Ma บอกว่า ในช่วง 5-10 ปีต่อจากนี้ คงจะยังเน้นตลาดจีนไปก่อน แต่ก็ประกาศอย่างชัดเจนว่า เขาจะทำให้ Alibaba กลายเป็นบริษัทระดับโลกอย่างแท้จริงแห่งแรกของจีนให้ได้ในอนาคต**
เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์ แปลและเรียบเรียง
ฟอร์จูน 10 ธันวาคม 2550
มีแต่โตกับโต
Alibaba.comและ Taobao.com เติบโต 3 เท่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
25 ล้านราย $3.6 พันล้าน
ALIBABA.COM TAOBAO.COM
ผู้ใช้ที่ลงทะเบียนทั่วโลก ปริมาณการซื้อขาย
6 ล้านราย $1.1 พันล้าน
บริษัทในเครือ Alibaba
Alibaba.com เว็บขายสินค้าออนไลน์ระหว่างธุรกิจกับธุรกิจอันดับหนึ่งของจีน ด้วยยอดผู้ใช้ลงทะเบียนมากกว่า 25 ล้านคน มี “หน้าร้าน” ออนไลน์ 2.4 ล้านแห่งบนเว็บนี้ และรายการสินค้าและบริการ 5,000 รายการ
Taobao.com เปิดตัวในปี 2003 เป็นเว็บช้อปออนไลน์สำหรับผู้บริโภค สามารถโค่น eBay และเป็นผู้นำตลาดช้อปปิ้งออนไลน์ของจีนด้วยส่วนแบ่งตลาด 83%
Alipay.comเว็บชำระเงินออนไลน์อันดับหนึ่งของจีน ด้วยยอดผู้ใช้ลงทะเบียน 43 ล้านราย ช่วยอำนวยความสะดวกในการชำระเงิน
Yahoo China เว็บท่าอันดับ 3 ของจีน โดย Yahoo! ตกลงลงทุนเป็นเงิน 1 พันล้านดอลลาร์ แลกกับหุ้น 39% ใน Alibaba
Alisoft.com พัฒนา จัดการและจัดส่งซอฟต์แวร์การบริหารธุรกิจด้วยระบบเว็บ ให้แก่บริษัทขนาดกลางและขนาดย่อมของจีน
Koubei.com เว็บโฆษณาย่อยที่ผู้ใช้สามารถพูดคุยสนทนา แลกเปลี่ยนและค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับงาน อพาร์ตเมนต์ให้เช่าและร้านอาหาร**
As anticipated last month, Google’s experiment that lets you reorder and annotate search results is now live. Google SearchWiki should be available automatically if you are logged in to a Google account and it can be recognized by the visual clutter added to the search results.
Next to each result, you should see three new options: a way to promote a web page at the top of the results, an option to remove results from the page (they’re still visible at the bottom of the page) and a feature that lets you share public comments about a result. After promoting a result, Google shows some unnecessary information about the other people who promoted the result.

It’s important to remember that all the changes are saved to your Google account and they won’t affect the search results for everyone, at least not directly. If you want to see an aggregation of all promotions, demotions and comments, go to the bottom of the page and click on “See all notes for this SearchWiki”. This is the real wiki built by Google and it’s easy to access by adding &swm=2 to the URL of a search results page: http://www.google.com/search?hl=en&q=google&swm=2.

Comments are not very useful, although you could find insights for some obscure queries. The absolute number of people who promoted a search result is not very useful either, especially when you’ll see big numbers like 314,159,265.
SearchWiki’s main idea is to give users the opportunity to manually customize the search results and make them more predictable. Since many people repeat common searches like [mail], [weather], [news] and Google’s results are constantly changing, it’s nice to pick your favorite results and display them at the top. If you can’t find a site you like, click on “Add a result” and manually add a page in the list of top results.

Good things about SearchWiki:
- you can now adjust Google’s results for your typical queries and save time when repeating the searches
- use Google instead of bookmarking web pages
- for unfamiliar queries, check the wiki to find a different ranking and potentially useful comments. Try to avoid the wiki for queries that are likely to be spammed.
Bad things about SearchWiki:
- visual clutter. The only way to remove the additional icons displayed next to each search result is to log out.
- your changes are available only when you repeat the query and, in some cases, for similar queries (e.g.: [google.com] in addition to [google]). That means you can’t remove a web page or a domain from all search results
- comments are public and there’s no option to write private notes (Google removed the option to annotate results in Google Notebook)
- an obvious feature would be to get a permalink for your edited results, but Google doesn’t offer this yet
- there’s no option to toggle between your edited results and the standard results (you’ll have to log out)
- it’s difficult to reorder results, since the only action allowed is to place a web page at the top, after all the other promoted pages. If you promote the page again, it will become the first result.
Google has always used people’s clicks to improve the quality of search results, so the new options could influence the ranking algorithms in different ways. “At this time we aren’t using SearchWiki to influence ranking but it is easy to see how that could happen in the future,” said Marissa Mayer. “Search is adapting to the Internet as it becomes a more participatory medium. Now you have people telling us specific things about how they’d like to see their search results. You could imagine if we do see a particular site (about which) people have a unanimous opinion, that might trigger external things. Like maybe we should check out our spam control,” suggested Cedric Dupont, product manager for SearchWiki and Google Knol.

ชาวกรุงเทพ มีเฮ ได้ใช้เน็ต WIFI 1 MB ฟรี ตลอดชีพ
สมัครใช้ฟรี ที่นี่
http://services.trueinternet.co.th/greenbkk/registration_phase2.php
หลังจากสมัครได้แล้วก็อย่าลืมเซฟ Username/Password เก็บไว้นะครับ
จากนั้น เปิดการใช้งาน WIFI บนโน๊ตบุ๊ค Scan หาสัญญาณ True Wifi
หรือ ดูจากแผ่นที่นี้ว่า บริเวณใหนที่เล่นเน็ตได้มั่ง
http://www.truewifi.net/th/02hotspots/search.jsp
เมื่อเจอสัญญาณ True Wifi แล้ว สามารถเชื่อมต่อ อินเตอร์เน็ต เล่นฟรี ได้เลย ความเร็วประมาณ 1 MB
ขอให้สนุก กับเน็ตฟรี นะครับ
Source: http://www.thaiseoboard.com/index.php/topic,40981.0.html

วงการไอที “จับตา” แอ๊ปเปิ้ล เตรียมจำกัดช่องทางขายไอโฟนในไทยผ่านช้อปมือถือเท่านั้น หลังเลือกทรูมูฟเป็นตัวแทนรายแรก
กรุงเทพ ธุรกิจ ออนไลน์ : แหล่งข่าวจากวงการไอที กล่าวว่า การที่แอ๊ปเปิ้ล ได้ลงนามกับทรูมูฟ ในสัญญาความร่วมมือเพื่อนำเข้าโทรศัพท์ไอโฟน 3จี มาทำตลาดในไทยเร็วๆ นี้ เป็นสัญญาณว่า แอ๊ปเปิ้ล อาจมอบสิทธิการทำตลาดผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ผ่านช่องทางจำหน่ายของผู้ให้บริการมือถือเท่านั้น โดยตัวแทนที่ทำตลาดผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ของแอ๊ปเปิ้ล ไม่ได้รับสิทธิเข้ามาทำตลาดร่วมในส่วนนี้
ขณะที่ แหล่งข่าวจาก บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ปัจจุบันทรูมูฟ ได้จัดตั้งทีมขึ้นมาทำตลาดไอโฟน 3จี โดยเฉพาะ เพื่อรองรับความร่วมมือดังกล่าวแล้ว
นายสมชัย เลิศสุทธิวงศ์ รองกรรมการ ผู้อำนวยการสายงานการตลาด บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับ ทรูมูฟ เป็นเพียงตัวแทนรายหนึ่งที่ได้รับสิทธิทำไอโฟน 3จีในไทย โดยไม่ได้รับสิทธิเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งในส่วนของบริษัท ก็อยู่ระหว่างเจรจากับแอ๊ปเปิ้ลเช่นกัน
ด้านนายแอนดรูว์ แม็คบีน รองประธานอาวุโส บมจ. โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า ดีลของแอ๊ปเปิ้ลกับทรูมูฟนั้น ไม่ได้เป็นวาระเร่งด่วน เนื่องจากการให้บริการ 3 จี จะเปิดขึ้นในปีหน้า ซึ่งดีแทค ก็อยู่ในขั้นตอนเจรจาเช่นกัน โดยจะคำนึงถึงปัจจัยด้านประสบการณ์ใช้งาน คุณภาพเครือข่าย และความคุ้มค่า (Value Proposition) ควบคู่ไปด้วย


อย่าง ไรก็ตาม โมเดลที่แอ๊ปเปิ้ลจะเข้ามาทำตลาดในไทย จะกำหนดราคาขายเครื่องไว้ค่อนข้างสูง เพราะไม่ได้ผูกติดเครื่องไปกับแอร์ไทม์ของผู้ใช้บริการ อย่างที่ทำในสหรัฐ ซึ่งบันเดิลไปกับค่าใช้บริการของเอทีแอนด์ที
อีกทั้ง ปัจจุบันมีไอโฟนที่เป็นเครื่องหิ้วในไทยกว่า 1 แสนเครื่อง ซึ่งบางส่วนก็ใช้ระบบของดีแทคอยู่แล้ว ทำให้การตัดสินใจต้องระมัดระวัง เพื่อสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งให้กับผู้ใช้บริการด้วย
แหล่งข่าว จากวงการโทรคมนาคม กล่าวว่า เงื่อนไขการทำตลาดจากแอ๊ปเปิ้ล คาดว่าต้องมีการวางเงินมัดจำ และกำหนดราคาจำหน่ายเครื่องไว้สูงกว่า 2 หมื่นบาท ขณะที่ ตลาดเครื่องหิ้วราคาไอโฟน 3จี ความจุ 16 กิกะไบท์ ปัจจุบันราคา 29,000 บาทรวมค่าปล็ดล็อกแล้ว ส่วนราคาต่างประเทศ ที่ลูกค้าต้องทำเงื่อนไขผูกติดกับผู้ให้บริการมือถือเป็นเวลา 2 ปีจะอยู่ที่ 299 ดอลลาร์ หรือประมาณ 10,166 บาท
ดังนั้น ผู้ให้บริการมือถือในไทย คงต้องเจรจาจนกว่าจะได้รับเงื่อนไขที่เหมาะสมกับสภาพตลาดด้วย และต้องไม่มีความเสี่ยงสูงจนเกินไปโดยไม่จำเป็น
NEW YORK (FORTUNE) – It’s pretty incredible to look back 30 years to when Microsoft (Research) was starting and realize how work has been transformed. We’re finally getting close to what I call the digital workstyle.
If you look at this office, there isn’t much paper in it. On my desk I have three screens, synchronized to form a single desktop. I can drag items from one screen to the next. Once you have that large display area, you’ll never go back, because it has a direct impact on productivity.
|
|
|||||||
|
|||||||
|
The screen on the left has my list of e-mails. On the center screen is usually the specific e-mail I’m reading and responding to. And my browser is on the right-hand screen. This setup gives me the ability to glance and see what new has come in while I’m working on something, and to bring up a link that’s related to an e-mail and look at it while the e-mail is still in front of me.
At Microsoft, e-mail is the medium of choice, more than phone calls, documents, blogs, bulletin boards, or even meetings (voicemails and faxes are actually integrated into our e-mail in-boxes).
I get about 100 e-mails a day. We apply filtering to keep it to that level—e-mail comes straight to me from anyone I’ve ever corresponded with, anyone from Microsoft, Intel, HP, and all the other partner companies, and anyone I know. And I always see a write-up from my assistant of any other e-mail, from companies that aren’t on my permission list or individuals I don’t know. That way I know what people are praising us for, what they are complaining about, and what they are asking.
We’re at the point now where the challenge isn’t how to communicate effectively with e-mail, it’s ensuring that you spend your time on the e-mail that matters most. I use tools like “in-box rules” and search folders to mark and group messages based on their content and importance.
I’m not big on to-do lists. Instead, I use e-mail and desktop folders and my online calendar. So when I walk up to my desk, I can focus on the e-mails I’ve flagged and check the folders that are monitoring particular projects and particular blogs.
Outlook also has a little notification box that comes up in the lower right whenever a new e-mail comes in. We call it the toast. I’m very disciplined about ignoring that unless I see that it’s a high-priority topic.
Staying focused is one issue; that’s the problem of information overload. The other problem is information underload. Being flooded with information doesn’t mean we have the right information or that we’re in touch with the right people.
I deal with this by using SharePoint, a tool that creates websites for collaboration on specific projects. These sites contain plans, schedules, discussion boards, and other information, and they can be created by just about anyone in the company with a couple of clicks.
Right now, I’m getting ready for Think Week. In May, I’ll go off for a week and read 100 or more papers from Microsoft employees that examine issues related to the company and the future of technology. I’ve been doing this for over 12 years. It used to be an all-paper process in which I was the only one doing the reading and commenting. Today the whole process is digital and open to the entire company.
I’m now far more efficient in picking the right papers to read, and I can add electronic comments that everyone sees in real time.
Microsoft has more than 50,000 people, so when I’m thinking, “Hey, what’s the future of the online payment system?” or “What’s a great way to keep track of your memories of your kid?” or any neat new thing, I write it down. Then people can see it and say, “No, you’re wrong” or “Did you know about this work being done at such-and-such a place?”
SharePoint puts me in touch with lots of people deep in the organization. It’s like having a super-website that lets many people edit and discuss—far more than the standard practice of sending e-mails with enclosures. And it notifies you if anything comes up in an area you’re interested in.
Another digital tool that has had a big effect on my productivity is desktop search. It has transformed the way I access information on my PC, on servers, and on the Internet. With larger hard drives and increasing bandwidth, I now have gigabytes of information on my PC and servers in the form of e-mails, documents, media files, contact databases, and so on.
Instead of having to navigate through folders to find that one document where I think a piece of information might be, I simply type search terms into a toolbar and all the e-mails and documents that contain that information are at my fingertips. The same goes for phone numbers and email addresses.
Paper is no longer a big part of my day. I get 90% of my news online, and when I go to a meeting and want to jot things down, I bring my Tablet PC. It’s fully synchronized with my office machine so I have all the files I need. It also has a note-taking piece of software called OneNote, so all my notes are in digital form.
The one low-tech piece of equipment still in my office is my whiteboard. I always have nice color pens, and it’s great for brainstorming when I’m with other people, and even sometimes by myself.
The whiteboards in some Microsoft offices have the ability to capture an image and send it up to the computer, almost like a huge Tablet PC. I don’t have that right now, but probably I’ll get a digital whiteboard in the next year. Today, if there’s something up there that’s brilliant, I just get out my pen and my Tablet PC and recreate it.
Days are often filled with meetings. It’s a nice luxury to get some time to go write up my thoughts or follow up on meetings during the day. But sometimes that doesn’t happen. So then it’s great after the kids go to bed to be able to just sit at home and go through whatever e-mail I didn’t get to. If the entire week is very busy, it’s the weekend when I’ll send the long, thoughtful pieces of e-mail. When people come in Monday morning, they’ll see that I’ve been quite busy— they’ll have a lot of e-mail.

ไปแอบดูห้องทำงานของ Bill Gates กันไม๊
เมื่อหลายปีที่แล้วหากใครยังจำหนัง HollyWood เรื่องที่ทำให้บรรดา IT หนุ่มๆฝันอยากเป็นอย่างเขาบ้างนั่นก็คือเรื่อง Anti Trust ที่เป็นหนังแนว IT ซึ่งเสียดสีชิวิตของ Bill Gate เล็กๆน้อยแบบหยิกคันๆ ทั้งเรื่องของ Open Source ของโปรแกรมเอย หน้าตาของตัวโกงที่พยายามจะเลียนแบบบุคลิค ของ Bill Gate และห้องทำงานหรูฟู่ฟ่าด้วยเครื่องมือ IT ชั้นนำ ทำให้หลายๆคนมองว่าห้องทำงานของเฮีย Bill Gate แห่งไมโครซอฟท์ ต้องหรูเริ่ดแบบในหนังแน่ๆ แต่ในความเป็นจริงค่อนข้างแตกต่าง ไม่น่าเชื่อว่าห้องทำงานของ Bill Gate จะดูค่อนข้างธรรมดา อาจจะดูธรรมกว่าบรรดา CEO ในเมืองไทยเสียอีก
ไหนๆก็ไหนๆแล้วผมขอเล่าการทำงานของ Bill Gate บุคคลที่ทั่วโลกจับตามองกันหน่อยดีกว่าว่า อาเฮียแกมีวิธีการทำงานอย่างไรและมีเครื่องมือเครื่องไม้อะไรบ้างในการทำมา หากินจนร่ำรวยเป็นเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกเบี๊ยวๆใบนี้ และเมื่อวานนี้เอง Bill Gate ก็ได้เล่าชีวิตวิธีการทำงานของเขาลงในเว็บไวด์ CNN ซึ่งก็น่าสนใจมากครับ
บนโต๊ะทำงานของ Bill Gate เรียกได้ว่าจะมองหากระดาษสักแผ่นค่อนข้างยากเพราะเขาแทบไม่ใช้กระดาษเลย บนโต๊ะทำงาน Bill Gate หลักๆจะมีจอ LCD จอแบนยี่ห้ออะไรก็ไม่อาจจะทราบได้อยู่ 3จอ ขนาดประมาณ 19 นิ้ว ทำงานด้วยเครื่อง Desktop เพียงเครื่องเดียวแต่ต่อผ่านสามจอ ส่วน OS ที่ใช้ไม่ได้บอกเอาไว้เดาว่าน่าจะเป็น Windows XP หรือไม่ ก็ Vista ตัวใหม่ แต่ที่แน่ๆคงไม่ใช่ Mac Tiger หรอกครับถ้าใช้ Mac สงสัยตา จ๊อบได้หัวเราะฟันร่วงแน่ๆ จอซ้ายเป็นรายการ email ต่างๆ จอกลางเป็นตัวเนื้อหาเมลซึ่งจะเอาไว้อ่านและตอบกลับหรือส่งต่อ และจอขวาเป็นเบราว์เซอร์
ที่ไมโครซอฟท์การติดต่อสื่อสารในองค์กรจะใช้การติดต่อผ่าน email เป็นสำคัญมากกว่าจะใช้การติดต่อผ่านทางโทรศัพท์หรือ note บนกระดาาต่างๆ
Gate บอกว่าได้เมลที่ผ่านการสกรีนแล้ววันละประมาณ 100 ฉบับ และการทำงานในไมโครซอฟท์นั้นอีเมลเป็นหลักกว่าสื่อชนิดอื่น ดังนั้นโปรแกรมการจัดกาด้าน email สำหรับ Bill gate ถือว่าค่อนข้างสำคัญมากเขาผูกชิวิตการทำงานไว้กับโปรแกรม email เป็นหลักเพราะนั่นคือช่องทางสื่อสารที่ Bill Gates ใช้บ่อยมากที่สุดในแต่ละวัน มีการทำงานคล้ายๆกับ MS Outlook ที่เราใช้ๆกันไม่ว่าจะเป็นการ filter ดูข้อมูลต่างๆ และ Flag หรือปักหมุด email ที่สำคัญต่างๆ
โปรแกรมอย่างอื่นที่ Bill Gate ใช้คือ SharePoint ในการติดตามโครงการต่างๆโปรแกรมตัวนี้จะเป็นโปรแกรมเครื่องมือในการจัดการส ร้างเว็บไซด์โครงการต่างๆได้อย่างง่ายๆเพื่อใช้ประสานงานีระหว่างผู้ที่รับ ผิดชอบในโครงการนั้นๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตารางเวลา และผู้รับผิดชอบในส่วนต่างๆเพื่อการตรวจสอบได้อย่างใกล้ชิดและเจ้าโปรแกรม ตัวนี้มันสามารถสร้างได้ง่ายเพียงด้วยการ คลิกไม่กี่ทีก็ออกมาเป็นเว็บไซด์ได้แล้ว สำหรับ SharePoint หากจะว่าไปแล้วมันก็เหมือนกับเว็บบอร์ดขององค์กรนั่นหละครับเมื่อ Bill Gates มีความคิดเห็นอะไรหรือยากทราบความเห็นอะไรเขาก็จะเขียนลงใน SharePoint แล้วก็จะมีคนอื่นๆเข้ามาให้ความคิดเห็นต่างๆนานารวมทั้งข้อเสนอแนะรวมถึง ข้อมูลต่างๆที่อาจจะเป็นประโยชน์โดยยังยึดตามผังของโครงการต่างๆเป็นหลัก นับว่าน่าสนใจมากนะครับหากบริษัทไหนที่มีคนเยอะๆก็น่าจะลองทำแบบ อินทราเน็ตในองค์กรขึ้นมาเพื่อแชร์ไอเดียกัน
Tool อีกอย่างหนึ่งที่ Bill gates ชอบใช้ก็คือ Desktop Search ซึ่งเขาจะสามารถค้นหาข้อมูลต่างที่เขาต้องการได้เพียงปลายนิ้วไม่ว่าจะเป็น Information ต่างๆหรือไฟล์งานซึ่งส่วนมากก็จะมาจาก email ที่เขาเก็บไว้นั่นเอง โดยสามารถเรียกดูข้อมูลได้อย่างรวดเร็วซึ่ง Bill Gates เองบอกว่าเขามีข้อมูลมากเป็น Gigabyte สำหรับข้อมูลส่วนตัวในการค้นหา
เรียกได้ว่าในองค์กรของ ไมโครซอฟท์ปัจจุบันแทบจะไม่ต้องใช้กระดาษกันเลยทุกอย่างเป็นดิจิทัลกันหมด ไม่ว่าจะข่าวและข้อมูลต่างๆสามารถหาได้ในโลกดิจิทัล ส่วนเครื่องมือหลักที่ Bill Gates ใช้มากที่สุดในการเป็นอุปกรณ์พกพาส่วนตัวในการทำงานก็คือ Tablet PC ซึ่งไม่ค่อยจะประสบความสำเร็จในตลาดเท่าที่ควร ตอนนี้เลยกลายเป็น UMPC อุปกรร์ชิ้นใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไป Tablet PC ที่ใช้จะเชื่อมกับเซิร์ฟเวอร์ในไมโครซอฟท์ตลอดเวลา และใช้ OneNote ในการจดไอเดียต่างๆ
สำหรับอุปกรณ์โลเทคอย่างเดียวในห้องของเค้าคือไวท์บอร์ด โดยจะเลือกใช้ปากกาแบบเกรดดีหน่อยและสีสวยๆซึ่งเค้าบอกว่าปีหน้าจะเปลี่ยน เป็นไวท์บอร์ดดิจิทัลเสียที
แหม่!! ดูแล้วมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลกหลายปีซ้อน ห้องทำงานเขาเองก็ไม่ได้หรูหราอะไรมากมายอย่างที่เราๆคิดกันแต่แรก แต่สรุปแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดในการทำงานยุคดิจิตัลก็คือ Email นั่นเอง ไม่อยากจะโม้เลย ไงก็ขอโม้บ้างเสียหน่อยผมเองก็มองความสำคัญเรื่อง email เหมือนกันครับผมไม่เคยลบ email ทิ้งเป็นเวลาเกือบจะเจ็ดปีแล้ว ตอนนี้ข้อมูล email ที่เก็บไว้ก็ประมาณ 1 GB โดยไม่มี email ขยะมาเกี่ยวข้องเพราะลบทิ้งไปหมด Email หลายๆคนอ่านแล้วลบทิ้ง แต่นั่นหละครับมันคือข้อมูลชั้นดีที่อาจจะมีประโยชน์กับเราในอนาคต ผมเคยติดต่องานกับลูกค้าระดับที่เรียกว่าเป็นคนสำคัญท่านหนึ่ง แกเคย email มาหาผมในช่วงแรกตอนทำเว็บใหม่ๆหลังจากนั้นก็หายไปกว่า 4 ปีแล้วก็นัดพบกัน ก่อนไปพบผมเองก็ search ข้อมูลจาก inbox ใน MS outlook ดูว่าเราเคยคุยอะไรกับเขามาบ้างหรือไม่ซึ่งก็เจอข้อมูลนั้นจริงๆ และในเวลาที่มีการพบปะกันก็ได้อ้างถึงเรื่องราวในอดีตที่เขาเคย email มาหาผม ซึ่งก็ได้เล่าข้อมูลได้อย่างถูกเป๊ะ ก็เป็นการสร้างความประทับใจให้กับเขาไปโดยปริยาย ( แต่ที่ไหนได้มันมาจาก inbox ของผมต่างหาก ) ดังนั้น email คือหัวใจสำคัญในการทำงานนะครับ เก็บมันไว้บ้างหากไม่คิดว่าจะเกะกะ Hard Disk
ดูในภาพเฮีย Bill Gates แกหน้าแก่ไปเยอะเลยนะผมว่า สงสัยมัวแต่ปราบ bug ใน Windows Vista หรือเปล่าก็ไม่ทราบ ดูไปดูมา ผมว่า Bill Gates ท่าทางเป็นคนไม่ค่อยจะสุรุ่ยสุร่ายเท่าไรเลย น่าเอาเป็นตัวอย่างนะครับ
Source : http://www.mrpalm.com/list3.php?cont_id=212
http://money.cnn.com/2006/03/30/news/newsmakers/gates_howiwork_fortune/#TOP

ทรู มูฟยอมเปิดปาก เผยลงนามในสัญญาความร่วมมือกับแอปเปิลแล้วเพื่อนำเข้าโทรศัพท์มือถือไอโฟน 3G (iPhone 3G) มาจำหน่ายในประเทศไทย ประชาสัมพันธ์ทรูระบุว่าอาจยังไม่ใช่ในเร็ววันนี้เพราะยังต้องหารือข้อตกลง อื่นๆเพิ่มเติม ขณะที่เว็บไซต์แอปเปิลเปิดหน้า apple.com/th ขึ้นหน้าจอใหญ่ว่า “Hello Thailand”
“วันนี้ ทรูมูฟ และ Apple ได้ลงนามในสัญญาความร่วมมือเพื่อนำเข้าโทรศัพท์ iPhone 3G ในอีกไม่นานข้างหน้านี้” คือเนื้อความในจดหมายข่าวซึ่งประชาสัมพันธ์ทรูส่งถึงสื่อมวลชนในวันลอยกระทง (12/11/51) โดยประชาสัมพันธ์ของทรูยืนยันว่าไม่สามารถให้รายละเอียดการเซ็นสัญญาระหว่าง ทรูและแอปเปิลใดๆเพิ่มเติมในขณะนี้ แต่จะมีการแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการในอนาคต
ก่อนหน้านี้ ผู้สื่อข่าวได้สอบถามข้อเท็จจริงจากประชาสัมพันธ์ของทรูหลังจากเว็บไซต์แห่ง หนึ่งรายงานข่าวว่า ทรูและแอปเปิลบรรลุข้อตกลงในการนำไอโฟนเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย แต่ประชาสัมพันธ์ของทรูยืนยันว่าไม่ได้รับแจ้งว่าทั้งสองบริษัทบรรลุข้อตกลง จริง สำหรับครั้งนี้ ประชาสัมพันธ์ทรูบอกว่าเกิดขึ้นได้เพราะบริษัทเพิ่งได้รับอนุญาตให้เปิดเผย ต่อสื่อมวลชน อย่างไรก็ตามเชื่อว่าการแถลงข่าวจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันนี้ เนื่องจากทรูและแอปเปิลยังต้องสรุปข้อตกลงอื่นๆเพิ่มเติม

ยัง ไม่มีรายงานความเห็นจากฝ่ายแอปเปิลประเทศไทยในขณะนี้ โดยประชาสัมพันธ์แอปเปิลระบุว่า การให้รายละเอียดใดๆจะต้องมาจากฝ่ายทรูเท่านั้น
ล่าสุด แอปเปิลขึ้นหน้าจอใหญ่ว่า Hello Thailand บนเว็บไซต์ www.apple.com/th ซึ่งเพิ่งเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมาพร้อมกับประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เว็บไซต์ดังกล่าวเป็นแอปเปิลสโตร์ที่ลูกค้าคนไทยจะสามารถสั่งซื้อสินค้าและ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากแอปเปิลได้โดยตรง ราคาบนเว็บไซต์เป็นเงินบาท แต่ยังไม่ให้บริการภาษาไทย และยังไม่จำหน่ายไอโฟน ซึ่งที่ผ่านมา ลูกค้าแอปเปิลในประเทศไทยต้องสั่งซื้อสินค้าจากเว็บไซต์ของไอสตูดิโอ ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย

หนึ่ง ในลางบอกเหตุที่ชี้ว่าทรูกำลังจะได้เป็นตัวแทนจำหน่ายไอโฟนในประเทศไทยคือ การประกาศปรับฐานการเงินให้แกร่งด้วยการระดมทุนครั้งใหญ่ 1.95 หมื่นล้านบาท ซึ่งทรูประกาศชัดเจนว่าส่วนหนึ่งทำไปเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการลงทุนมือ ถือระบบ 3G ครั้งนั้นนายศุภชัย เจียรวนนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า ปีหน้าเศรษฐกิจและและเศรษฐกิจโลกยังอ่อนแอ และเชื่อว่า 3G จะเป็นก้าวสำคัญของทรู เพราะเป็นผู้นำในเรื่องของอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง หรือบรอดแบนด์ และ 3G จะทำให้ทรูก้าวเป็นผู้นำตลาดได้ การระดมทุนครั้งนี้จึงมีความเหมาะสมในหลายๆ เรื่อง
แต่นายศุภชัยบอกเพียงว่าการเพิ่มทุนดังกล่าวจะช่วยเสริมความพร้อมให้กับการ เติบโตของทรูในอนาคต จะทำให้ทรูมีข้อได้เปรียบในการแข่งขันและได้รับโอกาสอย่างเต็มที่จาก เทคโนโลยีใหม่อย่าง 3G แน่นอนว่าจะเป็นเรื่องดีมากหากความเคลื่อนไหวครั้งนี้ออกมาในรูปการเป็นตัว แทนจำหน่ายไอโฟน 3G ซึ่งจะนำไปสู่การผูกสัญญาใช้งานต่อเนื่องระยะยาว และการขยายฐานผู้ใช้ให้เกรียงไกรในภายหน้า
Credit: www.manager.co.th
Google has refined the appearance of its search page when visiting from an iPhone or iPod touch, an announcement reveals. Results are now formatted in a similar manner to other Google services, with a blue navigation bar, and vertically-aligned text or imagery that eliminates the need to scroll horizontally. Where appropriate, results will automatically bring up maps, as well as larger and more obvious direction and phone call buttons. In the case of multiple listings a Show Map link brings up the new view.

If needed, it is also possible to revert to the desktop version of Google via the Classic link. Access to the iPhone/iPod formatting is currently restricted, however; it is only viewable in English from the US, and requires an Apple handheld with v2.x firmware. Google says it eventually intends to bring the formatting to other phones, countries and languages.
iPhoneHellas, a Greek iPhone site, is reporting that they have it from a reliable source that the anticipated iPhone 2.2 update will be released on November 21. While copy and paste functionality remains conspicuously absent, the update does have some interesting additions.
Some of the anticipated features in the 2.2 update include:
- A new look for Safari with the Google search bar now occupying its own space on the title bar
- The ability to turn auto-correction on and off
- Emoji icons, which should be welcome over in Japan
- New language support
- Support for Google street view and Google transit information
- The ability to download podcasts wirelessly
- New App Store features such as easier navigation, and better previews of applications via screenshots
Pictured below you can see that each category within the app store now gets its own icon.

Source: http://www.edibleapple.com/rumor-iphone-22-update-coming-november-21/
![]() |
<!–
zickr_url=’http://www.arip.co.th/2006/news.php?id=406790′
–> |
|
ผลสำรวจแพคซ์ ระบุ คนใช้เน็ตมีรายได้และใช้ชีวิตหรูหรากว่าคนไม่ใช้เน็ต ขณะที่ไทยเป็นอันดับสองในเอเชียที่ใช้เวลาในการเข้าเน็ตมาก คาดอีก 1-2 ปีข้างหน้า การใช้เวลาเล่นเน็ตจะแซงหน้าการใช้เวลาดูทีวี
นางกมลภัทร แสวงกิจ ผู้จัดการประจำ ประเทศไทย ไมโครซอฟท์ แอดเวอร์ไทซิ่ง กล่าวว่า ผลสำรวจของแพคซ์ (PAX : The Pan Asia Pacific Cross Media Survey) ซึ่งเป็นการสำรวจสื่อในภูมิภาคเอเชียรวมทุกสื่อ ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และอินเทอร์เน็ตช่วงไตรมาส 3 ปี พ.ศ. 2550 ถึงช่วงไตรมาส 2 ปี พ.ศ. 2551 พบว่า คนใช้อินเทอร์เน็ต มีชีวิตที่หรูหรากว่าคนที่ไม่ใช้อินเทอร์เน็ต โดยคนใช้อินเทอร์เน็ตมีรายได้ต่อเดือนเฉลี่ยอยู่ที่ 4,100 เหรียญสหรัฐ ขณะที่คนไม่ใช้เน็ตมีรายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 3,600 เหรียญสหรัฐ และคนใช้งานอินเทอร์เน็ตยังสนใจใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ เช่น เอ็มพี 3 กล้องดิจิทัล ทั้งมีรถขับ และมีบ้านเป็นของตนเอง ชอบไป ดูหนังที่โรงภาพยนตร์มากกว่าซื้อแผ่นหนังมาดู ที่บ้าน แพคซ์ สำรวจโดยการเก็บข้อมูลผ่าน การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ของประชากร 1,700 คน ใน 11 กลุ่มประเทศภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก แยกเป็น ผู้บริหารระดับสูง กลุ่มคนที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจ และกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์ สำหรับ ประเทศไทย ได้เน้นพื้นที่กรุงเทพฯ พบว่า เด็กอายุ 17-18 ปี มีช่องทางในการรับรู้ข่าวสารมากถึง 50-60 ช่องทาง โดย กว่า 80% รับรู้ผ่านทางอินเทอร์เน็ต และเมื่อเปรียบเทียบการรับรู้ข่าวสารและความรู้ ผ่านช่อง ทางสื่อต่าง ๆ พบว่า คนอายุ 25-34 ปี มีการเข้า ใช้งานอินเทอร์เน็ตสูงถึง 1,028 นาที/สัปดาห์ ดูทีวี 1,045 นาที/สัปดาห์ อ่านหนังสือพิมพ์ 261 นาที/สัปดาห์ และอ่านแมกกาซีน 275 นาที/สัปดาห์ ซึ่งการใช้งานอินเทอร์เน็ตน้อยกว่าดูทีวีเพียง 1% ลดลงจากปีที่แล้วที่ใช้งานห่างกันถึง 5% นางกมลภัทร กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้อินเทอร์เน็ตเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมสูง นอกจาก ความรวดเร็ว และความสะดวก ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำทั่วโลกก็ส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ หันมาทำโฆษณาออนไลน์มากขึ้น เพราะราคาถูกว่าการทำโฆษณาทางทีวี ทั้งยังเลือกกลุ่มเป้าหมายได้ตรง ซึ่งนอกจากการโฆษณาสินค้าโทรคมนาคม และการท่องเที่ยวแล้ว ปัจจุบันสินค้าสำหรับผู้ใช้ทั่วไปก็หันมาโฆษณาออนไลน์มากขึ้น โดยปีนี้คาดจะมีเม็ดเงินโฆษณาออนไลน์ประมาณ 1-2% หรือประมาณ 8 หมื่นล้านบาท ของเม็ดเงินในตลาดโฆษณาทั้งหมด 1 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ผลสำรวจยังพบว่า คนไทยอายุ 25-34 ปี เป็นกลุ่มที่ใช้งานอินเทอร์เน็ตมากที่สุด ทำให้ไทยเป็นประเทศที่ใช้เวลากับ อินเทอร์เน็ตมากเป็นอันดับสองในเอเชียแปซิ ฟิก ไม่รวมญี่ปุ่น แบ่งเป็นใช้งานเบราว์อินเทอร์ เน็ต 857 นาที/สัปดาห์ อ่านอีเมล 453 นาที/ สัปดาห์ และเข้าโปรแกรมสนทนา 426 นาที/ สัปดาห์ จากการเก็บข้อมูล พบว่า ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ใช้เอ็มเอสเอ็น วินโดวส์ ไลฟ์ 142 ล้านคน เอ็มเอสเอ็น โฮมเพจ 55 ล้านคน วินโดวส์ ไลฟ์ เมสเซนเจอร์ 62 ล้านคน และ วินโดวส์ไลฟ์ ฮอตเมล์ 62 ล้านคน โดยทั่วโลก มีปริมาณการใช้งานเอ็มเอสเอ็น เมสเซนเจอร์วันละ 75 ล้านนาที ซึ่งปลายปีนี้ไมโครซอฟท์จะเปิดตัววินโดวส์ ไลฟ์ เวอร์ชั่นใหม่ และจะนำมาให้บริการบนโทรศัพท์มือถือเพื่อรองรับเทคโนโลยี 3 จี ด้วย ที่มา : http://www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Defaul t.aspx?Newsid=182021&NewsType=1&Template=1 |
|
Gmail Labs has been a really fun way to easily try out new ideas and get some of our pet feature requests implemented quickly. We wanted to take this to the next level and let you start adding your own stuff to Gmail. Today we’re launching a few Labs experiments that let you add gadgets to the left-nav, next to Chat and Labels.
To get you started, we’ve worked with the engineers from the Calendar and Docs teams on two highly requested features: a simple way to see your Google Calendar agenda and get an alert when you have a meeting, and a gadget that shows a list of your recently accessed Google Docs and lets you search across all of your documents right from within Gmail.
There’s a third Lab that allows you to add any gadget by pasting in the URL of its XML spec file (e.g. http://www.google.com/ig/modules/youtube_videos.xml). We realize this isn’t very user friendly right now; it’s a sandbox mainly aimed at developers who want to play around with gadgets in Gmail. We’re not tied to the left-nav as a primary way to extend Gmail — in fact we think it is relatively limited and doesn’t offer scalable real estate. There are also some downsides to the iframe-style Gadgets we’re using today — they can sometimes slow down the page. We’re fanatical about speed, so we’ll be keeping a close eye on performance.
This is also a chance for us to test the developer infrastructure involved. We’re using common gadget infrastructure, such as the Apache Shindig project, and working with other gadget containers to make gadgets more portable.
We’re looking forward to your comments in the Labs forum, so send us your ideas, let us know how you like the Calendar and Docs gadgets, and if you’ve written a gadget that you think works well in Gmail, post it and let us and other users try it out.
A couple of notes:
(1) Try out Anatol’s Navbar drag and drop Labs feature so you can easily re-order all the boxes on Gmail’s left hand side.
(2) Not all gadgets are fully compatible with https, so if you’re connecting to Gmail via https, you may see mixed content warnings caused by parts of the gadgets being served over http. We’re working on fixing this where we can.
Source: http://gmailblog.blogspot.com/2008/10/new-in-labs-calendar-and-docs-gadgets.html










