Archive for the 'ความรู้ทั่วไป' Category
1. เปิดบัญชีธนาคารให้เหมาะ
บรรดานักเรียนต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนในกรุงเทพ แน่นอนที่ต้องรับเงินเดีอนจากพ่อแม่ แนะนำให้เปิดบัญชี ATM ในสาขาของกรุงเทพ เพราะถ้าเปิดบัญชีที่สาขาต่างจังหวัด ต้องเสียค่าบริการเวลามากดข้ามเขต อีก 30 บาท ก็คิดดูสิ ว่า ปีหนึ่งเสียเงินตรงนี้ไปเท่าไร
2. เงินเราไปไหน
ให้ถามตัวเองบ่อยๆเวลาใช้เงิน ทำบัญชีรายรับรายจ่าย เก็บบิลเวลาซื้อของ แล้วเอาสมุดเงินฝากไปอัพเดตเพื่อเช็คยอดล่าสุด
3.อยู่ห่างๆเพื่อนมือเติบ
เลือกเพื่อนที่ติดดินบ้าง ไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ถ้าเพื่อนกินของแพงเราอาจต้องแชร์กันออกมากเป็นพิเศษ
4.ระวังเรื่องของบิลโทรศัพท์
ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้เป็นส่วนที่ใหญ่สุดของหนุ่มสาว ให้ตั้งเตือนเป็นนาทีก็ได้ หรือเลือกโปรโมชั่นที่เหมาะสมกับตัวเราที่สุด
5.ใช้สิทธิของเราให้คุ้ม
เช่นการใช้บัตรนักเรียนในการเป็นส่วนลดต่าง คูปองลดราคาต่างๆ เพื่อเป็นการประหยัดเงิน
6. ออมเงินรายเดือน
เก็บเงิน 10 % ของเงินที่ได้รับจากพ่อแม่เป็นแบบฝากประจำไว้เลย แล้วพอเราเรียนจบเราจะมีเงินก้นถุงพอสมควรเลย
ในช่วงชีวิตของคนเรา นึกดูให้ดีๆ เราได้จัดสำรับสำหรับตัวเราเองมาโดยตลอด ที่เห็นอย่างชัดเจน ได้แก่ การจัดสำรับอาหารว่า อาหารแต่ละมื้อ เราจะทานอะไรที่จะเหมาะสมกับตัวเราเอง และไม่ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม อีกทั้งจะทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ฉันใดฉันนั้น ในเรื่องการลงทุน เราก็ต้องจัดสำรับการลงทุน ให้ตัวเราเองเช่นกัน เพื่อให้เงินทองของเราทำหน้าที่ให้เรา อย่างเหมาะสมไม่เกิดเป็นผลร้ายกับตัวเรานั่นเอง
การจัดสำรับการลงทุน สำหรับคนแต่ละช่วงอายุ จำเป็นต้องมีความแตกต่างกันไป คนที่อายุยังน้อย มีความสามารถ ในการรับความเสี่ยงได้สูง ถ้าเปรียบเทียบกับสำรับอาหารก็เปรียบได้ว่า ทานอาหารได้ทุกรส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม แต่พออายุมากขึ้น ความสามารถ ในการรับอาหารทุกอย่างก็จะลดลง เหลือเป็นทานอาหารได้บางประเภท เนื่องจากสภาพร่างกายไม่เหมือนตอนวัยเด็กแล้ว
ดังนั้น เมื่ออยู่ในวัยเริ่มต้นทำงานหาเงินมา ได้ก็ต้องแบ่งไปออม เมื่อออมเป็นเงินก้อน ก็ต้องรู้จักจัดสรรแบ่งเงิน เพื่อจะนำไปลงทุนต่ออย่างสร้างสรรค์ นี่คือ การจัดสำรับการลงทุน นั่นเอง โดยวัยเริ่มต้นทำงานจะสามารถเสี่ยงได้สูง โดยนำเงินไปลงทุนในตราสารหุ้นทุน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงได้ถึง 90% และส่วนที่เป็นเงินฝากและตราสารหนี้แค่ 10%
แต่เมื่ออายุมากขึ้น สำรับการลงทุนก็จะแปร ไปตามวัยด้วย เพราะสัดส่วนที่จะนำไปลงทุน ในเครื่องมือการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ก็จะลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงวัยใกล้เกษียณสำรับการลงทุน ก็จะกลับข้างกับวัยเริ่มต้นทำงาน นั่นคือ ควรนำลงทุนในเงินฝาก และตราสารหนี้ 90% และตราสารทุน 10% ตัวอย่างง่ายๆ ของการจัดสำรับการลงทุน เปรียบได้กับการจัดสำรับอาหารที่จะรับประทาน ให้สอดคล้องกับวัย และสุขภาพของแต่ละคน นั่นเอง ฉะนั้น หากเราจัดสำรับได้ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นสำรับอาหาร หรือสำรับการลงทุนก็ตาม ล้วนส่งผลเสียต่อตัวเอง ทั้งนั้น
หลังจากได้เข้าฟังข้อมูลจากกองทุนต่างประเทศแห่ง หนึ่งที่พูดให้ฟังว่า ผู้ออมเงินในกองทุน เช่นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการในต่างประเทศนั้น มีโอกาสได้เลือกนโยบายการลงทุนให้เหมาะสมกับตนเองได้ ทำให้คิดว่า ถ้ากองทุนในประเทศไทยเปิดโอกาสให้ผู้ออมเงินเหล่านั้นได้มีโอกาสเลือกนโยบาย การลงทุนบ้างก็จะดี เพราะการลงทุนในรูปแบบเดียวนั้น อาจไม่เหมาะสมกับตัวเอง เพราะตัวเองเป็นคนชอบเสี่ยง และมองว่าการลงทุนในหุ้น จะเป็นการลงทุนที่จะได้รับผลตอบแทนดี สู้กับอัตราเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี
ในขณะเดียวกันนั้น ถ้าผู้ออมเงินไว้ในกองทุนเพื่อเป้าหมายที่จะมีเงินไว้ใช้ในยามหลังเกษียณ ซึ่งนับว่าเป็นการออมเงินในระยะยาวไม่น้อยกว่า 20 ปีนั้น ใส่ใจเงินของตนเองและศึกษาข้อมูลความรู้ของกองทุนที่บริหารเงินของเรามีให้ อยู่อย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้มีความเข้าใจและสามารถเลือกนโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกับตัวเองได้ อย่างถูกต้องเหมาะสม
แต่เมื่อมาพิจารณาถึงตัวเลขสถิติของประเทศสหรัฐ อเมริกานั้นก็น่าสนใจว่า ถึงแม้ว่าจะมีการเปิดโอกาสให้ผู้ออมได้เลือกนโยบายการลงทุนได้นั้น แต่ 80% ของผู้ที่เลือกนโยบายการลงทุนเมื่อได้ ตัดสินใจเลือกไปแล้วกลับไม่ได้มีการพิจารณาปรับนโยบายการลงทุนเมื่ออายุมาก ขึ้น เช่น เมื่อตอนอายุ 30 ปี เลือกนโยบายการลงทุนที่มีการลงทุนในหุ้นสูงถึง 40% ที่เหลือ 60% เป็นการลงทุนในเครื่องมือการลงทุนอื่นๆ ที่มีความมั่นคง แต่เมื่อผ่านไป 10 ปี วันนี้อายุ 40 ปี ก็ยังคงใช้นโยบายการลงทุนแบบเดิมที่มีการลงทุนในหุ้นสูงถึง 40% อยู่เช่นเดิม แบบนี้อาจจะเป็นการไม่เหมาะสมนัก เนื่องจากเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น การนำเงินไปลงทุนควรจะมีความเสี่ยงลดลงนั่นเอง
แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไปเมื่อได้เห็นตัวเลขสูงถึง 80% ของผู้ที่เลือกนโยบายการลงทุน ไม่มีการปรับสัดส่วนการลงทุนของตนเองให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงชีวิต ด้วยเหตุนี้มีแนวคิดเรื่องการลงทุนให้เหมาะกับวัฏจักรของชีวิตขึ้น หรือ Lifecycle Fund เพื่อเป็นนโยบายการจัดการกับเงินให้เหมาะสมกับอายุนั่นเอง นั่นหมายถึงเมื่อเรามีเงินออมในกองทุนใดๆ ก็ตาม และนโยบายกองทุนนั้นเปิดให้เลือกนโยบายการลงทุนหรือ Investment Choice ได้ เมื่อเราพร้อมก็ควรตัดสินใจเลือกให้เหมาะสมกับเรา สิ่งสำคัญที่สุดคือเรากำลังนำเงินไปลงทุนในระยะยาว ดังนั้นในช่วงเวลายาวๆ ก็ย่อมเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่สภาวะตลาดหรือสภาวะการลงทุนจะมีให้เราเห็น ทั้งขึ้นและลง เป็นช่วงๆ ไปในระยะสั้นๆ อย่างต่อเนื่อง ถ้าเราเข้าใจหลักการนี้ เราก็ไม่ควรจะตกใจไปกับสภาวะปกติในระยะสั้นๆ ที่มีทั้งขึ้นและลงเช่นนั้น แต่เราควรเข้าใจหลักการของตัวเองว่ามีเป้าหมายการออมและลงทุนเพื่อหวังจะมี เงินใช้ในอีก 15 -30 ปีข้างหน้า ดังนั้นถ้าเลือกนโยบายการลงทุนใดไว้ ก็ไม่ควรจะตกใจเมื่อภาวะตลาดในบางช่วงของการลงทุนในระยะยาวๆ จะมีทั้งขึ้นในบางช่วงและลงในบางช่วง แต่โดยรวมแล้วเมื่อรวมผลทั้งเมื่อตอนขึ้นและลงเราก็ยังได้ผลตอบแทนที่ดีอยู่
อย่างไรก็ตาม ควรทบทวนนโยบายการลงทุนที่เราได้ตัดสินใจเลือกไว้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่านโยบายหรือสัดส่วนการลงทุนที่เราได้เลือกนั้น มีความเหมาะสมและทำให้เราบรรลุเป้าหมายที่เราต้องการได้ในที่สุด ถ้าเราพิจารณาถึงวัฏจักรของชีวิตเราแล้วและเข้าใจว่า ตัวเราต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุเปลี่ยนไป โดยต้องเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตให้เหมาะสม แต่งตัว หรือการทานอาหาร เป็นต้น ดังนั้น ไม่ควรลืมว่ามีอีก 1 เรื่องที่เราต้องปรับปรุงด้วย นั่นคือ นโยบายการลงทุนของตัวเราเองเพื่อตัวเราเอง
” คุณสามารถยืดหยุ่นกับการปรับพฤติกรรมใช้เงินของบุตรหลาน โดยไม่ทำให้พวกเขาเสียโอกาส ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรับผิดชอบได้หรือไม่? “
เป็น คำถามที่ Fund Tips คิดว่าน่าจะดึงดูดใจให้ผู้ปกครองคนไทยอยากได้รายละเอียดไว้เป็นแนวทางมาลอง ปรับใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่ง ยีน ชาทสกี้ นักเขียนมือโปรจาก “มันนี่” นิตยสารการเงินชั้นนำของสหรัฐ ได้หยิบยกขึ้นมาให้ขบคิด พร้อมคำตอบที่น่าสนใจจนอยากติดตาม
ทุกวันนี้มีผู้ใหญ่บางกลุ่มในสหรัฐ และในอีกหลายประเทศทั่วโลกรวมทั้งไทย ทำทุกอย่างและให้ทุกสิ่งแก่บุตรหลานจนมากเกินไป จนอาจกลายเป็นการทำลายโอกาสที่พวกเขา ซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่จะได้เติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในการใช้เงิน ชาทสกี้ เชื่อว่าผู้ปกครองทุกคนในทุกยุคทุกสมัย ต้องการให้บุตรหลานของตัวเองมีความสุข และช่วยให้พวกเขารู้จักตัวเองและรู้จักค่าของเงินมากขึ้น
จูเลียต บี.ชอร์ นักเศรษฐศาสตร์จากบอสตัน คอลเลจ เจ้าของงานเขียน “Born to Buy” เห็นด้วยกับชาทสกี้ว่าการปล่อยให้เด็ก ๆ เน้นบริโภคสิ่งไม่ก่อเกิดประโยชน์ อาจทำให้พวกเขาเสียสุขภาพจิตและสุขภาพกายได้ และจากการสำรวจจากเด็กกลุ่มตัวอย่าง 300 คน ในระดับการศึกษาเกรด 5 และ 6 พบว่า เด็กเหล่านี้ไม่สามารถผละจากวิดีโอเกม ทีวี หรืออินเทอร์เน็ต เพื่อทำการบ้านหรือออกไปเล่นกับเพื่อนนอกบ้าน เมื่อเทียบกับเพื่อนวัยเดียวกัน มีแนวโน้มมากที่เด็กเหล่านี้จะเจ็บปวดจากอาการหดหู่ ปวดหัว ปวดท้องและเป็นคนที่น่าเบื่อ ขณะที่ คอนนี่ ดอว์สัน นักบำบัดโรคในเมืองเคิร์กแลนด์ มลรัฐวอชิงตัน และเป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์หนังสือเรื่อง How Much is Enough โดยสำรวจผู้ใหญ่ 1,200 ราย พบว่า 71% ของกลุ่มตัวอย่าง ได้รับการดูแลตามใจจนมากเกินไปเหมือนเด็ก จนพวกเขารู้สึกว่าไม่เคยพึงพอใจเลย แม้พวกเขาอยู่ในวัยผู้ใหญ่แล้วก็ตาม
ชาทสกี้ จึงตั้งข้อสงสัย ซึ่งเป็นเนื้อหาสำคัญของเรื่องนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า ผู้ใหญ่จะแน่ใจได้อย่างไรว่า เด็กในความดูแลของพวกเขา สามารถเติบโตขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ และการรับรู้ถึงคุณค่าของเงินที่ผู้ใหญ่หามาได้อย่างยากลำบาก และด้วยความช่วยเหลือของผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาเด็ก นักจิตวิทยาและการเงินจำนวนหลายสิบคน รวมทั้งผู้ปกครองพร้อมกับบุตรหลานชาวอเมริกันจำนวนหนึ่ง ได้ช่วยชาทสกี้เสนอความคิดและพัฒนาหากฎ 7 ข้อ เพื่อปรับพฤติกรรมเด็กให้สามารถเติบโตและฉลาดใช้เงินได้ในอนาคต
เริ่มจากกฎข้อที่หนึ่ง “สอนพวกเขาตัดสินใจเลือกตัวเลือกที่ดีเสียก่อน” การตัดสินใจเลือกเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ทุกคนต้องทำ ตัวอย่างง่าย ๆ เช่น หากจะเลือกซื้อคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊คกับคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ เด็ก ๆ ต้องตัดสินใจแล้วว่าจะเลือกซื้อแบบไหน ในเมื่อจะซื้อสิ่งของทั้งสองอย่าง ซึ่งมีการใช้งานเหมือนกันให้เปลืองเงินย่อมทำไม่ได้แน่ ๆ อลิซาเบธ เครรี่ นักการศึกษาและเจ้าของงานเขียน Pick Up Your Socks and Other Skills Growing Children Need กล่าวว่าผู้ใหญ่สามารถสอนเด็กเล็กตั้งแต่ 1 ขวบครึ่งไปจนถึง 2 ปี ให้รู้จักว่าพวกเขาไม่สามารถได้ในทุกสิ่งทุกอย่างที่อยากได้ เครรี่แนะให้เริ่มต้นจากตัวเลือกง่ายเพียง 2 ตัวก่อน เช่น ต้องการเสื้อสีน้ำเงินหรือแดง หรืออยากกินอาหารร้านนี้หรือร้านนั้น เมื่อเด็กเริ่มคุ้นเคยกับตัวเลือกเพียง 2 ตัว ผู้ใหญ่ต้องขยายตัวเลือกเพิ่มขึ้นเป็น 3 และ 4 ตัว ซึ่งเครรี่เตือนว่าหากให้เด็กเลือกตัวเลือกอยู่แค่ 2 ตัว เด็กก็จะรู้จักเลือกของได้แค่ 2 อย่าง แต่ถ้าเพิ่มตัวเลือกพวกเขาจะสามารถคิดพิจารณาเลือกหาสิ่งของได้มากขึ้นเป็น 5-6 ตัวเลือก ชาทสกี้ชี้ว่าสิ่งสำคัญจากกฎข้อแรกนี้ อยู่ที่การเปิดโอกาสให้เด็กได้ตัดสินใจ ซึ่งการตัดสินใจจะต้องอยู่กับพวกเขาไปตลอดชีวิต และต้องเรียนรู้ตลอดไปแม้การตัดสินใจบางครั้งอาจไม่ได้สิ่งที่ถูกต้องเหมาะ สมเสมอไปก็ตาม แต่ขอให้ถือว่าการตัดสินใจเลือกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ย่อมดีกว่าตัวเลือกอื่นๆ
“หยิบยกข้อจำกัดขึ้นมาอย่างมีเหตุมีผล” เป็นกฎข้อสองใช้ปรับพฤติกรรมเด็กๆ ซึ่ง แดน คายด์ลอน ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เจ้าของผลงานวิจัยเรื่อง Too Much of a Good Thing : Raising Children of Character in an Indulgent Age โดยสำรวจจากผู้ใหญ่กว่า 1 พันคน และวัยรุ่นอีกประมาณ 700 คน พบว่า เด็กที่ถูกกำหนดไว้ด้วยข้อจำกัดอย่างต่อเนื่อง ข้อจำกัดนี้ครอบคลุมทุกอย่างตั้งแต่การสาบานไปจนถึงการเล่นวิดีโอเกมเนื้อหา รุนแรง มีแนวโน้มจะพลาดพลั้งหรือถลำลึกไปหายาเสพติดหรือเกิดความรู้สึกหดหู่ ได้น้อยกว่ากลุ่มเด็ก ๆ ที่ไม่เคยพบกับข้อจำกัดเลย คายด์ลอนแนะนำว่า หากบุตรหลานไม่ยอมเก็บผ้าเช็ดตัวไปไว้ให้เป็นที่เป็นทาง จงบอกพวกเขาเลยว่า ต้องโดนหักเงินที่จ่ายให้ใช้ตามปกติ 1 ดอลลาร์ ในทุก ๆ ครั้งที่ผู้ปกครองต้องคอยตามเก็บผ้าเช็ดตัวให้พวกเขา และต้องปฏิบัติให้ได้ตามกฎข้อตกลงที่กำหนดไว้พร้อมปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ใหญ่ต้องเลือกใช้วิธีที่จะควบคุมเด็กได้ เช่น การตัดเงินอาจใช้ได้กับเด็กบ้างคน แต่เด็กคนอื่นอาจต้องใช้วิธีห้ามดูโทรทัศน์ ห้ามเล่นคอมพิวเตอร์ หรือห้ามขี่จักรยานหรือมอเตอร์ไซค์ ถ้าอยู่นอกบ้าน ผู้ใหญ่อาจควบคุมเด็กด้วยการห้ามพวกเขาออกไปเล่นตามบ้านเพื่อน ที่ใช้เวลาตลอดช่วงบ่ายอยู่หน้าจอทีวี แต่วิธีนี้คงใช้ได้เฉพาะเด็กที่ยังไม่โตมากนัก เพราะเมื่อเขาย่างเข้าสู่วัยรุ่น กบฏทางความคิดย่อมเริ่มมาเยือน นำไปสู่ความรู้สึกอยากต่อต้านได้ หมายความว่าผู้ปกครองต้องคิดหาวิธีแยบยลมากขึ้น เพื่อโน้มน้าวพวกเขาให้คิดปฏิบัติอย่างมีเหตุผล
“กำหนดเงินประจำที่เด็กควรได้รับ” คือกฎข้อสาม แต่การจำกัดเงินประจำให้เด็ก ๆ เป็นเรื่องยาก หากผู้ใหญ่เป็นผู้ปกครองประเภทโอเคอยู่ตลอดเวลา และทุกครั้งที่เด็กร้องขอให้พาไปร้านขายของเล่นหรือขนมหวาน แต่จะจบลงด้วยการบ่นและเตือน ฉะนั้น การตอบสนองที่ดีที่สุดต้องกำหนดเงินประจำให้พวกเขา เมื่อเด็กมีอำนาจตัดสินใจในการใช้เงินของตัวเอง ผู้ใหญ่สามารถจะพูดได้แล้วว่าจะไม่จ่ายเงินเพื่อซื้อของเล่นใหม่ให้แล้ว แต่เด็กต้องตัดสินใจเลือกซื้อใช้เงินของตัวเอง ผู้ปกครองอาจจะเริ่มต้นให้เด็กวันละ 1 ดอลลาร์ในระดับอนุบาล จากนั้นค่อยเพิ่มให้ปีละ 1 ดอลลาร์ เมื่อเด็กเลื่อนชั้นขึ้นไปอยู่ระดับประถม อย่างไรก็ตาม ชาทสกี้เตือนว่า ในกฎข้อสามนี้ยังมีกฎบังคับไว้เป็นพื้นฐาน เพื่อให้การปรับพฤติกรรมดำเนินไปด้วยดียิ่งขึ้น เริ่มจากข้อแรกการกำหนดเงินประจำให้เป็นเรื่องของทุกคนในครอบครัว เป็นเรื่องดีที่จะตอกย้ำเด็กให้ประหยัดออมเงิน และรู้จักให้เพื่อการกุศล สร้างความรู้สึกนี้ให้ต่อเนื่อง และเป็นปรัชญาของครอบครัว ข้อสองอย่านำเรื่องเงินประจำไปเกี่ยวพันกับงานบ้าน ไม่เช่นนั้นเด็ก ๆ อาจตัดสินใจไม่ทำงานบ้านโดยไม่สนใจเงิน โดยพื้นฐานแล้วขอให้ระลึกอยู่เสมอว่าผู้ใหญ่ต้องการให้เด็กได้เงินด้วยความ ปรารถนาดี อยากให้เด็กๆ เรียนรู้และบริหารเงินได้ แต่บางครั้งเป็นข้อยกเว้น อย่างในกรณีของคาเรน มาร์เกส คุณแม่ลูก 3 ที่อยู่ในวัย 8 ขวบ 7 ขวบ และ 3 ขวบครึ่ง ใช้ผลงานจากการทำงานบ้านและดูแลเสื้อผ้าของเล่นของตัวเอง
มาวัดความพอใจในการให้หรือหักเงินประจำ ช่วยเด็กๆ ให้เรียนรู้ที่จะรอคอย” เป็นกฎข้อสี่ที่ขึ้นอยู่กับผู้ปกครอง ที่จะสอนเด็กให้รู้ว่า การได้สิ่งต่างๆ จากการรอคอยจะรู้สึกดีกว่าการได้มาด้วยการรบเร้าร้องขอ เป็นเทคนิคที่รอนดา เพย์ตัน คุณแม่ ผู้ดูแลมาร์เกลลูกชายวัยรุ่นของเธอเคยใช้ ในเวลาที่มาร์เกลอยากได้คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คราคาแพง ในขณะที่เขาเองได้เงินประจำเพียงครั้งละ 10 ดอลลาร์ เพย์ตัน นำวิธีการของบริษัทกับลูกจ้างมาใช้ ด้วยการให้มาร์เกลออมเงิน และทุกครั้งที่มาร์เกลออมเงินได้เท่าใดก็ตาม เพย์ตันกับสามีจะให้เงินสมทบในอัตราที่เท่ากันแก่มาร์เกล นอกจากการรวบรวมเงินประจำที่ออมไว้ได้ เงินที่ได้จากวันเกิด เงินที่ได้จากวันหยุด และเงินสดที่ได้เมื่อเขาช่วยงานพิเศษภายในบ้าน ในที่สุดมาร์เกลบรรลุเป้าหมาย พร้อมกับคำชื่นชมที่รอนดา เพย์ตัน สรุปไว้ว่า การช่วยให้เด็กซื้อสิ่งที่พวกเขาอยากได้เป็นเจ้าของ ด้วยการมีส่วนร่วมและใช้ความพยายามของตัวเอง จะทำให้พวกเขารู้สึกถึงคุณค่าของสิ่งของนั้น ๆ สำหรับเด็กอายุสัก 8-9 ขวบ ผู้ใหญ่อาจผ่อนปรนให้การรอคอยของพวกเขาสั้นลง อย่างที่ อลิซาเบธ เครรี่ แนะนำไว้ว่า ผู้ใหญ่ควรพูดกับเด็กในวัยนี้ว่า ต้องการจะออมเงินประจำไว้ครึ่งหนึ่ง เพื่อแลกกับการได้เล่นเกม 8 สัปดาห์ หรืออยากออมเงินได้ประจำทั้งหมดไว้ เพื่อแลกกับการได้เล่นเกมน้อยลงเหลือ 4 สัปดาห์
ตอนนี้มาถึงกฎข้อห้า “กระตุ้นให้ทำงาน” เป็นเหมือนบทเรียนที่มีความหมายมากที่สุดสำหรับบุตรหลาน เมื่อพวกเขาเริ่มต้นพูดเกี่ยวกับเงินที่พวกเขาหามาได้ อย่างกรณีของบาร์บาร่าและเกลนน์ มิลเลอร์ สามีภรรยาจากมลรัฐนิวยอร์ก กระตุ้นให้อาแมนดาบุตรสาววัย 17 ปี ให้เริ่มทำงานเสียแต่เนิ่น ๆ พวกเขาเต็มใจจ่ายค่าตอบแทนการทำงานต่าง ๆ ในบ้าน ตั้งแต่ล้างรถยนต์ไปจนถึงการเป็นพี่เลี้ยงเด็กแก่อาแมนดา แทนที่จะต้องจ่ายให้กับคนภายนอกที่ต้องว่าจ้างเช่นกัน แต่เมื่อใดที่อาแมนดาอยากได้ของราคาแพง ซึ่งอยู่นอกเหนือความสามารถหรือมีคุณค่าไม่เหมาะกับงานบ้านบางอย่างที่ให้ทำ ทั้งบาร์บาร่าและเกลนน์ก็จะแนะนำให้ลูกสาวมองหางานนอกบ้านอย่างการเป็น พนักงานเสิร์ฟในร้านอาหารสนามไดร์ฟกอล์ฟ และเมื่ออาแมนดาได้ใบอนุญาตขับรถยนต์ เด็กสาวผู้นี้มองหางานอื่นนอกเวลาทำอีกในร้านขายเสื้อแห่งหนึ่ง ด้วยการขายเสื้อผ้าที่อยู่ในความนิยมและเป็นอาชีพที่เธอรัก ซึ่งบาร์บาร่าตอนนี้กล่าวชื่นชมลูกสาวของเธอว่า ไม่เคยเรียกร้องขอเงินเพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการอีกเลย จากข้อมูลการศึกษาจัดทำโดย โรเปอร์ เอเอสดับเบิลยู ในปี 2546 เด็กที่เริ่มทำงานพิเศษตั้งแต่อยู่ระดับมัธยมปลาย มีแนวโน้มมากกว่าที่จะประสบความสำเร็จบรรลุเป้าหมายทางการเงิน และมีความสามารถความรู้ทางด้านการเงินได้มากกว่าเด็กวัยเดียวกัน ที่ไม่เคยทำงานพิเศษเลย
“สั่งสอนให้รู้จักคุณค่า(ของเงิน)” เป็นกฎข้อหกที่ชาทสกี้เชื่อว่า เด็ก ๆ สามารถเรียนรู้ที่จะทอนเงินได้เร็วเท่า ๆ กับความสามารถที่จะนับเงิน แต่สิ่งยากเย็นเข็ญใจกว่านั้น คือการสอนให้พวกเขาชื่นชมในคุณค่าของเงิน ซูซาน เบแคม คุณแม่รายหนึ่งจากเมืองชิคาโก ให้ความหมายว่าเด็กเข้าใจว่าเงินมีหน่วยนับว่าอะไรบ้าง เหมือนกับเงินไทยที่นับได้ตั้งแต่ 1,000 , 500 , 100, 20 ไปจนถึง 10 บาท และ 5 บาท แต่พวกเขายังไม่เข้าใจว่า ต้องมีหรือสะสมไว้เท่าใดจึงจะซื้อรถยนต์สักคันได้ เครรี่มีเทคนิคช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ ให้เด็กๆ เหล่านี้เรียนรู้เกี่ยวกับมูลค่าหรือคุณค่าของเงินได้ ด้วยการตั้งคำถามเมื่อใดก็ตามที่เด็ก ๆ ต้องการตุ๊กตาสักตัวหนึ่ง โดยให้ถามเขาว่าตุ๊กตาตัวนั้นสำคัญกับเขามากน้อยเพียงใด และเทียบเป็นคะแนนความชอบว่าเท่าไหร่ตั้งแต่ 1 ไล่ไปจนถึง 5 เด็กทุกคนย่อมต้องตอบในครั้งแรกว่าให้คะแนน 5 จากนั้นปล่อยไว้ 1 สัปดาห์ คราวนี้ให้ลองถามใหม่ว่าชอบตุ๊กตามากน้อยเพียงใด เทคนิคข้างต้นเป็นความพยายามบอกเด็กทางอ้อม และไม่เป็นการปฏิเสธพวกเขาโดยตรงจนเกิดปฏิกิริยาต่อต้าน แต่ความพยายามของผู้ใหญ่จะช่วยพัฒนาความสามารถให้พวกเขาใช้วิจารณญาณหรือคิด ใคร่ครวญถึงคุณค่าหรือมูลค่าของสิ่งที่เขาซื้อมาว่าคุ้มค่าหรือไม่
ตอนนี้มาถึงกฎข้อสุดท้าย “จงทำตัวเป็นต้นแบบสม่ำเสมอและอย่าปากว่าตาขยิบ” หมายถึงเมื่อผู้ใหญ่เริ่มต้นให้เงินประจำแก่เด็ก ๆ ต้องให้ตรงเวลา และให้เต็มจำนวนตามสัญญาที่ตกลงกันไว้ ไม่ควรให้บุตรหลานพูดกับผู้ปกครองของพวกเขาว่า พ่อแม่บอกว่าจะให้เงินจำนวนหนึ่ง แต่พวกเขากลับไม่เคยได้เห็นเงินจำนวนนี้เลย ซึ่งเป็นเหตุผลเดียวที่ทำให้เกิดกรณีผู้ใหญ่วัย 20 ปีไม่คิดว่าพวกเขาต้องจ่ายหนี้บัตรเครดิต อธิบายให้ชัดเจนมากกว่านี้ คือหากผู้ใหญ่ยืนกรานให้เด็กออมเงินประจำที่ได้บางส่วนไว้ หรือให้แบ่งปันเงินบางส่วนของเงินประจำที่ได้รับให้กับการกุศล เด็ก ๆ เหล่านี้ควรจะได้เห็นผู้ใหญ่ออมเงินหรือแบ่งปันเงินออมบางส่วนไปให้กับการ กุศลด้วยเช่นกัน
คราวหน้าถ้าเด็ก ๆ ดื้อรั้น งอแงจะเอานั่นเอานี่ให้ได้ พอไม่ได้ก็จะตะโกนว่า เป็นพ่อแม่แบบไหนไม่ยอมซื้อของให้พวกเขา ขอให้บรรดาผู้ใหญ่ทั้งหลายสูดหายใจลึกๆ พร้อมตอบกลับอย่างหนักแน่นไปได้เลยว่า เป็นพ่อแม่ประเภทที่เชื่อว่าพวกเขามีของที่ต้องการเวลานั้นมากพออยู่แล้ว แต่ถ้าเด็ก ๆ ต้องการได้เพิ่มอีก จงปล่อยให้พวกเขาเก็บเงินซื้อเอง โดยผู้ใหญ่จะรู้สึกดีใจและยินดีขับรถพาไปซื้ออย่างแน่นอน สรุปแล้วกฎข้อนี้อยากให้ผู้ใหญ่ในปัจจุบัน พยายามทำตัวเองให้เป็นแบบอย่างและมีความหนักแน่น ในการใช้เหตุและผลเพียงพอ ที่จะอธิบายเพื่อโน้มน้าวใจเด็กๆ ให้ซึมซับยอมรับฟังข้อมูล และพร้อมจะทำตามอย่างเต็มใจในที่สุด
“อะไรที่เราไม่ รู้ก็จะไม่ทำให้เราเจ็บ” อาจเป็นประโยคที่ใช้ได้ กับหลายเรื่องหลายคน แต่สำหรับ “การวางแผนเพื่อการเกษียณอายุแล้ว หากเราไม่รู้ ก็จะยิ่งทำให้เราเจ็บ”
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเดือนกันยายน ที่จะมีคนเกษียณอายุกันแล้ว ยิ่งพบว่า หลายคนเริ่มรู้สึกเจ็บปวด และเป็นกังวลแล้วว่า แล้วจะอยู่อย่างมั่นคง และเป็นสุขหรือไม่ อย่างไร เพราะยังต้องใช้เงินไปอีกนาน โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาล ที่เราจำเป็นต้องใช้เพิ่ม แต่ไม่มีโอกาสหาเงิน หรืออาจหาเงินได้ไม่เท่าเดิมอีกแล้ว ดังนั้น เราควรทำความเข้าใจ และรู้จักวางแผนการเงิน เพื่อการเกษียณไว้แต่เนิ่นๆ อย่าคิดว่าอีกนาน เพราะเริ่มต้นได้ “ยิ่งเร็ว ยิ่งดี”
สมมติว่า ตอนนี้อายุ 20 ปี เริ่มมีรายได้เป็นของตนเอง และเริ่มออมเงินได้ เราก็ควรกำหนดเป้าหมาย ในการออมเงินไว้เลยว่า เพื่อไว้ซื้อสินทรัพย์ต่างๆ เช่น รถยนต์ บ้าน หรือ เก็บเงินเพื่อการศึกษาต่อในขั้นสูงขึ้น หรือเพื่อเป็นทุนในการทำอาชีพส่วนตัว หรือเพื่อการลงทุนให้เงินงอกเงย เพื่อให้ชีวิตหลังเกษียณอยู่อย่างสบายๆ จะเห็นได้ว่า เป้าหมายของแต่ละคนต่างกันไป แล้วทำอย่างไรถึงจะไปสู่เป้าหมายที่เราตั้งไว้….
ในวัยเริ่มต้นทำงานนี้ เป็นวัยที่ไม่มีภาระมากนัก มีเวลาในการเก็บออม และหารายได้อีกนานในอนาคต หากเราเริ่มต้นออมอย่างจริงจังในวัยนี้ โดยออมเงินเพียง 10% ของรายได้ทั้งหมดไปเรื่อยๆ และเมื่อออมเงินได้จำนวนหนึ่ง ก็อาจแบ่งเงินจำนวนนี้ไปลงทุน เพื่อให้เกิดดอกผลที่สูงกว่าการฝากธนาคาร และด้วยการที่อยู่ในวัยเริ่มต้นของการทำงานนี้เอง จึงสามารถรับความเสี่ยงการลงทุนได้สูงกว่าคนในวัยอื่นๆ เพราะการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงนั้น มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทน ที่สูงเช่นกัน ดังนั้น คนวัยนี้ก็อาจจะนำ 90% ของเงินออมที่มีอยู่ไปลงทุนในหุ้นได้ แต่ไม่ใช่ว่าซื้อหุ้นแบบเก็งกำไร แต่เป็นการลงทุนในหุ้นระยะยาว เพราะมีการศึกษามาแล้วว่า ในระยะยาวการลงทุนในหุ้นสามัญ จะให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุด
ส่วนอีก 10% ที่เหลือก็ลงทุนในตราสารที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า และได้รับผลตอบแทนที่แน่นอน เช่น พันธบัตร หรือหุ้นกู้ของบริษัทมั่นคง มีความปลอดภัยของเงินต้นหรืออาจอยู่ใน รูปของการฝากเงินกับธนาคารก็ได้ การจัดสรรเงินออมแบบนี้ นอกจากจะช่วยให้เรามีโอกาสได้รับ ผลตอบแทนที่สูงขึ้นแล้ว ยังเป็นการกระจายความเสี่ยง ในการลงทุนด้วย เงินของเรา ชีวิตของเรา ต้องฉลาดใช้ ฉลาดออม และฉลาดลงทุน เพื่อตัวของเราเอง เพราะเป็นธรรมดาว่า ชีวิตใคร ใครก็ต้องกำหนดเอาเอง
คุยกันมามากครับเรื่องการลงทุน แต่ไม่เคยมาคุยกันเรื่องที่ว่าเราควรต้องรู้เรื่องอะไรบ้างเกี่ยวกับหุ้นที่ เราสนใจ ครั้งนี้ผมจึงขอคัดเอาเรื่องนี้มาคุยกันแบบสบายๆสักครั้งครับ
1. หุ้นไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเดียวเมื่อคุณซื้อหุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง คุณจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งบริษัทนั้นจะมีผู้ถือหุ้นคนอื่นๆมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของด้วย ดังนั้นหุ้นหนึ่งหุ้นก็จะมีส่วนได้เสียในสินทรัพย์และผลกำไรของบริษัทนั้นๆ
2. หุ้นมีหลายแบบ การจะจำแนกหุ้นในตลาดออกนั้นโดยปกติจะจำแนกโดยขนาดของบริษัท(โดยวัดจากขนาด มูลค่าตลาดของหุ้นบริษัทนั้นๆ) อุตสาหกรรม รูปแบบการเติบโตของหุ้น เป็นต้นว่านักลงทุนมักจะพูดถึงหุ้นขนาดใหญ่กับหุ้นขนาดเล็ก หุ้นพลังงานกับหุ้นบันเทิง หุ้นโตเร็วกับหุ้นมูลค่า
3. หุ้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามผลประกอบการ ในระยะสั้น ราคาหุ้นจะขึ้นลงไปตามพฤติกรรมต่างๆของผู้เล่นในตลาด เช่นความกลัว ข่าวลือ ข่าวจริงเป็นต้น แต่ในระยะยาวแล้ว ราคาหุ้นไม่ว่าจะขึ้นจะลง หรือทรงตัวทั้งหมดจะเปลี่ยนแปลงไปตามผลประกอบการ
4. หุ้นเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในการได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองมา หุ้นที่มีขนาดใหญ่ๆมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 11% ต่อปี สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ และสูงกว่าผลตอบแทนจากพันธบัตร ที่ดินและการออมอื่นๆ ดังนั้นการลงทุนในหุ้นจึงเป็นทางที่ดีที่สุดในการออมเงินเพื่ออนาคต
5. หุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งไม่ได้หมายถึงตลาดทั้งตลาด หุ้นที่ดีจะสามารถขึ้นได้แม้ว่าตลาดหุ้นจะลง ในขณะที่หุ้นแย่ก็ลงได้แม้ตลาดจะขึ้น
6. หุ้นที่มีผลดำเนินการดีมาโดยตลอดไม่ได้หมายความว่ามันจะมีผลดำเนินงานที่ดีในอนาคต ราคาหุ้นจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการในอนาคต ดังนั้นหากหุ้นที่เคยมีประวัติที่ดีก็สามารถล่วงได้หากผลดำเนินงานในอนาคตแย่ลง
7. คุณไม่สามารถบอกว่าหุ้นถูกหรือแพงเพียงแค่ดูที่ราคาซื้อขายขณะนั้น เนื่องจากราคาหุ้นนั้นจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการ ดังนั้นหุ้นราคา 100 บาท อาจจะมีราคาถูกหากผลดำเนินงานดีต่อเนื่องในอนาคต ในขณะเดียวกันหุ้นราคา 2 บาทอาจจะแพงหากผลการดำเนินงานมีแนวโน้มไม่สดใส
8. นักลงทุนมักจะเปรียบเทียบราคาหุ้นกับองค์ประกอบอื่นๆเพื่อหามูลค่าหุ้น เพื่อที่จะรู้ว่าหุ้นสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่ควรเป็น นักลงทุนมักจะเปรียบเทียบราคาหุ้นกับยอดขาย กำไร กระแสเงินสด และเกณท์อื่นๆ การเปรียบเทียบความคาดหวังในผลดำเนินงานของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมใดๆก็ เป็นส่วนสำคัญ เช่นการดำเนินงานในอุตสาหกรรมที่โตช้าจะถูกคาดหวังต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่โต อย่างรวดเร็ว ซึ่งความคาดหวังในผลดำเนินงานนี้จะมีผลอย่างมากต่อราคาหุ้น
9. กลุ่มหลักทรัพย์ที่ดีมักจะมีหุ้นที่แข็งแกร่งของทุกๆกลุ่มอุตสาหกรรมรวมอยู่ >โดยทั่วไปแล้ว พอร์ตที่ดีมักจะประกอบไปด้วยหุ้นในหลายอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพราะว่าหากมีบริษัทใดเกิดราคาลงก็ยังมีหุ้นอีกหลายตัวช่วยพยุงไว้ ทำให้ไม่เสียหายมาก หรือยังมีผลตอบแทนที่ดีอยู่
10. การลงทุนที่ฉลาดคือการที่ซื้อหุ้นดีๆและถือไว้ให้ยาวที่สุดมากกว่าการซื้อ ขายรายวัน ต้นทุนในการซื้อขายจะลดลงอย่างมากหากเราซื้อและถือ จะขายก็เมื่อจำเป็นเช่นเห็นโอกาสอื่นที่ดีกว่า ตัวที่จะวัดว่าโอกาสอื่นดีกว่าหรือไม่ก็คือผลตอบแทนจากหุ้นเดิมที่เราลง ทุนอยู่นั่นเอง
ใช้เงินอย่างมีเหตุมีผล-วางรากฐานการออม
“แม่” ไม่เพียงเป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูกน้อย แต่ยังเป็น “ต้นฉบับ” ที่ลูกมักจดจำพฤติกรรมและนิสัยบางอย่าง ติดตัวไปจนโต
นั่นจึงทำให้คำกล่าวที่ว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” ถูกหยิบขึ้นมาใช้บ่อยๆ
ถ้าแม่มีพฤติกรรมทางการเงินดีๆ ซะอย่าง และบ่มเพาะนิสัยที่ดีทางการเงินให้ลูก รับรองว่าลูกของคุณก็จะถอดแบบเรื่องดีๆ ที่คุณปลูกสร้างไว้
แต่ถ้าแม่ยังมีอาการเสพติดแบรนด์เนม ก็อย่าหวังว่าลูกวัยรุ่นของคุณจะรู้จักใช้เงิน ประหยัด หัดออม
ในวาระของวันแม่ที่เวียนมาถึง Fundamentals ฉบับนี้ ได้รวบรวมความเห็นของคุณแม่นักการเงินหลายๆ ท่านมานำเสนอแง่มุม และนิสัยทางการเงินดีๆ ที่แม่ควรเป็นต้นแบบให้ลูก
*************************
เมื่อคิดจะวางรากฐานที่ดีให้กับลูกหลานแล้ว ต้องอย่าลืมมองตัวเองว่า เราเป็นต้นแบบที่ดีให้พวกเขาหรือเปล่า ถ้าตัวคุณเป็นตัวอย่างที่ดี ลูกๆ ของคุณ ก็จะเรียนรู้วิธีการบริหารเงิน โดยมีคุณเป็น
แบบอย่างนั่นเอง ดังนั้น จงเป็นตัวอย่างที่ดี และวางรากฐานการใช้เงินดีๆ ให้ลูกๆ เห็นเสมอ
ไม่ใช่ว่าอยากให้ลูกรู้จักประหยัดอดออม แต่ตัวคุณเองนั่นแหละ ที่เห็นอะไรเป็นควักกระเป๋าซื้อ
แบบไม่คิดหน้าคิดหลัง จ่ายทุกอย่างเมื่ออยากได้ แล้วอย่างนี้จะเป็นต้นแบบที่ดีได้อย่างไร
@วางรากฐานการออมเงิน&รู้จักแบ่งเป็น
“ดัยนา บุนนาค” อดีตนักการเงินผู้คร่ำหวอดในแวดวงกองทุนรวม ให้ข้อคิดว่า นิสัยแรกที่ได้พยายามปลูกฝังให้ลูกคือ การรู้จักแบ่งปัน ตั้งแต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่น การแบ่งขนม ของเล่น ทุกปีจะมีวันที่เลือกเสื้อผ้า และของเล่นไปบริจาค เมื่อลูกเริ่มไปโรงเรียน เธอจะให้เงินไปโรงเรียนพร้อมทั้งให้กระปุกแก่ลูก 2 ใบ เวลาลูกกลับมาบ้านก็จะชวนลูกหยอดเงินที่เหลือใส่กระปุก ใบหนึ่งสำหรับตัวเอง อีกใบสำหรับทำบุญ เมื่อกระปุกเริ่มเต็ม ก็จะนำเงินออกมานับให้ลูกภาคภูมิใจว่าเก็บได้เยอะ เป็นกำลังใจให้เก็บมากขึ้น
“ดิฉันมีลูกสาวที่น่ารักสองคน คนโตชื่อ ญารินดา บุนนาค สำเร็จการศึกษาด้านสถาปัตยกรรมศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล สหรัฐอเมริกา ส่วนคนเล็กชื่อ ดณีญา บุนนาค กำลังศึกษาการบริหารธุรกิจโรงแรมที่มหาวิทยาลัยเดียวกัน
อย่างที่บอกว่าเมื่อถึงตอนที่ออมเงินได้แล้ว ก็จะถามลูกว่าจะนำไปซื้อของที่เคยอยากได้ หรือจะเก็บเงินไว้ ส่วนใหญ่ลูกจะหายอยากได้ของชิ้นนั้นไปแล้ว ส่วนอีกกระปุกก็จะเลือกกันว่าจะนำไปทำบุญอะไรดี ดิฉันจะสอนลูกให้พิจารณาเหตุผล และตัดสินใจด้วยตนเองตั้งแต่เด็กๆ”
ครั้งแรกที่จะนำเงินไปฝากธนาคาร ก็ใช้เวลาอธิบายนานพอสมควรว่าเงินไม่ได้หายไป โดยธนาคารจะนำเงินไปให้ผู้อื่นที่ต้องการใช้เงินยืมไปใช้ ส่วนลูกก็จะได้ดอกเบี้ยเป็นการตอบแทน ทำให้มีเงินมากขึ้น โดยอธิบายให้ลูกเห็นประโยชน์ของดอกเบี้ยทบต้น ที่ทำให้เงินเพิ่มทวี
คุณแม่นักการเงินอีกรายหนึ่งที่มีวิธีสอนลูกในเรื่องเงินๆ ทองๆ ได้อย่างน่าฟัง คือ “วรวรรณ ธาราภูมิ” กรรมการผู้จัดการ บลจ.บัวหลวง กล่าวว่า นิสัยทางการเงินอย่างหนึ่งที่เธอหมั่นบ่มเพาะให้ลูกคือ เมื่อเราพึ่งพาตนเองได้แล้ว เราก็ต้องแบ่งส่วนหนึ่งไปช่วยผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าด้วย
“บ้านเราทำทานมากกว่าทำบุญ ไม่ค่อยสร้างวัด สร้างพระ ฯลฯ แต่หนักไปทางจุนเจือคนด้อยโอกาส ลูกก็เห็นสิ่งที่ทำ เคยถามว่าทำไมไม่เอาเงินนี้ไปลงทุน เพื่ออนาคตจะได้มากขึ้นๆ แม่ก็บอกว่านี่ละการลงทุนอีกชนิดหนึ่ง แม่ลงทุนทางสังคมให้ลูกและคนอื่นๆ”
กล่าวคือ การสนับสนุนของแม่ ทำให้ชีวิตเด็กๆ ที่ด้อยโอกาสและผู้ใหญ่ที่ไม่โชคดีอย่างเรา สามารถอยู่รอดได้ พออยู่รอดได้เขาก็ไม่ไปเป็นคนไม่ดีในสังคม เขาก็จะระลึกได้ว่าพวกเราที่โชคดีกว่าเขา ทำดีต่อเขา เขาก็จะไม่โกรธแค้นเกลียดชังพวกเรา สังคมก็จะดีขึ้น
“โชติกา สวนานนท์” กรรมการผู้จัดการ บลจ.ทหารไทย เป็นคุณแม่อีกคนหนึ่งที่วางรากฐานการออมให้ลูกตั้งแต่เล็ก เพราะเธอเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องพื้นฐานทางการเงินที่สำคัญอย่างยิ่ง
“โดยปกติก็จะมีทั้งส่วนที่แม่ออมให้ และสอนให้เขาออมเอง ก็จะคอยบอกคอยสอนตลอดว่า การออมดี และมีประโยชน์อย่างไร ลูกก็จะซึมซับมาเรื่อยๆ สำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ต้องมีวินัยทางการเงินให้ลูกเห็นก่อน”
คุณแม่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเงินๆ ทองๆ อย่าง “ชาลอต โทณวณิก” บริษัท มีเดีย ออฟ มีเดียส์ ก็มักจะบอกและทำให้ลูกเห็นถึงวินัยทางการออมของแม่ และโดยมากก็จะทำให้ลูกเห็นว่า เงินทองไม่ใช่ของที่จะหามาได้ง่ายๆ บอกให้เขารู้แหล่งที่มาของรายได้ ลูกก็จะซึมซับความเหนื่อยยากของพ่อแม่ และรู้คุณค่าของเงิน
@สอนให้ลงทุน&หารายได้
นอกจากการสอนเรื่องการฝากเงินแล้ว ดัยนายังสอนลูกเรื่องการหารายได้ เช่น การเล่นขายของ หม้อข้าวหม้อแกงโดยได้เข้าไปในเวบไซต์ของอเมริกาซึ่งมีเกมให้เด็กเล่นขายน้ำมะนาว (Lemonade stand) ซึ่งสอนเด็กให้รู้จักตัดสินใจประเมิน และเลือกโอกาสทางธุรกิจ โดยแต่ละเมืองจะมีค่าเช่าแผงไม่เท่ากัน ราคามะนาว น้ำตาลไม่เท่ากัน ส่วนราคาขายก็ให้ตั้งเอง โดยหน้าร้อนหน้าหนาวจะขายได้มากน้อยต่างกัน หากขายแพงจะขายได้น้อยกว่าขายถูก แต่ได้กำไรมากกว่า หรืออาจขายไม่ได้เลย ที่สำคัญคือ เด็กได้หัดตัดสินใจ และศึกษาผลจากการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ทางการขาย
เรื่องการลงทุนนั้น ดิฉันสอนให้ลูกลงทุนผ่านกองทุนรวมประเภทต่างๆ เมื่อลูกคนโตเริ่มทำงาน ก็แนะนำให้ซื้อกองทุน RMF และกองทุน LTF ทันที นอกจากนั้นให้แบ่งเงินไว้ออม และลงทุนก่อนเหลือเท่าไรค่อยใช้ และต้องไม่ลืมที่จะแบ่งเงินไว้ทำบุญเสมอ
โชติกาบอกว่าเมื่อบอกสอนให้ลูกออมมาได้ระดับหนึ่งแล้ว และประกอบกับวัยที่โตขึ้น ก็จะคอยสอนเขาให้รู้จักกับเรื่องของการลงทุน ว่านอกจากการฝากเงินแล้วที่จริงในโลกของเรายังมีการลงทุนอีกหลายรูปแบบให้เราเลือกลงทุน ลูกก็จะรู้จักการลงทุน จัดพอร์ต และกระจายความเสี่ยง มีทักษะการลงทุนที่ดีติดตัวเขาไปตลอด
@ให้รู้จักความสุขที่ไม่ใช่แค่ “เงินทอง”
นอกจากนั้น ดัยนาจะสอนให้ลูกตระหนักเสมอว่าความสุขไม่ได้อยู่ที่เงินแต่อยู่ที่ใจ บางทีคนยากจนมีความสุขยิ่งกว่าคนร่ำรวยเสียอีก ดังนั้น เธอจะสอนให้ลูกรู้จักความสุขจากการให้และทำบุญให้มากๆ พอใจในสิ่งที่ตนมีเป็นความสุขนั้นอยู่ที่ใจ อย่าโลภมาก อย่ามองแต่คนที่มีมากกว่าเรา แต่ให้มองคนที่มีน้อยกว่า และคิดเสมอว่าเราจะมีส่วนทำให้สังคมดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง
และที่สำคัญที่สุดคือ การสอนให้ลูกเป็นคนดีและซื่อสัตย์สุจริต เข้าใจความจำเป็นและความสำคัญของกฎเกณฑ์ กฎหมายต่างๆ ซึ่งทุกคนจะต้องมีวินัย เคารพและปฏิบัติตามกฎ ซึ่งพ่อแม่ต้องสอนโดยการปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง เธอและครอบครัวเชื่อในเรื่องบุญและบาป จะสอนให้ลูกปฏิบัติธรรมตั้งแต่เล็กๆ ซึ่งช่วยให้ลูกมีจิตใจที่ดี มั่นคงเข้มแข็งมีเหตุผล ดูแลตนเองได้ดี ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด ซึ่งลูกทั้งสองคนก็ไม่เคยทำให้พ่อแม่ผิดหวัง
@ทำแผนการเงินให้ลูกเห็น
วรวรรณบอกอีกว่า มีหลายสิ่งหลายประเด็นที่พ่อแม่สามารถเป็นต้นแบบให้ลูกเห็น เช่นโดยมากครอบครัวไทยๆ แม่มักเป็นผู้จัดการเงินในบ้าน ดังนั้นเธอจึงทำตัวอย่างให้ลูกเห็นด้วยการหยิบเอาของจริงในชีวิตจริงมาแสดงให้เห็นคือ แม่ทำแผนการเงินเป็นรายเดือนว่ารายได้ที่เราได้รับในแต่ละเดือนนั้น เราต้องใช้จ่ายอะไรบ้าง โดยทำแผนล่วงหน้าเป็นปีด้วย เพราะบางเดือนเราจะมีรายจ่ายเป็นครั้งคราวเช่น ค่าเล่าเรียนลูก ค่าประกันรถ ค่าซ่อมแซมอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ หรือค่ารักษาพยาบาลเช่น การตรวจร่างกายประจำปี/ครึ่งปี รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวของครอบครัวด้วย
ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม จะมีรายการค่าใช้จ่ายรายการหนึ่งที่เป็นการออมทุกเดือนเอาไว้ก่อน ส่วนที่เหลือจากความจำเป็นและการออม คือ ส่วนที่เราจะเอาไปใช้ในสิ่งฟุ่มเฟือยบ้างได้ แผนพวกนี้ทำไปจนเราเกษียณแล้ว เราจึงเห็นตั้งแต่วันนี้เลยว่าเราจะมีสภาพอย่างไรในยามเกษียณ ลูกจะสามารถศึกษาได้ขนาดไหน ฯลฯ
ในส่วนที่เป็นการออม ก็จะเอาไปลงทุนในกองทุนรวมทุกเดือน ทั้งกองทุนในประเทศและต่างประเทศ เพราะเราทำงานแบบนี้หากไปซื้อหลักทรัพย์เองมันไม่สะดวกใจ และอาจเป็นที่ครหา ก็เลยตัดปัญหาไปเสียเลย และเราก็ให้ลูกดูโมเดลที่เราทำ ซึ่งเป็นการประมาณการว่าการลงทุนของเราในที่ต่างๆ นั้น พอเราอายุ 60 ปี มันจะเป็นอย่างไร ควรปรับสัดส่วนอย่างไรไหม ภายใต้ข้อมูลและอายุของเราที่เปลี่ยนไปทุกปี
“สิ่งที่ลูกจะเรียนรู้ได้จากแม่ในเรื่องนี้ คือ การรู้จักวางแผนการเงินตั้งแต่เล็กๆ การเรียนรู้และจัดทำแผนการเงินของตนเองจะให้ลูกมีสติ รู้ประมาณตน และหมดความกังวลใจในความไม่แน่นนอนทางการเงินไปได้ตลอดอายุขัย นี่เป็นเสรีภาพในชีวิตตนเองอย่างหนึ่งที่อยากให้ลูกได้รับ สมมติว่าต่อไปลูกไปเป็นลูกจ้างใคร เกิดงานที่ทำนั้นไม่ต้องตรงกับนิสัยลูก ลูกจะมีทางเลือกที่อิสระมากกว่าคนที่มีภาระทางการเงินและไม่รู้ภาวะทางการเงินตนเอง”
ชาลอตบอกว่า สิ่งหนึ่งที่เป็นนิสัยทางการเงินที่ดีที่พ่อแม่ควรทำให้ลูกเห็นคือ เมื่อทำบัญชีรับจ่ายก็ควรเปิดเผยให้ลูกรู้ และคอยสอนเขาให้บริหารเงิน เช่นได้เงินพิเศษเก็บออมยังไงและบันทึกลงในบัญชียังไงดี
“ปกติเวลาไปลงทุนอะไร จดเอาไว้ ก็จะบอกลูกตลอด ให้เขาเห็นว่าแม่เอาเงินไปซื้อที่ดินซื้อบ้านนะ เขาจะได้รู้ฐานะที่แท้จริง และนำแบบอย่างไปใช้”
@ใช้เงินอย่างมีเหตุมีผล-ไม่ฟุ่มเฟือย
วรวรรณย้ำว่า คนที่เป็นแม่ไม่ควรจะมีนิสัยเห่อเหิมกับสิ่งที่เป็นแต่เปลือกนอก แต่ชื่นชมกับความงดงาม และความมีคุณค่าของสิ่งต่างๆ โดยไม่วัดคนจากสิ่งเหล่านั้นที่เขามี อุปนิสัยเหล่านี้จะถ่ายทอดไปที่ลูกด้วย
กล่าวคือ เราสามารถมีเท่าที่ลูกคนอื่นๆ เขามีได้โดยไม่เดือดร้อนอะไร แต่จะมีไปทำไมเกินกับที่เราจะใช้ได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละสภาพของเรา
“ตัวอย่างเช่นโทรศัพท์มือถือ เดี๋ยวนี้เป็นสิ่งจำเป็น แต่ไม่จำเป็นต้องเครื่องละ 2 หมื่น ระดับ 6 พันบาทก็เพียงพอเกินพอแล้ว และแม่ออกครึ่ง ลูกออกครึ่ง เดือนไหนลูกใช้จ่ายค่าโทรศัพท์มาก ลูกเหลือเงินน้อย แม่ก็ดับเบิลให้ลูกน้อย ลูกก็จะเห็นว่าในเดือนนี้ลูกมีเงินออมที่จะเอาไปลงทุนน้อยลง ผลของเงินในอนาคตของลูกก็ หดๆๆๆๆ ลูกก็จะฉุกใจคิด ปรับปรุงตนเองต่อไปในเดือนหน้า”
โชติกายอมรับว่าลูกของเธออยู่ในช่วงวัยรุ่น แน่นอนว่าด้วยวัย ทำให้ลูกอยากได้โน่นได้นี่ ซึ่งบางทีก็เป็นการใช้จ่ายอย่างไม่สมเหตุสมผลเท่าไร พฤติกรรมการใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือยมักจะเกิดในช่วงนี้ เช่น ใช้โทรศัพท์มือถือจนงบบานปลาย หน้าที่ของแม่คือคอยกล่าวให้เห็นถึงความเหมาะสม และใช้จ่ายเงินอย่างมีเหตุมีผล อธิบายให้ลูกเข้าใจ
“บางทีการกระทำของเรา เราต้องอธิบายให้ลูกเข้าใจให้ได้ เช่นจะเห็นว่าแม่ซื้อและใช้ของแพงนะ แต่เห็นมั้ยว่าแม่ไม่ได้ซื้อบ่อยหรือพร่ำเพรื่อ แล้วของที่ซื้อมาแม้จะแพงแต่แม่ก็ใช้อย่างคุ้มค่า ก็จะบอกว่าเขา ว่าถ้าลูกรักที่จะซื้อของในแบบของลูกเช่นซื้อเสื้อยืดราคาไม่แพง แต่ซื้อบ่อย ก็จะไม่มีสิทธิมาซื้อของแพงนะ หรือบางทีซื้อนาฬิกามาเรือนหนึ่ง ก็จะบอกเขาว่าแพงแต่คุ้ม ใช้ทีเดียวนานไปเลย หรือบางอย่าง ก็จะคอยชี้ให้เห็นมูลค่าที่งอกเงยของสิ่งที่เราซื้อ สมมติเราซื้อเครื่องประดับอะไรซักชิ้น ก็จะไม่ซื้อที่มันไม่มีมูลค่าเพิ่ม เช่นซื้อต่างหูซักคู่แทนที่จะซื้อของถูก ถ้าเรายอมซื้อแพงหน่อยมันก็มีมูลค่าเพิ่มอยู่ในตัว”
หัวข้อนี้ เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชาลอตเน้นเสมอว่า พ่อแม่ต้องเป็นต้นแบบเรื่องนิสัยการจับจ่ายที่มีเหตุมีผล บางครั้งที่แม่ต้องซื้อของแพงเข้าบ้าน หรือเป็นของใช้ส่วนตัว แม่ก็ต้องอธิบายถึงเหตุผลและความสมเหตุสมผลให้ลูกเข้าใจได้ เพราะของบางอย่างแพงที่ก็มีเหตุผลที่ควรซื้อ
เหล่านี้เป็นมุมมองของคุณแม่นักการเงิน ที่คุณแม่หลายคนน่าหยิบนิสัยทางการเงินดีๆ ไปประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบให้ลูกหลานได้
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2550 (โดย กาญจนา หงษ์ทอง)
แผนที่ชีวิต : ต่อไปนี้เป็นคำสอนของพ่อคนหนึ่งที่มอบให้แก่ลูก
หลังจากลูกเรียนจบจากมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นคู่มือในการคำเนินชีวิตต่อไป….
……พ่อบอกว่า…….ลูกเอ่ย เจ้าควร….
1.เฝ้าดูดวงอาทิตย์ตกอย่างจริงจัง อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
2.อย่าดูถูกผู้อื่น
3.พูดคำว่า ขอบคุณ ให้มากๆ
4.มีชีวิตอยู่ภายใต้จุดมุ่งหมายของเจ้าเอง
5.ปฎิบัติกับคนอื่นเช่นเดียวกับที่เจ้าอยากให้คนอื่นปฎิบัติกับเจ้า
6.บริจาคเลือดทุกปี
7.คบหาเพื่อนใหม่ และรำลึกถึงเพื่อนเก่าเสมอ
8.รักษาความลับเป็น
9.ยอมรับความผิดพลาดของตนเอง
10.จงแสดงความกล้าหาญ ถึงแม้ว่าเจ้าจะไม่ใช่คนกล้าก็ตาม
11.ใช้บัตรเครดิตเพื่อความสะดวก มิใช่เพื่อการเป็นหนี้สิน
12.อย่าขี้โกง
13.อ่านหนังสือธรรมะอย่างจริงจัง ปีละ 1 ครั้ง
14.เรียนรู้ที่จะฟัง
15.อย่าสิ้นหวัง
16.อย่าสวดมนต์เพื่อขอสิ่งใดๆ นอกจากปัญญาและความกล้าหาญ
17.อย่าแสดงอะไรออกมาเมื่อมีอารมณ์โกรธ
18.มีบุคลิกที่ดี เดินเข้าไปในห้องทำงานอย่างมั่นใจ
19.อย่าถกเถียงธุรกิจภายในลิฟท์
20.จงตั้งใจแพ้ศึกเล็กๆ เพื่อจะเอาชนะศึกใหญ่ๆ
21.อย่าคบกับบุคคลที่ไม่เคยสูญเสียสิ่งใดๆ เลย
22.อย่านินทาลับหลัง
23.เมื่อเผชิญหน้ากับงานหนักจงปฎิบัติกับมันราวกับว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะล้มเหลว
24.อย่าคิดว่าชีวิตจะยุติธรรมเสมอไป
25.อย่าประเมินอำนาจของการให้อภัยต่ำเกินไป
26.อย่าผัดวันประกันพรุ่ง
27.อย่ากลัวที่จะกล่าวคำว่า ?ผมเสียใจ?
28.อย่ากลัวที่จะกล่าวคำว่า ?ผมไม่รู้?
29.จงเขียนเรื่องราว 25 ประการที่อยากรู้ก่อนตายไว้ในกระเป๋าและนำมันติดตัวไปด้วยเสมอ
30.โทรศัพท์ถึงแม่บ้าง
หวังว่าคงเป็นประโยชน์บ้างตามสมควร
สองสามวันก่อน ดิฉันแวะไปทำธุระที่ธนาคารเลยได้เห็นภาพประทับใจค่ะ … เด็กผู้หญิงแก้มยุ้ยน่าหยิกคนหนึ่ง มือซ้ายจูงมือคุณแม่ มือขวาอุ้มกระปุกหมูออมสิน ท่าทางจะมาเปิดบัญชีเงินฝากเป็นครั้งแรก รอยยิ้มดีใจพร้อมแววตาสดใสของหนูน้อยคนนั้น พาให้ใครที่เห็นเป็นต้องอดอมยิ้มตามไปด้วยไม่ได้
ตอนเด็ก ๆ พวกเราส่วนใหญ่คงเคยเป็นแบบหนูน้อยคนนี้ใช่ไหมคะ? ที่มักจะถูกผู้ใหญ่สอนว่า ?…มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท…? เพื่อให้เราหมั่นเก็บออมเงินไว้เพื่อวันข้างหน้า แต่พอตอนโต เริ่มเข้าสู่วัยทำงาน หลายคนกลับลืมนึกถึงการออมเงินเพื่อวันข้างหน้า ในวันที่เราเข้าสู่วัยเกษียณ ไม่ได้ทำงาน และไม่มีรายได้แล้ว
พูดถึงประเด็นนี้ขึ้นมา ทำให้ดิฉันนึกย้อนไปถึงตัวเลขสถิติที่เคยอ่านเจอมา (ขอประทานโทษที่จำที่มาไม่ได้ค่ะ) ค่อนข้างเป็นข้อมูลที่น่าสนใจทีเดียว เขาบอกไว้อย่างนี้ค่ะว่า ในคนหนุ่มสาวทุก 100 คน จะพบตัวเองเมื่อย่างก้าวสู่วัยเกษียณอายุว่า 1 คน มีฐานะร่ำรวย, 4 คน มีอิสระทางการเงิน, 5 คน ยังต้องทำงานหนัก, 54 คน ต้องพึ่งพาลูกหลาน และ 36 คน จากไปก่อนวัยอันควร
หากถามคุณ ๆ ว่าอยากเป็นแบบไหนใน 100 คนนี้ ดิฉันเชื่อว่าคำตอบที่ได้รับคงออกมาคล้าย ๆ กันใช่ไหมคะ? เพราะคงไม่มีใครอยากลำบากตอนแก่ และเท่าที่ถามคนแถว ๆ นี้ดู หลายคนเห็นตรงกันว่า แก่ตัวไป ไม่จำเป็นต้องมีฐานะร่ำรวยก็ได้ แต่อย่างน้อยขอเป็น 1 ใน 4 คนที่มีอิสระทางการเงิน ไม่เป็นหนี้เป็นสินใคร เลี้ยงตัวเองได้ก็พอ
ดิฉันจะบอกว่า หากคุณอยากเป็น 1 ใน 4 หรือ 5 คน จาก 100 คน ที่มีความเป็นอยู่ที่ดีในวัยเกษียณนั้น เป้าหมายอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่ค่ะ เพราะวันนี้ดิฉันจะชวนคุณมาสร้าง ?กระปุกออมสิน? เพื่อวัยเกษียณกัน เริ่มจากคุณจะต้องรู้คร่าว ๆ ก่อนว่า คุณจะต้องเก็บเงินไว้ก้อนโตเท่าไรสำหรับวัยเกษียณ อย่าลืมว่า ด้วยวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่ที่เจริญก้าวหน้า ทำให้อายุเฉลี่ยของคนไทยปัจจุบันยืนยาวขึ้น โดยชายไทยมีอายุเฉลี่ยถึง 74 ปี ขณะที่ผู้หญิงเรา อายุยาวกว่านิดหนึ่งค่ะ คือ อยู่ที่ 79 ปี ปัญหาที่ตามมาคือ เราจะเตรียมเงินไว้ให้พอเพียงกับจำนวนปีที่เราจะต้องมีชีวิตอยู่หลังเกษียณกันอย่างไรดี
ตามทฤษฎีเค้าว่ากันว่า หากเราจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีในวัยเกษียณ จะต้องมีเงินไว้ใช้ไม่น้อยกว่า 50% ของเงินเดือนเดือนสุดท้ายที่เราได้รับขณะที่เรายังทำงานอยู่ค่ะ อย่างเช่นสมมติว่าผู้หญิงคนหนึ่ง ตั้งใจจะเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี? โดยมีเงินเดือนเดือนสุดท้ายเท่ากับ 50,000? บาท นั่นแปลว่าหลังเกษียณ เธอต้องมีเงินสำหรับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในแต่ละเดือนประมาณ 25,000 บาท เพื่อให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ด้อยไปกว่าสมัยที่เธอยังทำงานอยู่ หากใช้ค่าอายุเฉลี่ยของเพศหญิง คือ 79 ปี มาคำนวณหาก้อนเงินที่เธอต้องมี เท่ากับเธอจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกประมาณ 19 ปี? เมื่อลองคำนวณตามหลักมูลค่าเงินปัจจุบัน (present value) โดยใช้อัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยที่ 4% (อันนี้เป็นตัวเลขคร่าว ๆ นะคะ) พบว่า ณ วันที่ผู้หญิงคนนี้เกษียณ เธอจะต้องมีเงินถึง 4 ล้านบาท (จริง ๆ แล้ว คือ 3,988,066.01 บาทค่ะ)
เป็นอย่างไรคะ คุณได้ลองใช้วิธีเดียวกันนี้ คำนวณก้อนเงินใน ?กระปุกออมสิน? ที่คุณต้องมีแล้วหรือยัง? อยากบอกเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งว่า คุณ ๆ แต่ละคนอาจมีความจำเป็น และความต้องการในชีวิตที่ไม่เหมือนกัน บางคนอาจอยากใช้ชีวิตวัยเกษียณไปกับการท่องเที่ยว บางคนอาจมีโรคประจำตัว สุขภาพไม่แข็งแรง ต้องเผื่อเงินไว้สำหรับค่ารักษาพยาบาลมากหน่อย หรือบางคนอยากมีงานอดิเรกหรือมีกิจกรรมที่ต้องมีค่าใช้จ่ายแตกต่างนอกเหนือไปจากสูตร 50% ที่ยกมา ก็ลองปรับตัวเลขกันได้นะคะ สำหรับคุณ ๆ ที่คำนวณออกมาแล้ว ทราบว่าตัวเองจะต้องมีเงินเท่าไร ดิฉันก็อยากจะถามต่อไปว่า แล้วปัจจุบันคุณมีเงินเก็บตามนั้นหรือยังคะ???????
หากสำรวจดูแล้ว พบว่า ?กระปุกออมสิน? ของคุณยังขาดเงินอยู่อีกมาก ก็ขอแนะนำให้คุณเริ่มทบทวนการเก็บเงินของคุณตั้งแต่วันนี้ โดยมี 5 วิธีที่จะช่วยให้การเก็บเงินเพื่อวัยเกษียณของคุณไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ได้แก่? 1. ลดรายจ่ายลง 2. เพิ่มรายได้ 3. เก็บออมเงินให้มากขึ้น (ซึ่งก็เป็นผลต่อเนื่องมาจาก 1 และ 2 ด้วยค่ะ) 4. เกษียณให้ช้าลง ทำงานให้นานขึ้น และ 5. หาวิธีออมเงินแบบที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
ถึงตอนนี้คุณบางคนอาจขอค้านว่า วิธีอื่น ๆ ไม่ติดใจสงสัยเท่าไร แต่วิธีเก็บออมเงินเพิ่มนี่สิ ลำพังรายได้ปัจจุบันยังใช้ไม่พอเลย แล้วจะเอาเงินที่ไหนเหลือมาหยอดกระปุกกันล่ะ? ดิฉันขอให้คุณมองกลับด้านอย่างนี้ค่ะว่า ให้ตั้งเป้าไว้ก่อนว่าคุณจะต้องเก็บเงินเดือนละเท่าไร แล้วกันเงินส่วนนั้นแยกออกมาเก็บไว้ โดยเงินส่วนที่เหลือจากเก็บถึงค่อยเป็นเงินที่คุณนำไปใช้จ่ายค่ะ
ส่วนคุณที่กำลังสงสัยว่าวิธีออมเงินแบบได้ผลตอบแทนสูงขึ้นคืออะไร? จริง ๆ แล้วสำหรับทางเลือกต่าง ๆ ในการลงทุน ก็มีตั้งแต่การฝากเงินกับธนาคาร การซื้อทองคำ หรือเครื่องประดับมีค่าจำพวกเพชร พลอย การซื้ออสังหาริมทรัพย์ อย่างบ้าน ที่ดิน หรือคอนโดมิเนียม การทำประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ ถัดมา ก็เป็นรูปแบบของการลงทุนในตราสารทางการเงินต่าง ๆ ซึ่งก็มีทั้งการลงทุนด้วยตัวเอง (อย่างการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หุ้น หุ้นกู้ ฯลฯ ซึ่งก็มีประเด็นแยกย่อยไปอีกค่ะว่า เป็นหุ้นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ หรืออยู่นอกตลาดฯ) และการลงทุนผ่านกองทุนรวม ซึ่งจะมีบริษัทจัดการทำหน้าที่รวบรวมเงินของผู้ลงทุนรายย่อย แล้วมีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินทำหน้าที่บริหารกองเงินค่ะ???
ก่อนจากอยากฝากไว้ค่ะว่า สำหรับคุณที่ยังนิยมรูปแบบการออมเงินด้วยการนำเงินทั้งหมดฝากธนาคารเอาไว้ จริงอยู่ค่ะว่าที่ผ่านมาคุณมั่นใจได้ว่าเงินต้นจะไม่สูญ แต่หากคุณลองคำนวณอัตราเงินเฟ้อ เปรียบเทียบกับอัตราดอกเบี้ยที่คุณได้รับจากการฝากเงินแล้ว หากพบว่า อย่างหลังต่ำกว่าอย่างแรก นั่นก็คือเงินต้นของคุณในความจริงได้ลดลงค่ะ และเมื่อมองไปในอนาคตอีกไม่นานนี้ ที่จะมีสถาบันประกันเงินฝาก คราวนี้เงินต้นแบบชัวร์ ๆ ของคุณที่ฝากธนาคารไว้ ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ไม่แน่ไม่นอนแล้วซีคะ เห็นทีคุณต้องลองมองทางเลือกการลงทุนรูปแบบอื่น ๆ นอกจากเงินฝากธนาคารบ้างแล้วล่ะค่ะ นอกจากนั้น อย่าลืมกระจายความเสี่ยงในการลงทุนด้วยนะคะ ตามหลักที่ว่า ?อย่าใส่ไข่ไว้ในตะกร้าใบเดียว? ค่ะ
คราวนี้คุณ ๆ ได้รู้วิธีสำรวจ ?กระปุกออมสิน? และรู้จักทางเลือกต่าง ๆ ในการลงทุนกันไปแล้ว ครั้งต่อไปมาติดตามกันค่ะว่า กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ที่กำลังฮ็อตฮิตเป็นที่กล่าวขวัญถึงในแวดวงคนทำงานนั้น จะเป็นตัวช่วยให้กับการออมเงินเพื่อวัยเกษียณของคุณได้อย่างไรบ้าง … แล้วพบกันค่ะ
ที่มา:
คอลัมน์ หน้าต่าง ก.ล.ต.
โดย ณัฐญา นิยมานุสร
สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต.
ประจำวันที่ 21 ก.ย. 47
เคล็ดลับความสำเร็จของคนรวยที่สุดในโลก (RichMan Strategy)
เคล็ดลับของ บิล เกตส์ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐี 10 ประการ ดังนี้
1. จังหวะชีวิตที่ถูกกาลเวลา
2. หลงรักเทคโนโลยีอยู่สูงสุด
3. บดขยี้คู่แข่งเพื่อชัยชนะในธุรกิจ
4. เลือกจ้างคนที่มีความฉลาดหลักแหลม
5. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อความอยู่รอดของบริษัท
6. อย่าคาดหวังว่าจะไม่มีศัตรูในธุรกิจ
7. จะต้องเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และเข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง
8. สร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่
9. สร้างบรรยากาศการทำงานแบบบริษัทเล็กๆ
10. อย่าประมาท
ที่มา: http://www.budmgt.com/topics/top01/richmanstrategy.html








