Archive for the 'IT' Category

มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญร่วมกับบริษัท Sun Microsystems เปิดอบรม Java Certification Training สำหรับผู้มีความรู้พื้นฐานการเขียนโปรแกรม Java มาบ้างแล้ว เพื่อสอบ Sun Certified Java Programmer (SCJP)
อบรมวันที่ 1-2 พฤศจิกายน 2008 นี้ ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (หัวหมาก) โดย อบรมเป็นภาษาไทย
ค่าอบรม 3,750 บาท (รวมค่าสอบ SCJP มูลค่า 4,815 บาทแล้ว)
สมัครได้ที่ อาคาร SCIT ชั้น 9 ห้อง SC0935 (วิทยาเขตสุวรรณภูมิ)
หรือสมัครทางโทรศัพท์ที่ 02-723-2912
ด่วน! รับจำนวนจำกัด
เปิดดูเว็บได้ที่ http://oscar.cide.au.edu/javacert

แอ ปเปิลเปิดตัวไอพ็อด (iPod) เครื่องเล่นเพลง MP3 รุ่นใหม่พร้อมภาษาไทย ขายแล้วทุกรุ่นยกเว้นไอพ็อดทัชที่จะวางขายในสัปดาห์หน้า โดยแอปเปิลบอกอย่างมั่นใจว่าไม่ช้าเกินไปที่เพิ่งพัฒนาให้ไอพ็อดรองรับภาษา ไทยในตอนนี้
มร.โทนี่ ลี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ของแอปเปิล ให้สัมภาษณ์ระหว่างการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไอพ็อดทัช ไอพ็อดนาโน ไอพ็อดคลาสสิค และไอจูนส์ 8 ในประเทศไทยว่า การดำเนินการเรื่องภาษาไทยในไอพ็อดนั้นเริ่มขึ้นมานานแล้ว แต่การส่งเรื่องและการพัฒนากินระยะเวลานาน การพัฒนาภาษาไทยในไอพ็อดจึงได้ฤกษ์เริ่มต้นในการเปิดตัวไอพ็อดครั้งนี้
“คิดว่าไม่ช้าเกินไป และยังดีกว่าไม่มีเลย” โทนี่กล่าว ซึ่งเมื่อถามว่าแอปเปิลจะกังวลหรือไม่ ว่าผู้บริโภคในเมืองไทยจะมีความรู้สึกด้านลบ และรู้สึกว่าแอปเปิลไม่สนใจพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรองรับความต้องการในตลาดไทย จุดนี้ประชาสัมพันธ์ของแอปเปิลตอบว่า “เรื่องนี้แอปเปิลประเทศไทยคุยกับสาขาแม่นานแล้ว แต่กว่าจะส่งเรื่องไปก็กินระยะเวลาและผ่านขั้นตอนค่อนข้างนาน”
โท นี่ปฏิเสธที่จะกล่าวถึงสัดส่วนตัวเลขยอดขายในประเทศไทยเช่นเคย โดยกล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องการเจรจากับโอเปอเรเตอร์เมืองไทยเพื่อนำไอโฟน (iPhone) เข้ามาจำหน่ายในประเทศอย่างเป็นทางการว่า ยังอยู่ระหว่างการต่อรองว่าจะเลือกโอเปอเรเตอร์รายใด บอกด้วยว่าไอโฟนนั้นพัฒนาต่อเนื่อง จึงต้องการเปิดตัวในประเทศไทยด้วยไอโฟนรุ่นที่ดีเยี่ยมไปเลย
งาน นี้แอปเปิลเปิดตัวราคาจำหน่ายไอพ็อดรุ่นใหม่ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยไอพ็อดชัฟเฟิล (shuffle) รุ่น 1GB ปรับราคาเหลือ 2,290 บาท รุ่น 2GB ราคา 3,190 บาท

ส่วนไอพ็อดนาโน (Nano) รุ่น 8GB และ 16 GB ราคา 6,290 บาท และ 8,290 บาทตามลำดับ
ขณะที่ไอพ็อดคลาสสิก (classic) รุ่น 120GB เคาะราคาที่ 9,990 บาท เรียกว่าจ่ายหนึ่งหมื่นบาทแอปเปิลจะทอนให้ 10 บาท
สำหรับไอพ็อดทัช (touch) รุ่น 8GB แอปเปิลตั้งราคาไว้ที่ 8,890 บาท รุ่น 16GB ราคา 11,490 บาท รุ่น 32GB 15,290 บาท
สำหรับ ชุดหูฟังที่มีพร้อมไมโครโฟนเพื่อใช้งานร่วมกับฟังก์ชันบันทึกเสียงในไอพ็อด นาโนและไอพ็อดทัชนั้น รุ่นเอียร์โฟน (Ear phone) ธรรมดาแอปเปิลจำหน่ายในราคา 1,498 บาท แต่รุ่นอินเอียร์ (In-Ear) ที่มีคุณภาพเสียงดีกว่า จะวางจำหน่ายในราคา 2,900 บาท โดยจะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนตุลาคมนี้
แอ ปเปิลเคยให้ข้อมูลว่า ได้จำหน่ายไอพ็อดทั้งสิ้น 160 ล้านเครื่องแล้วหลังการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2001 ยืนยันว่าร้านขายเพลงออนไลน์ไอจูนส์คือผู้ขายเพลงอันดับหนึ่งในสหรัฐฯ





Credit : http://www.manager.co.th/
|
การเจรจาระหว่างไมโครซอฟท์กับเว็บไซต์ยาฮู จนมาถึงวันนี้ทั้งสองยักษ์ใหญ่ ยังไม่บรรลุในข้อตกลงร่วมกัน เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา บิลล์ เกตส์ ประธานของไมโครซอฟท์ ได้ให้สัมภาษณ์นักข่าวระหว่างเยือนกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น โดยยืนยันว่า ไมโครซอฟท์ไม่ได้เสนอข้อตกลงใหม่ให้ ยาฮู นอกจากข้อเสนอที่ยื่นไปครั้งก่อน มูลค่า 47.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ บิลล์ เกตส์ ระบุว่า เป็นข้อเสนอที่มากที่สุดแล้ว จากการพูดคุยกัน ทั้งสองบริษัทจะเดินไปในแนวทางนโยบายที่เป็นอิสระ สถานการณ์ล่าสุดเมื่อวันที่ 18 พ.ค. สำนักข่าวรอยเตอร์ระบุว่า ตัวแทนของไมโครซอฟท์ได้ออกมาบอกว่า ไมโครซอฟท์ได้พิจารณาจะเพิ่มทางเลือกใหม่ให้ยาฮู โดยจะเปลี่ยนจากการซื้อกิจการเพื่อควบรวม มาเป็นความร่วมมือด้านการดำเนินงาน แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนของรายละเอียดเกี่ยวกับทางเลือก ใหม่ที่ตัวแทนไมโครซอฟท์พูดถึง ในขณะที่ยาฮูก็ยืนยันว่า จะเปิดรับทุกข้อเสนอที่เชื่อว่า จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ นักลงทุน กรรมการบริหารของยาฮูจะพิจารณาข้อเสนอ อย่างรอบคอบ โดยเน้นให้สอดคล้องกับพันธกิจของยาฮูและประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น มาถึงวันนี้นักวิเคราะห์ได้แต่คาดเดากันว่า ข้อตกลงใหม่ที่ไมโครซอฟท์เตรียมเสนอไปนั้น จะเป็นประโยชน์ต่อไมโครซอฟท์มหาศาลมาก กว่าการซื้อกิจการทั้งหมดเพื่อควบรวม และเชื่อว่าจะเกิดผลดีต่อทั้งสองฝ่าย ยาฮูก็จะยังคงเป็นยาฮู และไมโครซอฟท์ก็ไม่ต้องมาแบกรับความเสี่ยงจากการควบรวม นิวยอร์กไทม์ วิเคราะห์ว่า ยาฮูจะต้องตัดสินใจเลือกให้ดีระหว่างการร่วมมือกับไมโครซอฟท์เพื่อต่อกรกับ กูเกิล หรือจะหันไปร่วมมือกับกูเกิลเพื่อสร้างรายได้ให้มากที่สุด ขณะนี้ยาฮูและ กูเกิล อยู่ระหว่างทดลองใช้ แพลตฟอร์มโฆษณาของกูเกิล ซึ่งมีข่าวหลุดออกมาว่า การทดลองทำให้ยาฮูมองเห็นว่า แพลตฟอร์มโฆษณาของกูเกิลจะสร้างรายได้ให้ยาฮูมากกว่าแพลตฟอร์ม ที่ยาฮูใช้อยู่ในปัจจุบัน ในขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้น โดยมีคาร์ล ไอคาน นักการเงินชื่อดัง ซึ่งมีหุ้นในยาฮูประมาณ 4% ได้พยายามชักชวนผู้ถือหุ้นอิสระ ผลักดันให้เปลี่ยนทีมผู้บริหารยาฮูใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมในการเปิดเจรจากับไมโครซอฟท์อีกรอบ ไมโครซอฟท์เองก็พยายามจะซื้อหุ้นยาฮูเพิ่มอีกทางหนึ่ง แรกเริ่มนั้นไมโครซอฟท์ ได้เสนอขอ ซื้อยาฮูด้วยเงินสดและหุ้น รวมมูลค่ามหาศาล ราคาหุ้นละ 31 เหรียญสหรัฐ สูงกว่ามูลค่าในตลาด ถึงเท่าตัว โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในธุรกิจเสิร์ชเอนจิ้นและโฆษณาบน อินเทอร์เน็ต และเพื่อจะสู้กับกูเกิลแบบตัวต่อตัว การควบรวมดังกล่าวจะทำ ให้ยาฮูสามารถลดต้นทุนการดำเนินงานได้มากถึง 1 พันล้านเหรียญต่อปี จนมาถึงวันนี้ (21 พ.ค. 2551) การเจรจาระหว่างทั้งสองฝ่าย ยังไม่มีบทสรุป แต่คนช่างสังเกตก็บอกว่า ให้ดูรูปป้ายโฆษณาที่ติดตั้งไว้บริเวณไทม์สแควร์ มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ที่บอกเหมือนเป็นนัยให้รู้ว่าไมโครซอฟท์นั้นอยู่เหนือยาฮู และไมโคร ซอฟท์ก็จะใช้ความพยายามอีกครั้งเข้าไปเจรจากับยาฮู เพื่อผลักดันให้ตัวเองขึ้นเป็นผู้นำในธุรกิจเสิร์ชเอนจิ้นและโฆษณาบนโลก ออนไลน์ ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลกว่า 4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐและคาดว่า ในปี ค.ศ. 2010 ธุรกิจนี้จะเติบโตมีมูลค่าในตลาดมากถึง 8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ. |
![]() |
ปัจจุบัน เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตและสารทนเทศ (ไอที) ได้เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ทั้งด้านการค้า การศึกษา การติดต่อสื่อสาร
ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ตนั้นมีมากมหาศาล แต่ขณะเดียวกันก็มีโทษอนันต์ถ้าใช้ผิดวิธี “ข่าวสดหลาก&หลาย” รวบรวมคำถาม-ไขข้องใจปัญหาข้อกฎหมายที่พบบ่อยว่า การใช้อินเตอร์เน็ตในทางที่ผิดรูปแบบไหน ทำให้ต้องเสี่ยงคุกเสี่ยงตะราง!
การใช้ “ชื่อ” และ “นามแฝง”
โลกอินเตอร์เน็ตเปิดช่องให้ผู้ใช้สามารถตั้งชื่อปลอม นามแฝง โกหกสถานะและอายุได้อย่างง่ายดาย
ในกรณีที่ใช้ “นามแฝง” ที่ตั้งขึ้นมาเองหรือไม่เกี่ยวข้องกับผู้ใดและไม่ได้เข้าไปเขียนข้อความให้ร้ายผู้อื่นคงไม่มีปัญหา
แต่ถ้านำชื่อของบุคคลอื่นมาใช้โดยเจ้าตัวไม่ได้รับรู้ จนทำให้เกิดความเสียหายจะต้องรับผิด อาจถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้
การพนันออนไลน์
ตามกฎหมายแบ่งแยกการพนันออกเป็น 2 ประเภท โดยแยกออกเป็น “บัญชี ก.” และ “บัญชี ข.”
กลุ่มที่อยู่ในบัญชี ก. กฎหมายห้ามเล่นโดยเด็ดขาด อาทิ พวกหวย ก.ข. ไฮโล ไพ่ต่างๆ ส่วนประเภทสองที่อยู่ในบัญชี ข. เล่นได้แต่ต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติก่อน
เว็บไซต์เกี่ยวกับการพนันออนไลน์มีนับไม่ถ้วน ส่วนใหญ่จะเป็นไพ่ต่างๆ และสล็อตแมชชีน ซึ่งถือเป็นการพนันตามบัญชี ก. ผู้ฝ่าฝืนก็มีโทษจำคุกตั้งแต่ 3 เดือนถึง 3 ปี อย่างไรก็ตาม การเล่นพนันออนไลน์ในขณะนี้ติดตามจับกุมยากและไม่คุ้มกับทรัพยากรของภาครัฐ จึงยังไม่ค่อยเห็นการดำเนินคดีอย่างจริงจัง
![]() |
ความผิดของ”เว็บมาสเตอร์”
“เว็บมาสเตอร์” คือคำเรียกขานผู้ดูแลเว็บไซต์ต่างๆ ในกรณีมีนักท่องเน็ตเข้ามาเขียนกระทู้ โพสต์ข้อความ หรือโพสต์รูปที่ทำให้บุคคลอื่นเสียหาย รวมทั้งโพสต์ภาพอนาจาร หรือเขียนเนื้อหาพาดพิงสถาบัน ตัวนักท่องเน็ตคนนั้นถือว่ากำลังทำความผิดทางอาญา
ส่วนเว็บมาสเตอร์ ถ้าสืบสวนพบว่า เห็นข้อมูลที่สร้างปัญหา แต่ปล่อยปละละเลยไม่สนใจลบข้อความทิ้งหรือแก้ไขข้อความก็อาจถูกฟ้องร้องฐาน ร่วมกระทำความผิดด้วย เช่น เรียกค่าเสียหายทางแพ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าในเว็บไซต์ดังกล่าวไม่มีมาตรการป้องกันการกระทำผิด กฎหมาย โอกาสต้องรับโทษจะยิ่งสูงขึ้น
“ลิงก์-ไฮเปอร์ลิงก์” ละเมิดลิขสิทธิ์
โลกอินเตอร์เน็ตเปิดโอกาสให้แต่ละเว็บไซต์เชื่อมโยงข้อมูลถึงกันได้อย่าง สะดวกง่ายดาย ผ่านระบบที่เรียกว่า “ไฮเปอร์ลิงก์” หรือ “ลิงก์”
ปัญหาอาจเกิดขึ้นได้ ถ้าไปเอาข้อมูลจากเว็บไซต์อื่นๆ มาเผยแพร่ แม้จะทำลิงก์เชื่อมโยงที่มาเอาไว้ แต่ถ้าไม่ได้ขออนุญาตเจ้าของเว็บปลายทางโดยตรงก็อาจมีความผิดฐานละเมิด ลิขสิทธิ์ หรือทำซ้ำงานอันมีลิขสิทธิ์ของผู้อื่น
ในสหรัฐอเมริกามีข้อถกเถียงกันในประเด็นนี้อย่างแพร่หลายถ้าจะเอาเว็บไซต์ ของคนอื่นมาลิงก์เข้ากับเว็บไซต์ของเราจะต้องไปขออนุญาตหรือไม่ ในประเทศไทยปัญหานี้ยังไม่เคยเกิดขึ้น แต่อนาคตอาจเกิดขึ้นได้ ดังนั้น ก่อนจะนำเว็บของคนอื่นมาลิงก์เข้ากับเว็บของเราควรขออนุญาตให้เรียบร้อยก่อน
การดาวน์โหลดเพลง
“เพลง” ถือเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ที่ใครจะไปทำซ้ำ ดัดแปลง หรือเผยแพร่ต่อสาธารณชนโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของไม่ได้
การอัพโหลดไฟล์เพลงขึ้นไปอยู่ในโลกอินเตอร์เน็ตถือเป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เช่นกัน ยิ่งถ้าทำเพื่อการค้าโดยเก็บเงินจากคนที่ดาวน์โหลดเพลงนับเป็นความผิดคดี อาญา
สำหรับคนที่ดาวน์โหลดมาฟังเฉยๆ ถือเป็นการทำซ้ำ แต่พอมีช่องทางทางกฎหมายที่จะอ้างได้ว่าไม่เป็นการละเมิดลิขสิทธิ์ เพราะถือเป็นการทำซ้ำมาเพื่อใช้ประโยชน์เอง และการดาวน์โหลดมาฟังยังพอมีช่องทางต่อสู้คดีได้ว่าไม่ได้เป็นอุปสรรคกับ การใช้ประโยชน์จากงานอันมีลิขสิทธิ์ของเจ้าของลิขสิทธิ์ เพราะไม่ได้เอาไปขาย
การซื้อโปรแกรมลิขสิทธิ์มาก๊อบปี้แจกผู้อื่น
เนื่องจากโปรแกรมลิขสิทธิ์ หรือโปรแกรมถูกกฎหมายมีราคาแพงมาก ทำให้ธุรกิจโปรแกรมเถื่อนละเมิดลิขสิทธิ์เฟื่องฟูยิ่งกว่าดอกเห็ด
อย่างไรก็ตาม แม้เราจะซื้อโปรแกรมลิขสิทธิ์มาใช้ แต่ถ้านำโปรแกรมนั้นไปแจกให้เพื่อนฝูงก๊อบปี้ หรือทำสำเนาไปใช้ต่อ ถือว่ามีความผิดฐาน “ทำซ้ำ” ซึ่งเข้าข่ายละเมิดลิขสิทธิ์ แม้กฎหมายจะมีข้อยกเว้นให้การทำสำเนาโดยเจ้าของโปรแกรมมีลิขสิทธิ์ ทำได้โดยไม่ผิดกฎหมาย แต่ไม่ใช่การยกเว้นโดยไม่มีขอบเขต เพราะกฎหมายจำกัดจำนวนสำเนาว่าให้มีจำนวนตามสมควร เพื่อวัตถุประสงค์ในการบำรุงรักษาหรือป้องกันการสูญหาย
อีเมล์ขยะ (สแปมมิ่ง)
ใครที่ใช้ “อีเมล์” ทุกวันร้อยทั้งร้อยคงรู้สึกเบื่อหน่ายกับ “อีเมล์โฆษณาขยะ” ทั้งหลายที่ส่งมาได้ทุกวัน วันละหลายๆ ฉบับ ทั้งน่าเบื่อ น่ารำคาญ และเสียเวลาอ่าน
เจ้าของสินค้าหรือผู้ส่งอีเมล์ขยะเหล่านี้ได้ข้อมูลที่อยู่อีเมล์ของเรา ผ่านวิธีการหลากหลายรูปแบบ เช่น ฝังโปรแกรม “คุกกี้” เอาไว้ตามเว็บไซต์ที่เราเข้าไปดู จากนั้นก็ส่งคุกกี้เข้ามาคอยสอดส่องเก็บข้อมูลการใช้คอมพิวเตอร์และอีเมล์ ของเรา เพื่อส่งอีเมล์ขยะมาหา
ในสหรัฐ ปัญหาอีเมล์ขยะทำให้มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตไปร้องเรียนกับหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้เร่งออกมาตรการควบคุม และเคยเกิดคดีดังขึ้นคดีหนึ่ง หลังจากบริษัท “เอโอแอล” ไอเอสพีหรือผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ของสหรัฐ ลงมือฟ้องร้องบริษัทไซเบอร์โปรโมชั่น ฐานส่งอีเมล์โฆษณาขยะไปยังอีเมล์ของลูกค้าเอโอแอล นอกจากนั้น ยังมีอีกคดีที่ไอเอสพีฟ้องผู้ส่งอีเมล์ขยะฐานะ “บุกรุก” คอมพิวเตอร์ลูกค้า
ส่วนในไทยอาจเข้าข่ายผิดมาตรา 10 ในกฎหมายคอมพิวเตอร์ 2550 ที่ระบุว่า ผู้ใดกระทำการโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นถูกระงับ ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ข้อมูลจากเว็บไซต์ www.lawyerthai.com
สายตาทุกคู่กำลังจดจ้องกับผลการสำรวจ “ค่าตัว” ของบุคลากรในแวดวงไอทีสหรัฐอเมริกา
นิตยสาร InformationWeek จัดทำขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของทุกปี ผลการสำรวจพบว่า ค่าเหนื่อยของบุคลากรในธุรกิจไอทีนั้นลดลงประมาณ 2,000 ดอลลาร์มาอยู่ที่ 76,000 ดอลลาร์ ขณะที่ระดับผู้บริหาร อัตราผลตอบแทนลดลงมาอยู่ที่ 103,000 ดอลลาร์
ที่น่าสนใจมากกว่านั้น จากการสำรวจไปยังกลุ่มตัวอย่าง 9,600 คน นอกจากจะได้รู้เรื่องของอัตราจ้างงานแล้ว ยังได้ข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณในการอบรม และสร้างเสริมทักษะให้แก่บรรดาทรัพยากรบุคคลของแต่ละบริษัทด้วย
หลายปีที่ผ่านมา หลายบริษัทประกาศงดการขึ้นเงินเดือน จนกระทั่งเมื่อปีที่แล้ว 74% ของพนักงานระดับปฏิบัติการ และ 80% ของกลุ่มผู้บริหารรายงานว่าได้รับการเพิ่มเงินเดือน ในขณะที่เพียงแค่ 65% ของพนักงานปฏิบัติการ และ 71% ของผู้บริหารกล่าวว่า จะได้รับเงินเดือนขึ้นในปีนี้ แต่อัตราการขยับขึ้นนั้นน้อยนิด บรรดาพนักงานระดับปฏิบัติการได้รับเงินเดือนขึ้นเฉลี่ยประมาณ 2.9% ขณะที่ปีที่ผ่านมาอัตราการขึ้นเงินเดือนอยู่ที่ 3.3% และผู้บริหารได้รับการปรับขึ้นในอัตรา 3.7% ในขณะที่ปีที่แล้วพวกเขาได้รับการขึ้นเงินเดือน 4.2%
นับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2007 บรรดานายจ้างเริ่มรัดเข็มขัดในนโยบายการปรับเงินเดือน อัตราจ้าง
เดวิด แวน เดอ วอร์ธ จากบริษัทวิจัยและพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ มอร์เซอร์ กล่าวว่านอกจากการขึ้นเงินเดือนจะน้อยลงแล้ว งบประมาณด้านการจัดการบริหาร และฝึกอบรมพนักงาน เพื่อมองหาพนักงานใหม่ และดึงตัวพนักงานคนเดิมให้อยู่กับบริษัทเองก็เริ่มน้อยลงด้วยเช่นกัน
“ธุรกิจในอุตสาหกรรมไอทีเองก็เริ่มได้รับผลกระทบเหมือนกับธุรกิจอื่นๆ แล้ว” เขากล่าว
บิล โอ เรียลรี ได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นในอัตราที่ดีกว่าค่าเฉลี่ยเล็กน้อย เป็นเวลากว่า 2 ปีแล้ว และเขาก็ตัดสินใจเปลี่ยนงาน โดยหลังจากที่ทำงานเป็นผู้จัดการในสถาบันวิจัยในซีแอตเติลถึง 6 ปี โดยจะต้องทำงานเกี่ยวกับการวิจัยผู้ป่วยโรคมะเร็ง โอ เรียลรี ได้ค่าจ้างเพิ่มขึ้นถึง 10% เมื่อปีที่แล้ว
แต่เขาบอกว่า เมื่อเขาได้รับข้อเสนอที่ดีกว่าจากบริษัทไฮเทคแห่งหนึ่ง ที่แม้จะเสนอเงินเดือนเท่าเดิม แต่ด้วยการแบ่งหุ้นของบริษัท และการมี “อุปกรณ์ไฮเทคใหม่ๆ เอาไว้เล่น” ทำให้เขาไม่ลังเลที่จะเปลี่ยนงาน
ในปีนี้บริษัทแห่งใหม่ของเขา ขึ้นเงินเดือนให้ 3.5-4% แต่ด้วยอัตราผลตอบแทนแบบแบ่งส่วนกำไรทุกไตรมาส และผลตอบแทนอื่นๆ นอกจากเงินเดือน ทำให้เขามีรายได้เพิ่มขึ้นในส่วนนี้มากถึง 3,500-4,000 ดอลลาร์ต่อปี
ในส่วนของเงินโบนัสในปีนี้มีรายงานว่าลดลงประมาณ 1,000-3,000 ดอลลาร์ ในกลุ่มพนักงานระดับปฏิบัติการ และประมาณ 7,000 ดอลลาร์ในกลุ่มผู้บริหาร โบนัสคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 4% ของอัตราตอบแทนของระดับพนักงาน และ 7% ของผู้บริหาร ซึ่งถือว่าเป็นค่าที่อยู่ในระดับกลางๆ หากไม่นับวิกฤติโลกไอทีในปี 2001 ซึ่งในช่วงนั้นฟองสบู่ได้ดันให้โบนัสพุ่งทะยานขึ้นถึง 16%
กล่าวกันว่า ครึ่งหนึ่งของพนักงาน และสองในสามของผู้บริหารถึงกับยิ้มแก้มปริเพราะได้รับเงินโบนัส 63% ของพนักงาน และ 71% ของผู้บริหารได้รับเงินโบนัสโดยอิงจากผลการทำงาน และ 42% กับ 47% ได้รับโบนัสโดยอิงจากการแบ่งส่วนกำไร และอีก 15% กับ 21% ได้รับโบนัสจากจำนวนความคืบหน้าของโปรเจคที่อยู่บนมือ
เมอร์เซอร์ กล่าวว่า การธุรกิจที่ให้บริการเกี่ยวกับรักษาความลับของข้อมูลก็ไม่ได้ร้อนแรงมากเท่าช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าคนที่ทำงานในธุรกิจนี้จะได้รับค่าตอบแทนค่อนข้างสูง โดยในช่วงหลังเหตุการณ์ 11 กันยายน 2001 นั้น หลังจากที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายแทรกซึมไปทั่วโลก ได้มีการวางมาตรการรักษาความปลอดภัยด้านระบบข้อมูลอย่างเข้มงวด และมีการฝึกอบรมพนักงาน รวมทั้งผลิตโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อรักษาความลับของบริษัท แต่เมื่อเวลาผ่านไป โปรแกรมและระบบทางเลือกซึ่งใช้งบประมาณไม่สูงเท่าก็เริ่มเข้ามาเป็นทางออกให้กับบริษัทที่ “งบไม่ถึง”
อย่างไรก็ตาม ระบบการรักษาความปลอดภัยในข้อมูลที่เป็นความลับของราชการยัง “มาแรง” และยังมีงบประมาณสำหรับการลงทุนด้านนี้เสมอ โดยรายงานระบุว่า อัตราผลตอบแทนของผู้จัดการฝ่ายรักษาความปลอดภัยของข้อมูลนั้นเพิ่มขึ้นในระดับปานกลาง อยู่ที่ประมาณ 118,000 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นจากอัตราเดิมที่ 109,000 ดอลลาร์ ขณะที่พนักงานในส่วนนี้ได้รับค่าจ้างที่ติดอันดับค่าจ้างสูง 5 อันดับแรกของวงการ โดยอยู่ที่ 86,000 ดอลลาร์
แม้การขึ้นเงินเดือนจะไม่ใช่ประเด็นหลักของปีนี้ แต่ดูเหมือนว่า ความต้องการงาน “ตำแหน่งใหม่ๆ” ในวงการนี้เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้น อย่างเช่น ตำแหน่งที่มีชื่อสวยๆ “สถาปนิกไอที” ซึ่งเป็นตำแหน่งที่มาแรงและมีความต้องการในตลาดสูงมาก
“สถาปนิกเป็นมากกว่าคนพัฒนาระบบ พวกเขาต้องออกแบบมันให้ได้ด้วย” แต่ดูเหมือนว่าข้อมูลดังกล่าวอาจไม่สอดรับกับอัตราการขึ้นเงินเดือนของสถาปนิกด้านไอทีที่ดูแลด้านระบบ และสถาปนิกทั่วไปได้ เพราะในส่วนของทั้งสองงานนี้ อัตราการขึ้นเงินเดือนลดลงแม้ว่าจะเป็นตำแหน่งที่มีความต้องการในตลาดสูง โดยอัตราเฉลี่ยของค่าตอบแทนในตำแหน่งสถาปนิกไอทีนั้นอยู่ที่ประมาณ 105,000-100,000 ดอลลาร์
สำหรับค่าตอบแทนของกลุ่มโปรแกรมเมอร์นั้นดูเหมือนว่าจะออกมาไม่เลวนัก แม้ว่าอุตสาหกรรมนี้จะต้องเผชิญกับภาวะการลดต้นทุน และการแข่งขันค่อนข้างสูงจากต่างประเทศ แต่อัตราผลตอบแทนของบุคลากรในกลุ่มนี้กลับออกมาอยู่ในระดับปานกลางไม่ได้ลดลง อยู่ที่ประมาณ 66,000 ดอลลาร์ ลดลงเล็กน้อยในกลุ่มนักวิเคราะห์ และลดลงถึง 5,000 ดอลลาร์ในกลุ่มของนักออกแบบระบบโปรแกรม
สตีเวน นีล นักพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับเวบไซต์ที่ทำงานในบริษัทผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในตำแหน่งวิศวกรมากว่า 15 ปี โดยเริ่มจากตำแหน่งงานเล็กที่สุด เขามองว่าเขารู้สึกว่างานนี้ทำให้ชีวิตเขามั่นคง แต่หลังจากอ่านรายงานวิจัยของเมอร์เซอร์แล้ว เขาก็รู้สึกระมัดระวังตัวมากขึ้น เพราะในช่วงที่ผ่านมาเขาก็ถูกแช่แข็งในตำแหน่งเดิมมาระยะหนึ่งแล้ว และในปีนี้เขาคาดว่าจะได้รับการขึ้นเงินเดือนประมาณ 3% เท่านั้น ไม่ใช่ 5% เหมือนปีที่ผ่านๆ มา
ขณะที่พนักงานระดับปฏิบัติการฝ่ายชายได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ย 75,000 ดอลลาร์ มีรายงานว่าพนักงานระดับเดียวกันแต่เป็นผู้หญิงนั้นมีอัตราเฉลี่ยของเงินเดือนอยู่ที่ 68,000 ดอลลาร์เท่านั้น คิดเป็นช่องว่างถึงประมาณ 8%
ขณะที่ระดับบริหาร ผู้ชายจะมีรายได้ประมาณ 98,000 ดอลลาร์มากกว่าผู้หญิง 88,000 ดอลลาร์อยู่ 10% ถือเป็นช่องห่างที่เพิ่มมากขึ้นเล็กน้อยกว่าปีที่ผ่านมา ส่วนอัตราตอบแทนประจำปีนั้นไม่ได้มีการแบ่งแยกความแตกต่างระหว่างเพศ
พนักงานฝ่ายช่วยเหลือในธุรกิจไอที ดูเหมือนว่าจะยังคงเป็นกลุ่มที่มีค่าตอบแทนต่ำที่สุดอยู่เช่นเดิม โดยอยู่ที่ประมาณ 51,000 ดอลลาร์ ส่วนระดับผู้จัดการจะมีรายได้ที่ 72,000 ดอลลาร์ เพราะถือว่าตำแหน่งนี้ถือเป็นตำแหน่งเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่การทำงานในแวดวงไอที ก่อนที่จะไต่เต้าขึ้นไปเติบโตในตำแหน่งอื่น ๆ ต่อไป

ปัญหาที่เกิดในทางปฏิบัติเมื่อใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกันการชำระหนี้ โดยการทำสัญญาโอนสิทธิแบบมีเงื่อนไขหรือสัญญาไม่มีชื่อ รวมทั้งข้อที่ควรพิจารณาในกรณีที่คู่สัญญาตกลงที่จะทำสัญญาดังกล่าว
การประกันการชำระหนี้ตามกฎหมายไทยนั้น สามารถแบ่งแยกออกได้เป็น 2 ประเภทคือ 1) การประกันการชำระหนี้โดยตัวบุคคล ที่เรียกว่า การค้ำประกัน ซึ่งในทางกฎหมายเรียกว่า “บุคคลสิทธิ” หมายถึง เจ้าหนี้มีสิทธิเหนือบุคคลผู้เป็นผู้ค้ำประกันที่จะให้ชำระหนี้ตามสัญญาค้ำ ประกันเมื่อลูกหนี้ผิดนัดผิดสัญญา เช่น นาย ก. ค้ำประกันนาย ข. ในเรื่องของความเสียหายที่อาจเกิดจากการจ้างงาน หากนาย ข. ก่อให้เกิดความเสียหาย บริษัทก็เรียกให้นาย ก. รับผิดตามสัญญาค้ำประกันได้ เป็นต้น
2) การประกันการชำระหนี้โดยใช้ทรัพย์สินเป็นหลักประกัน ซึ่งตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มีอยู่ 2 ประเภท คือ การจำนำด้วยสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต้องมีการส่งมอบตัวทรัพย์ที่จำนำให้แก่ผู้รับจำนำ และการจำนองอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องมีการจดทะเบียนการจำนอง ผลของการที่เจ้าหนี้รับเอาการประกันการชำระหนี้ด้วยทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นการ จำนำหรือจำนอง อันเป็นวิธีที่กฎหมายกำหนด ทำให้เจ้าหนี้มีบุริมสิทธิตามกฎหมาย คือ สิทธิที่จะบังคับชำระหนี้เอาจากตัวทรัพย์สินที่นำมาใช้เป็นหลักประกันก่อน เจ้าหนี้รายอื่นๆ ในกรณีลูกหนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้
จากลักษณะดังกล่าว ปัญหาที่เกิดจากการปรับใช้หลักกฎหมายเรื่องการจำนำ จำนอง คือ ทรัพย์สินทางปัญญานั้น เป็นทรัพย์ที่ไม่มีรูปร่างและไม่สามารถจับต้องได้ จึงมีปัญหาว่าจะปรับใช้ด้วยวิธีการจำนำหรือจำนอง
ในทางปฏิบัตินั้น คู่สัญญาอาจนำเอาทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นหลักประกันการชำระหนี้ด้วยการทำ สัญญาโอนสิทธิแบบมีเงื่อนไขหรือสัญญาไม่มีชื่ออื่นๆ รูปแบบที่อาจทำกัน คือ คู่สัญญาจะมีข้อตกลงที่จะใช้ทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นหลักประกันการชำระหนี้ ซึ่งอาจเป็นสัญญาอุปกรณ์ต่างหากหรือเป็นข้อกำหนดหนึ่งในสัญญาหลักที่คู่ สัญญามีต่อกัน
เช่น ก.เป็นเจ้าของเครื่องหมายการค้าเครื่องหมายหนึ่ง กู้ยืมเงินจากธนาคารในวงเงิน 10 ล้านบาท สัญญากู้ฉบับดังกล่าวอาจระบุให้ ก. ต้องโอนเครื่องหมายการค้าของตนให้แก่ธนาคารเพื่อเป็นหลักประกันการชำระหนี้ โดยมีเงื่อนไขว่าหาก ก. ชำระหนี้ตามสัญญากู้ครบถ้วน ธนาคารก็จะโอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวกลับคืนมาให้ ก. เช่นเดิม หรืออีกลักษณะหนึ่ง คือ ก. ตกลงว่าหาก ก. ผิดนัดชำระหนี้ ก็ตกลงที่จะโอนเครื่องหมายการค้าดังกล่าวให้แก่ธนาคาร
ทั้งนี้ ในการร่างสัญญาประเภทดังกล่าวนั้น ข้อสำคัญที่ต้องพิจารณา คือ
1.1 ต้องระบุให้ชัดเจนถึงรายละเอียดของทรัพย์สินทางปัญญาประเภทใดที่จะใช้เป็นหลักประกันการชำระหนี้ (Identify Assets)
1.2 เจ้าหนี้ต้องตรวจสอบเพื่อยืนยันกรรมสิทธิ์และสถานะของทรัพย์สินทางปัญญา (Confirm Record Title and the Status of Recorded Rights)
1.3 เจ้าหนี้ต้องตรวจสอบรายละเอียดของทรัพย์สินทางปัญญาที่จะใช้เป็นหลักประกัน จากบันทึกทางทะเบียนของทรัพย์สินทางปัญญากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา (Review of the Files)
1.4 เจ้าหนี้ต้องขอข้อมูลเกี่ยวกับรายชื่อและกำหนดระยะเวลาต่ออายุของทรัพย์สินทางปัญญาจากลูกหนี้ (Obtain Lists of Renewal date)
1.5 ต้องตรวจสอบและยืนยันความสมบูรณ์และการมีผลบังคับใช้ของทรัพย์สินทางปัญญาที่จดทะเบียน (Verify Validity and Enceability)
1.6 เจ้าหนี้ต้องตรวจสอบว่าทรัพย์สินทางปัญญานั้น มีการอนุญาตให้ใช้สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาหรือไม่ (License Agreement)
1.7 เจ้าหนี้ต้องตรวจสอบคดีความที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาที่ใช้เป็นหลักประกันว่ามีหรือไม่ (Pending Litigation)
1.8 เจ้าหนี้ต้องตรวจสอบภาระติดพันเกี่ยวกับทรัพย์สินทางปัญญาทั้งหมดที่อาจมี ผลกระทบต่อการใช้เป็นหลักประกัน (All Encumbrance Affecting an Interest in the Intellectual Property Assets)
ปัญหาที่เกิดขึ้นในการทำสัญญาดังกล่าว หากใช้วิธีโอนกรรมสิทธิ์ให้กับเจ้าหนี้ก่อน คือ ปัญหาในเรื่องของภาษีอากร ซึ่งถือว่าการโอนทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าว ก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 ของประมวลรัษฎากร ที่ต้องนำมาคำนวณในการเสียภาษีเงินได้ ในขณะที่หากเปลี่ยนแปลงเงื่อนไข การโอนให้เป็นอีกลักษณะหนึ่ง โดยตกลงว่าลูกหนี้ต้องโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาให้เจ้าหนี้ หากผิดนัดชำระหนี้ข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ทำให้เจ้าหนี้รายนี้มีบุริมสิทธิ เหนือเจ้าหนี้รายอื่น หากลูกหนี้ต้องตกเป็นบุคคลล้มละลาย ทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าว ก็ย่อมถือเป็นส่วนหนึ่งของกองทรัพย์สินของลูกหนี้ที่เจ้าหนี้ทุกรายย่อมมี สิทธิที่จะขอเฉลี่ยทรัพย์ได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นปัญหามูลค่าของหลักประกันที่คู่สัญญาต้องกำหนดมูลค่าของหลัก ประกัน ซึ่งอาจประสบปัญหาในการหาวิธีที่เหมาะสมในการคำนวณมูลค่าที่แท้จริง
ดังกล่าวนี้ การที่เจ้าหนี้จะยอมรับทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นหลักประกันการชำระหนี้นั้น ก็พึงต้องระวังประเด็นทางกฎหมายดังกล่าว เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ของตนต้องเสื่อมถอยไป และการที่รัฐจะส่งเสริมให้มีการนำเอาทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นหลักประกัน การชำระหนี้นั้น นอกเหนือจากการพิจารณาถึงตัวบทกฎหมายทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ก็ควรต้องพิจารณาถึงขั้นตอนและปัญหาในทางปฏิบัติโดยละเอียด เพื่อให้การนำทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นหลักประกันการชำระหนี้ เกิดประโยชน์สูงสุดสมตามเจตนารมณ์ทุกฝ่าย
| โครงการมหาวิทยาลัย ไซเบอร์ไทยเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนทางไกลผ่านระบบเครือข่าย อิเล็คทรอนิกส์ (TCU-LMS) ตั้งแต่บัดนี้จนถึงเดือนกันยายน 2551 ฟรีทุกหลักสูตร |
|
โครงการอบรมออนไลน์เพื่อรับประกาศนียบัตร » เปิดลงทะเบียนแล้ว : เรียนฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย 1. หลักสูตร ”การสร้างเว็บเทคโนโลยีโดยใช้โปรแกรม Word” สอนการสร้างเว็บเพจพื้นฐาน โดยผู้เรียนนำความรู้การใช้งาน Word เบื้องต้น มาทำการสร้างเว็บโดยไม่ต้องเขียน code ใดๆ 2. หลักสูตร “การผลิตหนังสืออิเล็คทรอนิคสจากเว็บ” New เหมาะ สำหรับ ผู้ที่สร้างเว็บพื้นฐานเป็นแล้ว มาศึกษาเพิ่มเติมเพื่อผลิตงานหนังสืออิเล็คทรอนิคส์ ผลลัพธ์ที่ได้เป็นไฟล์นามสกุล .exe ซึ่งสามารถนำเสนอชิ้นงานได้บน Windows Platform ทั้งหมด 3. หลักสูตร “รอบรู้ เท่าทัน เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ และ อินเทอร์เน็ต” ศึกษา และ เรียนรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เบื้องต้น เพื่อนำความรู้ที่ได้รับไปสนับสนุนการทำงาน การเรียน ฯลฯ 4. หลักสูตร “การสร้างสื่อการสอนอิเล็กทรอนิกส์” ศึกษาวิธีการสร้างบทเรียนในรูปแบบเว็บได้อย่างรวดเร็ว เหมาะสำหรับครู นักการศึกษา นักวิชาการ เพื่อช่วยในการพัฒนาบทเรียน ข้อมูลเพิ่มเติม |
เหลือ เวลาเพียงไม่กี่เดือน ความคึกคักของตลาดแรงงานก็จะเริ่มขึ้นอีกครั้ง เมื่อมีบัณฑิตใหม่ไฟแรงก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัยมาเคาะประตูองค์กรที่พวก เขาใฝ่ฝันจะร่วมงาน หากคงไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าเป้าหมายของเขาคือบริษัทใหญ่ชั้นนำ อันเป็นที่รู้กันว่าโดยมากแล้วบริษัทเหล่านี้ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจไอทีมักจะรับบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและมี ประสบการณ์อย่างน้อยๆ 2-3 ปี
ความเชื่อดังกล่าวอาจทำให้หลายคนมองว่าทางเดินของบัณฑิตใหม่ค่อน ข้างจะตีบตันและไร้ทางเลือก แต่นั่นก็เป็นเพียงความเชื่อที่มีส่วนผสมของความจริงและการคาดเดาคละกันไป ซึ่งไม่มีใครจะให้คำตอบได้ดีไปกว่าผู้บริหารในแวดวงไอทีที่เป็นผู้มองหา บุคลากรมาเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจ
นายสุพจน์ ศรีนุตพงษ์ ผู้จัดการฝ่ายการศึกษา บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทซอฟต์แวร์ข้ามชาติรายใหญ่ องค์กรในฝันของเหล่านิสิตนักศึกษาอันดับต้นๆ ตามการสำรวจของนิตยสาร e-commerce บอกว่า แม้ว่าโดยปกติแล้วมักจะรับแต่ผู้มีประสบการณ์เข้ามาร่วมงาน แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาก็ได้มีการจัดโครงการ Executive trainees ที่เปิดโอกาสให้นักศึกษาจบใหม่ได้ทดลองทำงานกับไมโครซอฟท์เป็นระยะเวลา 1 ปี โดยจะรับสมัครในช่วง ปลาย พ.ย. ถึงต้น ธ.ค. ตามงานจ๊อบแฟร์ของมหาวิทยาลัย เมื่อปีที่ผ่านมาได้ไปออกบูธที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีนักศึกษาทั้งจากจุฬาฯ เกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยอื่นๆ รวมถึงคนที่สมัครผ่านไปรษณีย์ก็เป็นจำนวนนับร้อย แต่ไมโครซอฟท์รับได้เพียงปีละประมาณ 10 กว่าคนเท่านั้น
“การรับสมัครจะรับทุกสายงานที่มี และน้องๆ จะได้ทำงานจริง มีการอบรมให้ความรู้เบื้องต้นก่อน และจะมีพี่เลี้ยงคอยดูแลเมื่อแยกแผนก ในการทำงานก็ไม่ใช่แค่ซีร็อกซ์หรือซื้อกาแฟแต่จะมีการทำชิ้นงาน ได้ตัดสินใจด้วยตัวเองจริงๆ เมื่อครบ 1 ปี ทุกคนก็จะมีประสบการณ์ในการทำงานมากพอ และก้าวสู่ตลาดแรงงานที่แท้จริง ส่วนใครที่หน่วยก้านดี และไมโครซอฟท์มีตำแหน่งงานว่างก็อาจได้ร่วมงานเลย เพราะปกติแล้วไมโครซอฟท์มักจะรับแต่ผู้มีประสบการณ์ 3-5 ปีขึ้นไปทั้งนั้น จึงถือเป็นโอกาสที่ดีมากสำหรับเด็กจบใหม่” ผู้จัดการฝ่ายการศึกษา บริษัท ไมโครซอฟท์ เล่าถึงสิ่งที่บัณฑิตจบใหม่จะได้รับจากไมโครซอฟท์ในระยะเวลา 1 ปี
ผู้บริหารของไมโครซอฟท์ บอกด้วยว่า การคัดสรรคนเข้าร่วมงาน ของไมโครซอฟท์นั้นไม่ได้พิจารณาจากเกรด และไม่ได้จำกัดสาขาวิชา แต่จะเน้นไปที่เรื่องของภาษาอังกฤษในระดับที่สื่อสารได้ และมีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน มีความคล่องแคล่ว เรียนรู้ได้เร็ว และปรับตัวได้ดี เพราะการทำงานในองค์กรขนาดใหญ่และเป็นระดับสากล สภาพแวดล้อมค่อนข้างจะกดดันพอสมควร ส่วนจุดอ่อนของนักศึกษาจบใหม่ส่วนใหญ่ที่พบก็คือเขาจะยังไม่ค่อยเข้าใจ สังคมการทำงานมากนัก ยังมีความสนุกแบบเด็กมหาวิทยาลัยอยู่ ในขณะที่ชีวิตการทำงานต้องเป็นอีกอย่างหนึ่ง แต่จากการที่รับน้องๆ มาร่วมงานตามโครงการเมื่อปีที่แล้ว จนถึงตอนนี้พบว่าหลายคนมีความสามารถและจัดว่ามีหน่วยก้านดีถึงครึ่งต่อ ครึ่งทีเดียว
อีกหนึ่งองค์กรไอทีที่ติด 1 ใน 5 บริษัทในฝันของนิสิตนักศึกษาจากการสำรวจของนิตยาสาร e-commerce อย่าง ทรู ยักษ์ใหญ่วงการสื่อสาร นายไพบูลย์ ต.ศิริวานิช ผู้อำนวยการและผู้จัดการทั่วไป ด้านกลุ่มลูกค้าบุคคล บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น แลกเปลี่ยนมุมมองให้ฟังว่า สาเหตุที่ทำให้ทรูเป็นหนึ่งในบริษัทไอทีที่บัณฑิตจบใหม่ใฝ่ฝันจะเข้ามาร่วม งานด้วยนั้น คิดว่าน่าจะเป็นผลมาจาก 2 ปัจจัย คือ เรื่องของแบรนด์ที่เปลี่ยนจาก บริษัท เทเลคอมเอเชีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มาเป็นทรู ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นไลฟ์สไตล์ ความสดใสได้อย่างชัดเจน ตรงกับกลุ่มของนักศึกษา และส่วนที่สองคือในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีนวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นโฮมโซลูชั่น มิวสิค ทรูไลฟ์ ฯลฯ
สำหรับเส้นทางของบัณฑิตจบใหม่ที่จะก้าวมาทำงานกับทรูนั้น ผู้อำนวยการและผู้จัดการทั่วไป ด้านกลุ่มลูกค้าบุคคล บมจ.ทรู เปิดเผยว่า ทรูเปิด โอกาสให้เด็กรุ่นใหม่อยู่เสมอ และเปิดรับทุกสถาบัน ไม่จำเป็นต้องจบจากมหาวิทยาลัยชื่อดังเท่านั้น แต่ขอให้มีความกระตือรือร้น มุ่งมั่น ซื่อสัตย์ มีความจริงใจ เชื่อมั่นว่าตนมีความสามารถที่จะทำได้ ให้เกียรติคนอื่น แคร์คนอื่น รวมถึงมีความคิดใหม่ๆ เหล่านี้เป็นคุณสมบัติของบุคลากรที่ทรูต้องการให้มาร่วมงาน แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เมื่อเข้ามาทำงานวัฒนธรรมของทรูก็จะค่อยๆ หล่อหลอมอยู่แล้ว ที่สำคัญ ขณะนี้ทรูยังมีโครงการที่จะขยายงานในอีกหลายส่วน ทั้งด้านอินเทอร์เน็ตและโมบายล์ รวมถึงเทคโนโลยี VoIP วิทยุโทรทัศน์ ดังนั้น จึงยังต้องการบุคลากรอีกมากในทุกสายงาน
อุตสาหกรรมพัฒนาเกม เป็นอีกหนึ่งสาขาของธุรกิจไอทีที่อยู่ในความสนใจของนิสิตนักศึกษาจำนวนไม่น้อย นายชนินทร์ วานิชวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไซเบอร์แพลนเน็ต อินเตอร์แอคทีฟ จำกัด บริษัท ผู้พัฒนาเกมของไทย มองตลาดแรงงานในส่วนนี้สำหรับบัณฑิตจบใหม่ว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมเกมในอนาคตยังมีที่ว่างอยู่มากสำหรับนักพัฒนาเกม ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมเมอร์หรือเกมดีไซเนอร์ แม้ว่า ณ ปัจจุบันยังมีบริษัทที่รองรับแรงงานในด้านนี้ไม่มากเท่าที่ควร เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่เพิ่งเริ่มต้น อย่างไรก็ตามตลาดยังขาด แรงงานด้านนี้อยู่มาก และยังต้องการโปรแกรมเมอร์ที่มีใจรักการเล่นเกม มีพื้นฐานการเขียนโปรแกรมโดยเฉพาะ C++ รวมถึงเกมดีไซเนอร์ที่มีจินตนการ ชอบคิดชอบฝัน มีไอเดียใหม่ๆ เพราะต่อไปในส่วนของแอนนิเมชั่น 2D และ 3D จะมีการเติบโตอีกมาก
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด ไซเบอร์แพลนเน็ต กล่าวถึงในส่วนของการเปิดรับบัณฑิตใหม่เข้าร่วม
งานกับบริษัทว่า ไซเบอร์แพลนเน็ต ไม่ได้ปิดกั้นว่าจะต้องรับเฉพาะผู้มีประสบการณ์หรือไม่อย่างไร แต่ขึ้นอยู่กับความสนใจและความมุ่งมั่นของผู้ที่จะเข้ามาร่วมงาน โดยขณะนี้เปิดรับทั้งในส่วนของฟรีแลนซ์และงานประจำ แต่จะมุ่งเน้นไปที่งานฟรีแลนซ์มากกว่า ซึ่งถ้าใครมีผลงานก็อาจทดลองส่งมาให้พิจารณาได้
ใน มุมของธุรกิจไอทีที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคโดยเฉพาะอย่าง เอ็นฟอร์ซ บริษัทซิเคียวริตี้ของคนไทย ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามทั้งในไทยและเวียดนาม นายนักรบ เนียมธรรม ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นฟอร์ซ ซีเคียวริตี้ ซิสเต็มส์ เอพี จำกัด บอก ว่า การเข้ามาร่วมงานกับเอ็นฟอร์ซไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์มากมาย เพราะบริษัทมีนโยบายให้โอกาสกับเด็กอยู่แล้ว พร้อมกันนี้ได้มีโครงการ join nForce ที่เดินสายไปตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อพบปะพูดคุยกับนิสิตนักศึกษาถึงอนาคตการทำงาน และการร่วมงานกับเอ็นฟอร์ซ หากใครต้องการร่วมงานและมั่นใจว่าตนเก่งจริงก็สามารถเดินเข้ามาคุยกันได้เลย โดยคุณสมบัติหลักๆ ที่จะพิจารณาก็คือ ความสามารถในสายงานที่นักศึกษาอยากจะเป็น เช่นถ้าต้องการทำงานด้านซิเคียวริตี้ก็ต้องมีความรู้พื้นฐานในด้านนี้บ้าง ไม่จำเป็นต้องได้เกียรตินิยมขอเพียงให้เก่งในสายที่จะก้าวไปก็พอ ทั้งนี้ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องเก่งมากมายอะไร เพราะเอ็นฟอร์ซรู้ดีว่าเด็กจบใหม่ควรมีพื้นฐานในระดับใด และจากปีที่ผ่านได้รับบัณฑิตใหม่เข้าร่วมงาน 2 คน ก็พบว่าทั้งคู่เป็นบุคลากรที่มีความสามารถในระดับที่น่าภูมิใจเลยทีเดียว
ผู้บริหารเอ็นฟอร์ซ กล่าวต่อว่า นอกเหนือจากความสามารถก็คือเรื่องของทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน เพราะเป็นสิ่งสำคัญที่เปลี่ยนแปลงกันได้ยาก รวมไปถึงเรื่องของวุฒิภาวะทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ ตลอดจนการสื่อสารกับผู้อื่น คือต้องสนทนาและอธิบายสิ่งต่างๆ ให้คนอื่นเข้าใจได้ เนื่องจากลักษณะงานของเอ็นฟอร์ซคือการพบปะผู้คน ต้องทำงานกับคนจำนวนมาก ทั้งนี้ยอมรับว่าในปัจจุบันเด็กสมัยใหม่มีความสามารถมาก บางคนจบใสก็สามารถใช้งานได้เลย แต่สิ่งที่ต้องเสริมก็คือเรื่องของการทำงานเป็นทีมซึ่งต้องอาศัยเวลาพอสมควร
“ในช่วง 4-5 เดือนนับจากนี้ นิสิตนักศึกษาจะต้องรู้แล้วว่าเมื่อจบไปคุณจะทำอะไร ถ้าจะเรียนต่อก็ควรอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ แต่ถ้าจะทำงานก็ต้องค้นหาตัวเองแล้วว่าคุณอยากทำงานด้านไหนแล้วมุ่งมั่นไป ให้ตรงสายงานนั้น เพราะงานในด้านเอ็นจิเนียร์เป็นงานที่สั่งสมประสบการณ์เฉพาะทาง ไม่สามารถเปลี่ยนงานไปมาได้ง่ายเหมือนสายงานอื่น” ผู้บริหารบริษัทไอทีด้านซิเคียวริตี้ที่เติบโตอย่างรวดเร็วฝากทิ้งท้ายถึง ว่าที่บัณฑิต
คำตอบของผู้บริหารบริษัทไอทีชั้นนำคงจะชี้ให้เห็นแล้วว่าเส้นทาง การทำงานบนธุรกิจไอทีสำหรับบัณฑิตจบใหม่นั้นไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม อีกต่อไป ไม่ต้องพ่วงเกียตินิยม ไม่ต้องพกประสบการณ์มามากมาย ขอเพียงแต่มีความมุ่งมั่น ตั้งใจ และพร้อมที่จะพัฒนาตนเองในสายงานที่ต้องการจะเติบโต เท่านี้ก็ดูจะเพียงพอแล้วสำหรับการเริ่มต้นชีวิตการทำงานที่สดใสนอกรั้ว มหาวิทยาลัย…
Source : http://www.thairath.com/news.php?section=technology03a&content=24825

จนกระทั่งวันนี้ทาง VISA International Inc. (http://www.visa.com) บริษัทผู้ออกบัตรเครดิตในนาม “วีซ่า” ได้ประกาศความร่วมมืออย่างเป็นทางการเกี่ยวกับบริการ Verified by VISA กับธนาคารต่างๆ ทั่วโลกมากกว่า 50 ธนาคาร โดยเมื่อเดือนมีนาคม 2546 (http://www.visa-asia.com/newsroom/thailand_250303.shtml) ที่ผ่านมาทางวีซ่าได้ประกาศความร่วมมือกับธนาคารในบ้านเราถึงสี่ธนาคารพร้อมกันคือ
- ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (http://www.bangkokbank.com)
- ธนาคารยูโอบี จำกัด (มหาชน) (http://www.uob.co.th)
- ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) (http://www.ktb.co.th)
- ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) (http://www.scb.co.th)
ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าที่ถือบัตรเครดิตวีซ่าที่ออกโดยธนาคารดังกล่าว สามารถใช้บัตรเครดิตเลือกซื้อสินค้าหรือบริการบนเน็ตได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ส่วนรายละเอียดมีอะไรบ้างนั้น ติดตามได้เลยครับ
แนะนำเบื้องต้น
วีซ่าเปิดเผยข้อมูลเมื่อต้นปีว่ามูลค่าการซื้อขายสินค้าและบริการบนเน็ตในปี 2002 ที่ผ่านมาเฉพาะในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก มีการเติบโตมากกว่า 80% เมื่อเทียบกับข้อมูลในปี 2001 (เฉพาะในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตในปี 2002 สูงกว่าปี 2001 ถึง 60%) และคาดว่าการเติบโตในลักษณะดังกล่าวจะเติบโตอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยปีละ 50% ติดต่อกัน 3 ปี จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าคนในภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกนั้นมีความตื่นตัวต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อยู่เสมอ เช่น อินเทอร์เน็ต และมีความกล้าที่จะใช้บัตรเครดิตในการซื้อสินค้าหรือบริการบนเน็ตมากกว่าคนในทวีปอื่นๆ เช่น อเมริกา แต่สิ่งที่ยังคงเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้มีการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม อย่างเช่น ในฝั่งผู้ถือบัตรเครดิตส่วนใหญ่จะเกิดความรู้สึกไม่มั่นใจ ซึ่งเกิดขึ้นได้ในหลายๆ ประเด็น เช่น
- ร้านค้าออนไลน์นั้นน่าเชื่อถือหรือเปล่า
- ร้านค้าจะแอบนำข้อมูลบัตรเครดิตไปใช้หรือเปล่า
- จะมีใครแอบขโมยข้อมูลต่างๆ ในขณะที่ติดต่อกับร้านค้าออนไลน์หรือเปล่า
ส่วนฝั่งร้านค้าเองก็มีความกังวลใจ ในหลายๆ ประเด็น เช่น
- ผู้ซื้อเป็นเจ้าของบัตรเครดิตจริงๆ หรือเปล่า
- ผู้ซื้อจะปฏิเสธการจ่ายเงินในภายหลังหรือเปล่า
- บัตรเครดิตนั้นเป็นบัตรที่ถูกขโมยมาหรือเปล่า ตัวอย่างคำถามต่างๆ เหล่านี้จะหมดไป เพราะบริการ Verified by VISA ถูกออกแบบมาให้จัดการปัญหาเหล่านี้โดยเฉพาะครับ

บริการ Verified by VISA เป็นนวัตกรรมใหม่ที่บัตรเครดิต ภายในประเทศ และ วีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ร่วมกันพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยของการชำระค่าสินค้าและบริการผ่านบัตรเครดิตทางอินเทอร์เน็ต ด้วยระบบการสอบถามรหัสผ่านส่วนตัว (Password) และระบบการแสดงข้อความยืนยันส่วนตัว (Personal Message) ในทุกครั้งที่มีการทำรายการชำระเงินทางอินเตอร์เน็ต
สิทธิประโยชน์จาก Verified by VISA
- เพิ่มความปลอดภัยด้วยระบบการเรียกถามรหัสผ่านส่วนตัว (Password) ซึ่งผู้ถือบัตรเป็นผู้กำหนดขึ้นเอง เพื่อป้องกันมิให้ผู้อื่นลักลอบใช้หมายเลขบัตรเครดิตของท่านในการทำรายการทางอินเตอร์เน็ต
- เสริมความมั่นใจ ด้วยการใช้ข้อความยืนยันส่วนตัว (Personal Message) ที่จะปรากฏบนหน้าเว็บไซต์ในขณะที่ทำรายการ เพื่อให้ท่านแน่ใจว่ากำลังทำรายการผ่านเว็บไซต์ที่ได้รับการรับรองจากวีซ่า
- สามารถสมัครใช้บริการนี้ได้สะดวกและรวดเร็ว โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ
คุณสมบัติของผู้สมัครใช้บริการ Verified by VISA
เป็นผู้ถือบัตรเครดิต วีซ่าทุกประเภท ขั้นตอนในการขอใช้บริการ Verified by VISA
เพียงสี่ขั้นตอนง่าย ๆ
- ติดต่อธนาคารที่ท่านถือบัตรเครดิตอยู่เพื่อทำความเข้าใจและยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขในการใช้บริการ Verified by VISA ที่ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ก่อนเริ่มทำการลงทะเบียน
- กรอกหมายเลขบัตร
- ระบุรายละเอียดข้อมูลบัตร
- กำหนดรหัสผ่านส่วนตัว (Password) และ ข้อความยืนยันส่วนตัว (Personal Message) ตามที่ท่านต้องการ
วิธีใช้บริการ Verified by VISA ชำระค่าสินค้า/บริการ บนเว็บไซต์ต่างๆ
ท่านสามารถใช้ บริการ Verified by VISA ในการชำระค่าสินค้า/บริการ บนเว็บไซต์ที่มีโลโก้ Verified by VISA ได้ทั่วโลก เพียงใส่หมายเลขบัตรเครดิต ของท่านลงในช่องใส่หมายเลขบัตรเครดิต ควบคู่ไปกับรหัสผ่านส่วนตัว
(Verified by VISA Password) ของท่าน
ทางร้านค้า e-Commerce จะต้องส่งข้อความยืนยันส่วนตัว (Personal Message) ที่ถูกต้องมาให้ท่านผ่านหน้าเว็บไซต์ หากข้อความส่วนตัวที่ทางร้านค้าส่งมานั้นไม่ถูกต้องหรือไม่มีการส่งข้อความมา แสดงว่าเป็นร้านค้าที่ไม่ได้ลงทะเบียนถูกต้องกับทาง วีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ท่านจึงควรยกเลิกการสั่งซื้อในทันที
หลักการทำงาน
กล่าวโดยสรุปแล้วบริการ Verified by VISA นั้นถูกพัฒนาขึ้นเพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมของการทำธุรกรรมบนเน็ตให้มีความปลอดภัยที่สูงขึ้นและสามารถป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งในฝั่งเจ้าของร้านค้าออนไลน์กับเจ้าของผู้ถือบัตรเครดิต ดังนั้นเพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพ หลักการทำงานอย่างง่ายๆ ซึ่งมีขั้นตอนดังต่อไปนี้
- ผู้ถือบัตรเครดิตวีซ่าของธนาคารที่กล่าวไว้ข้างต้นทุกประเภท สามารถเข้าไปสมัครเพื่อขอใช้บริการผ่านเวบไซต์ ของธนาคาร แล้วเลือกไปที่หัวข้อ “Verified by VISA”
- จะมีการถามข้อมูลเกี่ยวกับบัตรเครดิต เช่น หมายเลขบัตร (ตัวเลข 16 หลัก) หมายเลขพิเศษประจำบัตร (ตัวเลข 3 หลักซึ่งอยู่ด้านหลังบัตรด้านขวามือ ใต้แถบแม่เหล็ก) ชื่อบนหน้าบัตร วันหมดอายุ หมายเลขบัตรประชาชน และวันเดือนปีเกิด
- หลังจากนั้นระบบจะประมวลผลข้อมูลต่างๆ หากตรวจสอบแล้วว่าข้อมูลดังกล่าวถูกต้อง ก็จะให้กำหนดรหัสผ่านเพื่อทำธุรกรรมบนเน็ต (Password) ตัวช่วยจำรหัสผ่านเพื่อทำธุรกรรมบนเน็ต (Password Hint) ข้อความยืนยันส่วนตัว (Personal Assurance Message หรือ PAM) และอีเมล เพื่อใช้แจ้งสิทธิประโยชน์และข่าวสารต่างๆ
- เวลาที่ท่านไปซื้อสินค้าหรือบริการบนเน็ต โปรดสังเกตว่ามีโลโก้ Verified by VISA แสดงบนหน้าร้านค้าหรือไม่ ถ้ามีแสดงว่าร้านค้านั้นสนับสนุนบริการนี้ ท การเลือกซื้อสินค้าหรือบริการก็ยังคงเป็นแบบปกติ (Shopping Cart) จนกระทั่งมาถึงขั้นตอนการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต โดยหลังจากที่ลูกค้าใส่หมายเลขบัตรเครดิตเรียบร้อยแล้ว ระบบจะส่งข้อมูลกลับไปยังธนาคารเอเชีย ในฐานะผู้ออกบัตรเครดิต เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล
- หลังจากนั้นจะมีหน้าต่างใหม่ปรากฏขึ้น เพื่อยืนยันข้อมูลต่างๆ อีกครั้ง เช่น ชื่อร้านค้า จำนวนเงินที่สั่งซื้อ หมายเลขบัตรเครดิต (4 หลักสุดท้าย) ข้อความยืนยันส่วนตัว และจะมีช่องให้เจ้าของบัตรเครดิตใส่รหัสผ่านบัตร เพื่อยืนยันความเป็นเจ้าของที่แท้จริง (ข้อสังเกตคือ หากข้อความยืนยันส่วนตัวที่แสดงไม่ตรงกับข้อความที่ท่านเคยกำหนดไว้ ควรยกเลิกการทำรายการโดยทันที)
- หากข้อมูลทุกอย่างถูกต้อง จะปรากฏข้อความยืนยันการซื้อขายสินค้าหรือบริการบนหน้าจอ อนาคต
เท่าที่ได้ทดสอบและใช้บริการ “Verified by VISA” ดูแล้วผมค่อนข้างมั่นใจว่าบริการนี้จะช่วยให้ปริมาณการทำธุรกรรมด้าน B2C (Business to Consumer) เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน หากท่านต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเข้าไปค้นหาได้ที่
- http://www.visa-asia.com/ap/sea/cardholders/security/activate.jsp
- ดูตัวอย่างการซื้อบริการออนไลน์ด้วยบัตรเครดิต

เมื่อธุรกิจ eCommerce เติบโตอย่างต่อเนื่องจากแรงผลักดันของผู้บริโภคที่มีไลฟ์สไตล์เปลี่ยนแปลงไป ตรงกันข้ามมีคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องการซื้อสินค้าทางออนไลน์ แต่ยังไม่วางใจเรื่องความปลอดภัย
ราวกลางเดือนกุมภาพันธ์ ปี2546 The Secret Service และ FBI ของสหรัฐอเมริกาตรวจพบว่า มีบัตรเครดิตถูกแฮกเกอร์เข้าสู่ระบบความปลอดภัย หลังจากผู้ถือบัตรนำไปซื้อสินค้า และกระบวนการดังกล่าวถูกโจมตีหลังการทำธุรกรรมผ่านร้านค้า
ด้านมาสเตอร์การ์ดออกมาเปิดเผยว่า ถูกแฮกเกอร์เข้าสู่ระบบฐานข้อมูลจำนวน 8 ล้านบัญชี รวมถึงบัตรเครดิตที่ใช้ระบบชำระเงินผ่านมาสเตอร์การ์ดอีก 2.2 ล้านใบถูกโจมตี ขณะที่วีซ่าได้รับผลเช่นเดียวกันถึง 3.4 ล้านใบ
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ใช่ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายที่บัตรพลาสติกได้รับความเสียหายที่เกิดจากบรรดาแฮกเกอร์ อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการระบบชำระเงินทั้งมาสเตอร์การ์ด และวีซ่าพยายามหาวิธีป้องกันเพื่อลดความเสียหายให้กับผู้บริโภค
Verified by Visa เป็นระบบเพิ่มความปลอดภัยในการชำระเงินทางอินเทอร์เน็ต เพื่อลดโอกาสการลอบนำหมายเลขบัตรเครดิตและวันหมดอายุไปใช้ ซึ่งระบบดังกล่าวเป็นการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยี และการทำธุรกรรมทางการเงิน
โดยออกแบบขึ้นมาเพื่อเพิ่มความมั่นใจ สะดวก ปลอดภัยให้กับผู้บริโภคในการนำบัตรวีซ่าไปใช้ สำหรับการชำระเงินทางอินเทอร์เน็ตเช่นเดียวกับการใช้บัตรวีซ่าซื้อสินค้าตามร้านค้าปกติ
“เมื่อนำบริการ Verified by Visa มาใช้ในตลาดอย่างเต็มที่แล้ว คาดว่าจะสามารถช่วยลดปัญหาการลักลอบใช้หมายเลขบัตรลงได้มากกว่า 50%” ไมเคิล เคียนีย์ หัวหน้าธุรกิจ eCommerce วีซ่า เอเชีย แปซิฟิกบอก “เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับร้านค้าผู้รับบัตรในเรื่องการได้รับเงินค่าสินค้าจากธนาคาร”
นอกจากระบบดังกล่าวจะช่วยลดการลักลอบนำบัตรไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาตแล้ว ยังลดการถกเถียงจากเจ้าของบัตรกรณีที่เจ้าของบัตรไม่ได้เป็นผู้นำบัตรนั้นไปใช้ โดยให้เจ้าของบัตรวีซ่าใส่รหัสส่วนตัวเพื่อแสดงตนว่าเป็นเจ้าของบัตรจริงในขณะทำการซื้อสินค้าทางออนไลน์
“บัตรวีซ่าหรือข้อมูลบัตรที่ถูกขโมยมาไม่สามารถนำมาใช้ได้ในร้านค้าที่ร่วมให้บริการ Verified by Visa” เขากล่าว
สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ซึ่งจากผลการศึกษาวิจัยของ Asia Market Intelligence เมื่อเร็วๆ นี้เกี่ยวกับทัศนคติ ความสนใจในการซื้อสินค้า และความปลอดภัยในการชำระเงินทางอินเทอร์เน็ตในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก
พบว่ามากกว่า 3 ใน 4 ของผู้แสดงความคิดเห็นทั้งหมด 1,000 คน กังวลถึงการซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต โดยเฉพาะอย่างยิ่งความปลอดภัยในการให้หมายเลขบัตรเครดิตและข้อมูลส่วนตัว และ 66% ต้องการซื้อสินค้าจากร้านค้าทางอินเทอร์เน็ตที่ให้บริการ Verified by Visa
รายงานของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) พบว่าความไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยสำหรับการซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต เป็น 1 ใน 3 ปัจจัยหลัก ทำให้ผู้บริโภคเลือกที่จะไม่ซื้อสินค้าบนช่องทางดังกล่าว
“ระบบนี้ช่วยเปิดตลาดสู่กลุ่มลูกค้า ที่ไม่มั่นใจในความปลอดภัยของการซื้อสินค้าทางออนไลน์ พวกเขาต้องการความรวดเร็ว ง่าย และปลอดภัย” คมกริช ศิริรัตน์ ผู้จัดการทั่วไป Thaiticketmaster.com ผู้ให้บริการจองและซื้อตั๋วเข้าชมการแสดงคอนเสิร์ตผ่านอินเทอร์เน็ตเล่า
ด้านไรอัน เชียว ผู้อำนวยการ FarEastFlora.com ร้านจำหน่ายดอกไม้ออนไลน์ชั้นนำในสิงคโปร์ กล่าวว่า “พวกเราเชื่อว่าการตอบสนองความต้องการของลูกค้าสำคัญ คือ การทำให้ลูกค้ามั่นใจในความปลอดภัยเมื่อซื้อสินค้ากับเรา เมื่อพวกเขามั่นใจมากเท่าไรเราสามารถขายสินค้าเพิ่มได้มากขึ้นเท่านั้น”
นอกเหนือไปจากประโยชน์ที่ผู้ถือบัตรวีซ่าจะได้รับแล้ว Verified by Visa ยังมีส่วนทำให้ธุรกิจ eCommerce เติบโตได้ในอนาคต เนื่องเพราะความไม่มั่นใจของผู้บริโภคถูกขจัดไป สังเกตได้จากปริมาณการซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีอัตราเติบโตเฉลี่ยกว่า 80% ในไตรมาสสุดท้ายของปี2545เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี2544
สำหรับปริมาณการซื้อสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าวในประเทศไทย ขยายตัวกว่า 60% ในไตรมาส 4 ปี2545 เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยจากการสำรวจของ AC Nielsen ปี2546 พบว่าคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตทั่วไป 1.2 ล้านคน และมี 20% ที่มีประสบการณ์ซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้
“ธุรกิจ eCommerce ในไทยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องประมาณ 50% ต่อปีใน 3 ปีข้างหน้า โดยมีแรงสนับสนุนจากผู้คนที่ต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น และจำนวนประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มสูงขึ้น” สมบูรณ์ ครบธีรวงศ์ ผู้จัดการวีซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล ประจำประเทศไทยและอินโดจีนชี้ “การเพิ่มความปลอดภัยเป็นปัจจัยช่วยให้ธุรกิจนี้เติบโตยิ่งขึ้น”
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ทำให้ธนาคาร กรุงเทพ, เอเชีย, ไทยพาณิชย์ และบัตรกรุงไทย นำระบบ Verified by Visa ไปให้บริการแก่ลูกค้า “จากที่สถาบันการเงินขนาดใหญ่ของไทยเข้ามาร่วมใช้บริการ แสดงถึงความมุ่งมั่นของธุรกิจ eCommerce ในไทยที่จะเติบใหญ่อย่างมั่นคง” เคียนีย์บอก
หากพิจารณาธุรกิจ eCommerce ในประเทศไทย ทุกวันนี้ธนาคารพาณิชย์ดูเหมือนจะมีบทบาทและเป็นองค์กรสำคัญต่อการเติบโตอย่างมาก เนื่องจากมีผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำเสนอต่อลูกค้าผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
“การนำเสนอบริการ Verified by Visa แก่ร้านค้าที่ทำธุรกิจออนไลน์จะช่วยให้สามารถตรวจสอบได้ว่า ผู้ทำรายการซื้อสินค้าเป็นเจ้าของบัตรที่แท้จริง เช่นเดียว กันพวกเรามองโอกาสในการทำธุรกิจ eCommerce ที่เพิ่มขึ้นโดยมีระบบความปลอดภัยนี้รองรับ” โชค ณ ระนอง ผู้จัดการสายบัตรเครดิตธนาคารกรุงเทพ อธิบาย
สำหรับลูกค้าที่ถือบัตรเครดิตไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มหลังจากเข้าสู่ระบบ Verified by Visa เพราะหากธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บเพิ่ม นั่นหมายถึง การเสียโอกาสในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความล้มเหลวของธุรกิจ eCommerce
“ระบบของวีซ่าช่วยสร้างความมั่นใจให้ลูกค้าทำธุรกรรมผ่านออนไลน์เพิ่มมากขึ้น” จันทิมา จตุรภัทร์ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สายงานการตลาดลูกค้าบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์บอก “การลักลอบนำข้อมูลบัตรเครดิตไปใช้ซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ตส่งผลให้ธุรกิจ eCommerce ไม่เติบโตเท่าที่ควร”
การมอบความคุ้มครองใหม่ล่าสุดของวีซ่าครั้งนี้ พวกเขาเชื่อมั่นว่าจะไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายเหมือนเมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาอีก เพราะหากเกิดเหตุซ้ำรอยขึ้นมา ย่อมเป็นสิ่งขัดขวางการเติบโตและเป้าหมายในการทำงาน ที่ต้องการให้ผู้บริโภคหันมาใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้าแทนเงินสดให้ได้มากที่สุด
Source : http://www.bangkokbiznews.com/scitech/2003/0605/index.php?news=p17.html
http://www.gotomanager.com/news/details.aspx?id=6220
สัมมนา “การกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ และการเตรียมความพร้อมกับกฎหมายใหม่”
ใน วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2550
ณ ห้อง ESCAP HALL ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ กรุงเทพฯ
จัดโดย
กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร ร่วมกับ
ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
————————————————————————————–
เนื่องด้วย พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
ได้มีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2550
โดยที่พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 30 วัน
นับแต่วันที่ได้มีการประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา
อนึ่ง เนื่องจากพระราชบัญญัติฉบับนี้ถือได้ว่าเป็นกฎหมายที่อยู่ในความสนใจของสาธารณะชน
อีกทั้งมีผลกระทบอย่างแพร่หลาย ทั้งในกลุ่มผู้ให้บริการ (ISP) ผู้ให้บริการเว็บไซต์
พนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประชาชนทั่วไปในวงกว้าง
เพราะเป็นกฎหมายสำคัญฉบับหนึ่งที่มีส่วนในการช่วยกำหนดแนวทางในทางปฏิบัติ
และแนวทางในการแก้ไขปัญหาอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากพัฒนาการของเทคโนโลยี
รวมถึงการนำเทคโนโลยีไปใช้ในทางที่ผิดจนก่อให้เกิดความเสียหาย
กระทบกระเทือนทั้งต่อเศรษฐกิจ และสังคม ไม่ว่าจะเป็น การเจาะระบบคอมพิวเตอร์
การรบกวนข้อมูลคอมพิวเตอร์ การกระทำความผิดต่อความมั่นคงของประเทศ
การปลอมแปลงข้อมูล การละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และการเผยแพร่ภาพหรือเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม เป็นต้น
ดังนั้น การตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ จึงได้มีการกำหนดมาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าวอย่างเหมาะสม
ตลอดจนขอบเขตการใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติของผู้ให้บริการ และหน้าที่ของประชาชนทั่วไป
ด้วยเหตุนี้ สิ่งสำคัญที่จะทำให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ได้นำไปสู่การปฏิบัติอย่างถูกต้อง
คือ การสร้างความรู้ ความเข้าใจอย่างทั่วถึงให้แก่คนในสังคมเพื่อให้เกิดความตระหนัก
ตลอดจนทราบถึงวิธีดำเนินการตามพระราชบัญญัติฉบับนี้อย่างแพร่หลายในหลายๆ แง่มุม
ดังนั้น กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์
และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
จึงเห็นถึงความสำคัญในผลการบังคับของพระราชบัญญัติดังกล่าว
จึงได้จัดให้มีการสัมมนาเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจในการบังคับใช้ของพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวขึ้น
เพื่อให้บรรลุตามเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติ และสามารถบังคับใช้ได้อย่างสมบูรณ์ต่อไป
วัตถุประสงค์์
• เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พ.ศ. 2550 ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องในการบังคับใช้กฎหมาย และประชาชนทั่วไป
• เพื่อให้ผู้ที่เข้าร่วมสัมมนารับทราบและเข้าใจถึงผลที่เกิดขึ้นตามพระราชบัญญัติ
ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ .ศ. 2550
กลุ่มเป้าหมาย
ผู้เข้าร่วมการสัมมนา ประมาณ 600 คน
รูปแบบการจัดงาน
การสัมมนาสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
ให้แก่ ผู้ที่เกี่ยวข้องจากหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมเสวนามิต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น!!!
รายละเอียด : http://www.etcommission.go.th/documents/cc/20070808/20070808_cc_agenda.pdf
ิ
ผู้ที่สนใจเข้าร่วมงานสามารถลงทะเบียนผ่านทางเว็บไซต์ของ Nectec ได้ที่นี่ ลงทะเบียนร่วมงาน !!













