Archive for the 'การออม' Category
คุณอาจเคยได้ยินข่าวเรื่องคนขี่สามล้อที่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่1 ซึ่งได้รับเงินรางวัลเป็นสิบ ๆ ล้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี เขากลับไม่มีเงินเหลือแม้สักบาทเดียว สุดท้ายจึงต้องกลับมาถีบสามล้อใหม่อีกครั้ง อาจจะเป็นเรื่องน่าขำที่เกิดขึ้น แต่นี่เป็นเพียงตัวอย่างง่าย ๆ ของบุคคลที่ไม่มีการวางแผนหรือมีการวางแผนการเงินที่ไม่ดีพอ ซึ่งส่วนใหญ่มักเนื่องมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้
- คิดว่าตัวเองมีรายได้เพียงพอสำหรับภาระค่าใช้จ่ายรายวันแล้ว
- ไม่ต้องการคิดในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตในทางไม่ดี เช่น การว่างงาน ทุพพลภาพ ความตาย
- ไม่มีเวลาที่จะจัดทำแผน
- คิดว่าการวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่มีค่าใช้จ่ายสูง
- ต้องการคงวิถีชีวิตของตนไว้ ซึ่งส่วนใหญ่มักคิดว่าสถานะการเงินของตนเองอยู่ในสภาพที่ดีอยู่แล้ว
- มักคิดว่าการวางแผนการเงินเหมาะสำหรับผู้ที่ใกล้เกษียณอายุเท่านั้น
ดังนั้น ก่อนที่คุณจะลงทุน คุณควรจะจัดสรรเงินที่มีอยู่ให้ตรงกับความต้องการของการใช้เงินที่คุณวางแผนไว้เสียก่อน โดยคำนึงถึงช่วงอายุและรายได้ จะได้รับทั้งหมดเป็นสำคัญ

ช่วงอายุ (Life Cycle)
เป็นปัจจัยสำคัญประการแรกที่คุณควรใช้พิจารณาในการวางแผนการเงิน ผู้ที่มีอายุน้อยและมีรายได้อยู่ในช่วงเริ่มสะสมทรัพย์ มักจะนิยมออมเงินเพื่อมาซื้อทรัพย์สินเช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ ตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน ทำให้เงินออมส่วนใหญ่มักจะจมไปกับการผ่อนหนี้ที่มัดตัวจนไม่สามารถนำไปลงทุนให้เงินงอกเงยได้เลย ดังนั้น คุณควรจะวางแผนว่ามีความ จำเป็นที่จะใช้สินทรัพย์ใดบ้าง ในช่วงอายุใดที่เหมาะสมจะซื้อ และต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้ได้มา เมื่อทำงานได้จนสามารถสะสมทรัพย์สินตามที่ต้องการแล้ว คุณควรจะเริ่มลงทุนในสิ่งที่มั่นคงถาวรขึ้น เพื่อเป็นเงินออมสำหรับใช้เมื่อหลังเกษียณอายุ โดยมีจุดประสงค์ที่จะเป็นอิสระทางการเงินเป็นสำคัญ
จากแผนภูมิ แสดงให้เห็นถึงช่วงอายุของผู้ลงทุน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. ขั้นตอนของชีวิตช่วงที่เริ่มทำงานและสะสมทุนทรัพย์
เป็นช่วงที่มีรายได้น้อยแต่สม่ำเสมอ โดยปกติแล้วรายได้มักจะเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอตามระดับความรับผิดชอบที่สูงขึ้น และทักษะความรู้ที่พัฒนาขึ้นจากงานนั้นๆ
2. ขั้นตอนของชีวิตช่วงที่มีรายได้สูงกว่ารายจ่าย
เป็นช่วงที่มีระดับความสามารถในการหารายได้สูงที่สุด เนื่องจากคุณจะมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ส่วนหนี้สินที่มีนั้นลดลง จึงทำให้มีเงินส่วนที่เหลือไว้สำหรับการลงทุนมากขึ้น อย่างไรก็ดี คุณควรจะเก็บเงินบางส่วนสำรองไว้สำหรับใช้ในช่วงเกษียณอายุด้วย
3. ขั้นตอนของชีวิตช่วงเกษียณอายุการทำงาน
คุณมีโอกาสน้อยที่จะหารายได้เพิ่มขึ้น จึงต้องใช้ทรัพย์สินที่สะสมและลงทุนไว้ เงินบำนาญ และเงินออมเพื่อเกษียณในการดำรงชีวิต ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นช่วงที่คุณจะมีอิสระทางการเงิน
4. ขั้นตอนของช่วงปลายชีวิต
มีทรัพย์สินมากเกินกว่าจะใช้หมด จึงมีเหลือเผื่อแผ่เจือจุนให้แก่ผู้อื่นได้ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะหมดไปกับค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
2.รายได้ที่ได้รับ (Income)
เมื่อมีรายได้เกิดขึ้นไม่ว่าจะได้จากเงินประจำเดือน จากธุรกิจส่วนตัว เงินจากมรดก หรืออื่น ๆ คุณควรจัดสรรเงินก้อนแรกไว้สำหรับค่าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของตัวคุณและครอบครัว เช่น เงินค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน เป็นต้น หลังจากที่เตรียมการขั้นพื้นฐานสำหรับชีวิตไว้เรียบร้อยแล้ว คุณควรจะตระหนักถึงค่าใช้จ่ายสำคัญที่คุณควรจัดเตรียมไว้ก่อนเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์ เพื่อคุณจะได้ไม่มีความกังวลใจและเครียดกับผลของการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งประกอบด้วย
- เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เงินสำรองนี้ควรเก็บไว้ในรูปแบบที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด และสามารถเบิกใช้ได้ทันทีที่ต้องการ เช่น การฝากในรูปบัญชีออมทรัพย์
- ภาระหนี้สิน ถือเป็นหน้าที่ของคุณตามกฎหมายที่ต้องรับผิดชอบ เพราะหากคุณไม่จ่ายตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินในครอบครองหรืออาจฟ้องล้มละลายได้
- เงินสำหรับแผนการในอนาคต หากคุณมีแผนการที่ชัด-เจนเหล่านี้อยู่ในใจ ก็ควรจะวางแผนเก็บเงินเพื่อแผนการนั้น โดยคำนวณจากเงินที่มีในปัจจุบันและรายได้ในอนาคต
- เงินประกัน คุณอาจจะจัดทำประกันชีวิต หรือประกันอื่น ๆ ทั้งแก่ตัวคุณเองและสมาชิกในครอบครัวให้ ในกรณีที่คุณไม่อยากเสี่ยงกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
คุณสามารถวางแผนการเงินกระแสเงินสดอย่างง่าย ๆ โดยใช้ตัวอย่างแบบฟอร์มข้างล่างช่วยวิเคราะห์สถานะทางการเงินของคุณในช่วงเวลา 5 ปี
ขั้นตอนที่ 1 รวมรายได้ที่ได้รับทั้งหมด
| รายได้ | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| เงินเดือนของคุณ | |||||||
| เงินเดือนคู่สมรส | |||||||
| โบนัส | |||||||
| เงินปันผล | |||||||
| ดอกเบี้ยรับ | |||||||
| รายได้อื่น ๆ | |||||||
| รายได้รวม (1) |
ขั้นตอนที่ 2 หักค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรกสำหรับดำรงชีพ
| ค่าใช้จ่าย | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| ค่าเช่า/ผ่อนบ้าน | |||||||
| ค่าน้ำค่าไฟ | |||||||
| ค่าอาหาร | |||||||
| ค่าเสื้อผ้า | |||||||
| ค่าพาหนะ | |||||||
| ค่าพักผ่อน เช่น ดูหนังฟังเพลง | |||||||
| ค่าใช้จ่ายรวม (2) |
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจดูเงินสำรองฉุกเฉินว่ามีเพียงพอหรือไม่
| เงินสำรอง | เก็บเพิ่ม | ปัจจุบัน | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| เงินฝากออมทรัพย์ | |||||||
| เงินฝากหรือลงทุนในระยะสั้นอื่น ๆ | |||||||
| รวม (3) |
ขั้นตอนที่ 4 จ่ายภาระหนี้สินที่จำเป็น (ถ้ามี)
| หนี้สิน | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| หนี้บัตรเครดิต | |||||||
| เงินกู้ระยะสั้น | |||||||
| เงินกู้ผ่อนระยะยาว | |||||||
| เงินกู้เพื่อการศึกษา | |||||||
| อื่น ๆ เช่น ภาษีค้างจ่าย | |||||||
| รวม (3) |
ขั้นตอนที่ 5 หักเงินสำหรับแผนการในอนาคต
| ค่าใช้จ่ายอนาคต | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| ค่าดาวน์บ้าน/รถ | |||||||
| ค่าซ่อมแซมครั้งใหญ่ | |||||||
| ทุนการศึกษาลูก ๆ | |||||||
| ค่าภาษีรายปี | |||||||
| อื่น ๆ เช่นแผนเกษียณ | |||||||
| รวม (5) |
ขั้นตอนที่ 6 หักเงินค่าเบี้ยประกันเพื่อความมั่นคงในชีวิต (ถ้ามี)
| เงินประกัน | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| ค่าประกันชีวิต | |||||||
| ค่าประกันรถ | |||||||
| ค่าประกันอื่น ๆ | |||||||
| รวม (6) |
ขั้นตอนที่ 7 คำนวณหาเงินเก็บและเงินลงทุนที่คุณมี
| หนี้สิน | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| รายได้รวม (1) | |||||||
| หักค่าใช้จ่ายประจำ (2) | |||||||
| หักเงินสำรองรวม (3) | |||||||
| หักหนี้สินรวม (4) | |||||||
| หักค่าใช้จ่ายอนาคต (5) | |||||||
| หักเงินประกันรวม (6) | |||||||
| เงินเก็บและเงินลงทุน |
เรามาลองดูตัวอย่างของการใช้ตารางนี้ช่วยวางแผนทางการเงินในชีวิตจริงของคุณน้ำผึ้งซึ่งทำงานเป็นเลขาของผู้จัดการบริษัทส่งออกแห่งหนึ่ง มีรายได้ 25,000 บาทต่อเดือน และต้องการที่จะเก็บเงินไว้ซื้อทรัพย์สินที่จำเป็น เช่น บ้าน รถ ดูแลพ่อแม่ นอกจากนี้ ยังหวังจะเก็บเงินไว้ใช้ยามเจ็บป่วยและหลังเกษียณอีกด้วย
|
รายได้
|
รายเดือน
|
รายปี 1
|
2
|
3
|
4
|
5
|
รวม
|
| เงินเดือนของคุณ | 25,000 | 300,000 | 300,000 | 300,000 | 336,000 | 336,000 | 1,572,000 |
| โบนัส (2 เดือน) | 50,000 | 50,000 | 50,000 | 75,000 | 75,000 | 300,000 | |
| รายได้อื่นๆ | 10,000 | 12,000 | 15,000 | 18,000 | 25,000 | 80,000 | |
| รายได้รวม (1) | 360,000 | 362,000 | 365,000 | 413,000 | 436,000 | 1,952,000 | |
| ค่าใช้จ่าย |
รายเดือน
|
รายปี 1
|
2
|
3
|
4
|
5
|
รวม
|
| ค่าเช่าบ้าน | 5,000 | 60,000 | 60,000 | 62,000 | 63,000 | 65,000 | 310,000 |
| ค่าน้ำ ค่าไฟ | 1,000 | 12,000 | 12,000 | 12,000 | 12,500 | 13,000 | 61,500 |
| ค่าอาหาร | 7,000 | 84,000 | 84,000 | 86,000 | 87,000 | 90,000 | 431,000 |
| ค่าเสื้อผ้า |
-
|
12,000 | 12,000 | 12,000 | 15,000 | 15,000 | 66,000 |
| ค่าพาหนะ | 3,000 | 36,000 | 36,000 | 36,000 | 40,000 | 40,000 | 188,000 |
| ค่าพักผ่อน เช่น ดูหนัง ฟังเพลง | 1,000 | 12,000 | 12,000 | 12,000 | 15,000 | 15,000 | 66,000 |
| ค่าใช้จ่าย (2) | 216,000 | 216,000 | 220,000 | 232,500 | 238,000 | 1,125,000 | |
| เงินฝาก (3) | 1,000 | 12,000 | 12,000 | 12,000 | 15,000 | 15,000 | 66,000 |
| ค่าบัตรเครดิต (4) | 1,000 | 12,000 | 12,000 | 12,000 | 15,000 | 15,000 | 66,000 |
| เก็บสำหรับค่าดาวน์รถ (5) | 2,500 | 30,000 | 30,000 | 30,000 | 45,000 | 45,000 | 180,000 |
| อื่นๆ เช่น แผนเกษียณ (5) | 1,250 | 15,000 | 15,000 | 15,000 | 18,000 | 18,000 | 81,000 |
| รวม (2+3+4+5) | 285,000 | 285,000 | 289,000 | 325,500 | 331,000 | 1,515,500 | |
| เงินเก็บและเงินลงทุน (1)-รวม(2+3+4+5) |
75,000 | 77,000 | 76,000 | 87,500 | 105,000 | 420,500 |
หลังจากที่น้ำผึ้งได้จัดการวางแผนการเงินแล้ว เธอเริ่มหายกังวลว่าในอนาคต เธอจะมีเงินเพียงพอที่จะซื้อทรัพย์สินที่ต้องการ และเหลือไว้ใช้ยามเกษียณตามที่เธอวางแผนไว้ได้หรือไม่ เพราะเมื่อดูจากตารางแล้ว จะเห็นได้ว่าเมื่อเธอทำงานได้ 5 ปี เธอจะสามารถ
- ดาวน์รถจากเงินที่เก็บสะสมไว้เป็นจำนวน 180,000 บาท
- มีเงินฝากสำรองฉุกเฉินยามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น 66,000 บาท
- มีเงินเก็บและลงทุนสะสมเป็น 420,500 บาท ซึ่งเธอสามารถนำไปใช้ในการลงทุนเพื่อทำให้เงินที่มีอยู่เพิ่มขึ้น และมีเก็บไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคในอนาคตได้
- นอกจากนี้ น้ำผึ้งยังไม่ต้องห่วงเงินทองที่จะเก็บไว้ใช้หลังเกษียณอายุอีกด้วย เนื่องจากเธอสำรองไว้ในแต่ละปีของทางการทำงานแล้ว เช่น ในระยะ 5 ปี จะมีทั้งหมด 81,000 บาท
ในตอนนี้ น้ำผึ้งพร้อมที่จะลงทุนอย่างสบายใจ เพราะถึงแม้ว่าผลการลงทุนอาจจะไม่เป็นอย่างที่เธอคาดคิดไว้ เธอก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย และไม่ต้องกลัวว่าจะต้องลำบากเพราะมีเงินใช้ไม่พอเลย หากแต่สิ่งที่เธอจะคิดต่อไปคือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้เงินสะสมที่มีอยู่เจริญงอกงาม และสามารถเป็นแรงหนุนช่วยให้เธอทำความฝันในชีวิตเป็นจริงได้
เมื่อคุณวางแผนการเงินเรียบร้อยแล้ว คุณก็จะทราบว่าคุณมีเงินเก็บและเงินลงทุนเท่าไหร่ และเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ความฝันในชีวิตของคุณเป็นจริงตามที่ตั้งใจไว้
การออม คือ การสะสมเงินทีละเล็กทีละน้อยให้พอกพูนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งการออมส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปแบบของการฝากเงินกับธนาคาร หรือบริษัทเงินทุนโดยได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน จุดประสงค์หลักคือ เพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ในเมื่อชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนดังคลื่นที่มีทั้งขึ้นทั้งลง ดังนั้นเงินออมสามารถเป็นที่พึ่งเมื่อเราตกอยู่ในสภาวะลำบาก
การลงทุน มีความหมายที่แตกต่างจากการออมดังนี้ คือ การนำเงินที่เก็บสะสมไป สร้างผลตอบแทน ที่สูงกว่าการออม โดยการซื้อทอง ที่ดิน ซื้อพันธบัตรรัฐบาล เล่นหุ้น หรือลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยงสูง แต่การลงทุนอย่างชาญฉลาดก็สามารถทำให้เกิดความมั่งคั่งได้เช่นกัน
ที่มา: http://www.aomsin.net/catalog.php?idp=32
ใครๆ ก็ฝันอยากนอนกอด “เงินล้าน” กันทั้งนั้น
ความฝันนี้ในอดีตคงมีเพียง “เถ้าแก่” หรือผู้ที่ความรวยติดสายสะดือมาด้วยเท่านั้น ที่มีโอกาสเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ แต่ปัจจุบัน “มนุษย์เงินเดือน” อย่างเราๆ ท่านๆ ก็มีโอกาสที่จะเติบโตก้าวหน้าไปเป็นเศรษฐีเงินล้านได้เช่นเดียวกัน
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของใครก็ตาม ต้องเริ่มต้นจากการมี “ความฝัน” เสียก่อน และใครที่กำลังฝันอยากจะมีเงินล้าน รู้ไว้เถอะว่า การเป็น “เศรษฐีเงินล้าน” จะยากหรือง่ายก็ขึ้นกับตัวคุณเอง
ถ้าเป้าหมายชีวิตของคุณ คืออยากเป็นเจ้าของ “เงินล้าน” รู้ไว้เถอะว่าไม่ยากเย็นอะไร แต่ก่อนอื่น เพื่อให้เป้าหมายที่วางไว้บรรลุผลนั้น ปัจจัยสำคัญที่คุณจะต้องคำนึงถึงและนำมาคิด คือเรื่องของ “การสะสมเงิน” และ “อัตราผลตอบแทน” ที่จะได้รับจากการลงทุน โดยเฉพาะในเรื่องของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น จะทำให้คุณรู้ว่าต้องสะสมเงินเท่าไรในแต่ละเดือน หรือในแต่ละปีจึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้
จากตารางที่ 1 เป็นตารางที่จะช่วยบอกคุณคร่าวๆ ว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายเงิน 1 ล้านบาท นั้น คุณจะต้องลงทุนเดือนละเท่าไร ที่ระดับ “อัตราผลตอบแทน” และ “ระยะเวลาการลงทุน” ที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่าง ถ้าคุณมีระยะเวลาในการลงทุน 35 ปี หากคุณลงทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี คุณจะลงทุนเพียงเดือนละ 464 บาทเท่านั้น เมื่อครบ 35 ปี คุณก็จะมีเงิน 1 ล้านบาท แต่ถ้าคุณอยากจะมีเงิน 1 ล้านบาท แต่หาก 1 ล้านบาทน้อยเกินไป จะเพิ่มเป็น 3 ล้านบาท คุณก็ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 1,392 บาท (=464×3) เท่านั้นเอง
หรือถ้าคุณอยากจะมีเงิน 1 ล้านบาท ในระยะเวลาที่สั้นกว่านั้น เช่น 10 ปี ด้วยอัตราผลตอบแทนประมาณ 8% ต่อปี คุณจะต้องลงทุนเดือนละ 5,516 บาท เป็นต้น
@ วิธีการบรรลุเป้าหมายเงิน 1 ล้านบาท ทั้งนี้มีอยู่ “2 วิธี” ด้วยกันที่คุณจะนำเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนรวมกับเงินต้นให้งอกเงย เป็นจำนวนเงินที่ต้องการได้ สมมติคุณต้องการมีเงิน 1 ล้านบาท ในอีก 10 ปีข้างหน้า
1. Lum Sum Investment เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินก้อนขนาดใหญ่เพียงพอที่จะสามารถแบ่งเงิน ไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้ โดยอาศัยหลักการทำงานของ “ดอกเบี้ยทบต้น” จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ข้างต้น หากคุณสามารถไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้อัตราดอกเบี้ย 5.0% ต่อปี คุณจะใส่เงินลงทุนเบื้องต้นไปเพียง 613,783.5 บาท โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยทบต้น 5.0% ต่อปี เป็นระยะเวลา 10 ปี คุณก็จะมีเงิน 1 ล้านบาท ตามที่คุณต้องการ
2.Making a Series of Investment Over Time แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุนรายย่อย เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีเงินถุงเงินถังแล้ว วิธีที่สองนี้น่าจะเหมาะสมกับคุณมากกว่า เพราะเป็นการกำหนดแผนการสะสมเงินเป็นงวดๆ โดยคำนึงถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ ซึ่งเป็นการ “ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ” ทุกงวดตามระยะเวลาที่คุณกำหนดไว้ โดยจะเป็น “รายปี” หรือ “รายเดือน” ก็ได้ จนกว่าจะครบกำหนดตามเป้าหมายทางการเงินที่ได้วางเอาไว้ โดยอาศัยหลักการทำงานของดอกเบี้ยทบต้นเช่นเดียวกัน ด้วยวิธีนี้หากคุณสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้อัตราดอกเบี้ยทบต้น 5% คุณจะออมเงินเพียงปีละ 79,503.9 บาท เข้าไปทุกปี (เฉลี่ยแล้วเดือนละ 6,625.33 บาท) เป็นจำนวนเงินเท่าๆ กันทุกปี เมื่อครบ 10 ปี คุณก็จะมีเงิน 1 ล้านบาท ตามที่คุณต้องการ
“หากผลตอบแทนจากการลงทุนสูง จำนวนเงินต้นที่จะนำไปลงทุนก็จะน้อยลง วิธีที่ดีที่สุดในการคาดการณ์ผลตอบแทนของการลงทุนในตลาด โดยดูจากผลตอบแทนจากการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาในระยะเวลา 5-10 ปี และดูค่าเฉลี่ยประกอบ”
@ผลตอบแทนที่แตกต่างกันของหุ้น-ตราสารหนี้-เงินฝาก หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเราจะมองหาผลตอบแทนที่ดีๆ จากการลงทุนได้จากที่ไหน เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ดร.สมจินต์ ศรไพศาล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ บอกว่า จากการศึกษาผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดทุนไทยในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา (ปี 1999-2005) พบว่า เงินฝากธนาคาร (เงินฝากประจำ 1 ปี) ให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกเสมอ ไม่เคยติดลบเลย ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.96%
ในขณะที่ตลาดพันธบัตร (พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี) นั้น มีทั้งปีที่ได้ผลตอบแทนมาก และปีที่ผลตอบแทนติดลบ แต่โดยเฉลี่ยแล้วให้ผลตอบแทน 5.82% ส่วนหุ้นนั้นก็ผันผวนเสมอมาอย่างที่เคยเป็นมาตลอด 30 ปี เพราะว่าหุ้นเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่มีความผันผวน มีความเสี่ยง แต่ในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา หุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 21.24% แสดงว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้สูงกว่าเงินฝากธนาคารถึง 2 เท่า และผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นสูงกว่าตราสารหนี้ถึง 3 เท่า
“แต่วันนี้คนในสังคมส่วนใหญ่ยังคงปล่อยเงินของตัวเองทิ้งไว้ใน บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ยเพียง 0.75-1% ต่อปี เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราได้ทำรายได้หายไป หากเรานำเงินไปลงทุนในช่องทางการลงทุนอื่นๆ นั่นหมายความว่าถ้าคุณมีเงิน 1 ล้านบาท ฝากไว้ที่ธนาคารเมื่อ 7 ปีที่แล้ว คุณได้ทิ้งเงินไปแล้ว 1 ล้านบาท หากนำไปลงทุนในตราสารหนี้ ถ้าถามว่าใครที่ต้องการเรื่องพวกนี้ ก็คือคนที่ยังไม่ได้รวย ไม่ได้สร้างความมั่งคั่งขึ้นมาด้วยเครื่องมือที่มีอยู่พวกนี้ ที่นี้สิ่งที่เราต้องการช่วยกันเผยแพร่ก็คือ ทำยังไงเราจะจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้”
@เครื่องมือการลงทุนครบครัน…แต่มีคนใช้เพียงเล็กน้อย ดร.สมจินต์ ยังบอกอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเครื่องมือการลงทุนครบครัน ไม่ว่าจะเป็น “หุ้น” “ตราสารหนี้” หรือ “เงินฝาก” ซึ่งถือเป็น 3 เครื่องมือหลักที่คนทั่วไปสามารถที่จะเข้าถึงได้โดยง่าย นอกจากนี้ เรายังโชคดีที่มี “กองทุนรวม” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับนักลงทุนรายย่อย มาเป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุนที่ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำในจำนวนที่ไม่มากแล้ว ยังเหมาะกับผู้ซึ่งไม่มีความรู้ความชำนาญในด้านการลงทุน หรืออาจจะไม่มีเวลาในการบริหารพอร์ตการลงทุนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม มีคนเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่สามารถจะสร้างความมั่งคั่งได้จริงๆ จากเครื่องมือที่มีอยู่เหล่านี้ ในขณะที่มีคนจำนวนมากที่ยังไม่ได้ลงทุน กลับปล่อยให้เงินส่วนใหญ่ทิ้งไว้ในธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย 0.75-1.00% เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายผลตอบแทนที่เราทอดทิ้งกันไป
“ถ้าเรามองย้อนหลังไปที่คนข้างๆ เราก็ดี คุณพ่อคุณแม่เราก็ดี แล้วเปรียบเทียบกับเพื่อนฝูงของคุณพ่อคุณแม่ เราจะพบว่าคนเหล่านั้นหลายๆ คนมีความสามารถพอๆ กัน มีการทำงาน มีความขยันหมั่นเพียรพอๆ กัน มีความประหยัดและอดทนพอๆ กัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนเหล่านั้นมีความมั่งคั่งไม่เหมือนกัน บางคนรวยมากๆ บางคนก็ยังเป็นชนชั้นกลางอยู่ ทั้งนี้ความแตกต่างนั้นเกิดจากการจัดการลงทุนที่แตกต่างกันนั่นเอง”
@จัดทัพลงทุน เรื่องของการลงทุน จะมีทั้ง “ผลตอบแทน” และ “ความเสี่ยง” ควบคู่กันไปเสมอ แม้จะรู้ว่าการลงทุนในหุ้นระยะยาวจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีกว่า แต่หลายคนก็กลัวและไม่กล้าลงทุนในหุ้น ครั้งจะฝากเงินกินดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ต่อไป ก็คงยากที่จะบรรลุเป้าหมาย และพาตัวเองห่างไกลจากเป้าหมายออกไปเรื่อยๆ
เพื่อจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ ดร.สมจินต์แนะนำว่า นักลงทุนควรจะมีการ “จัดทัพลงทุน” ให้มีความสมดุล เช่นเดียวกันกับทัพฟุตบอลที่เข้มแข็งก็ต้องมีกองหน้าที่ดี สามารถที่จะรุกทำประตูได้ มีกองหลังที่เข้มแข็ง สามารถป้องกันประตูได้ มีกองกลางที่ยืดหยุ่นพร้อมที่จะขึ้นไปช่วยรุก พร้อมที่จะลงมาช่วยรับ ทัพฟุตบอลที่เข้มแข็งก็ยังต้องมีคนที่มีความชำนาญในรูปแบบที่แตกต่างกัน เพื่อที่จะหนุนเสริมกันได้เหมาะเจาะ ทัพของการลงทุนก็เช่นกัน
ถ้าหากว่าเราเอาเงินของเราจัดแบ่งเป็นกองทัพอยู่ในหุ้นบางส่วน อยู่ในพันธบัตรบางส่วน อยู่ในเงินสดบางส่วนแล้ว เราจะสามารถทำให้ได้กองทัพที่มีดุลยภาพ ซึ่งในที่นี้จะแบ่งเป็น 3 รูปแบบด้วยกัน
-พอร์ตระมัดระวัง (หุ้น 30%,ตราสารหนี้ 40%,เงินฝาก 30%) ซึ่งจากผลตอบแทนของตลาดทุนไทยในช่วง 7 ปีที่ผ่านมานั้น จะพบว่า พอร์ตระมัดระวังให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9.59%
-พอร์ตปานกลาง (หุ้น 50%,ตราสารหนี้ 30%,เงินฝาก 20%) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12.96%
-พอร์ตเชิงรุก (หุ้น 70%,ตราสารหนี้ 20%,เงินฝาก 10%) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 16.33%
“ดังนั้น การจัดทัพลงทุนให้สมดุลนั้น จะช่วยให้พอร์ตการลงทุนสามารถรุก รับ หนุนเสริมกันได้อย่างเหมาะสม โดยดุลยภาพของพอร์ตการลงทุนจะทำให้เราได้ผลตอบแทนและความเสี่ยงในระดับที่ เหมาะสมขึ้นกับพวกเราในแต่ละคน แล้วผลตอบแทนที่ดี และการมีระดับของความเสี่ยงที่เหมาะสมนั้น ก็เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้นักลงทุนสามารถที่จะลงทุนอย่างต่อเนื่องได้”
@เลือกระดับความเสี่ยงให้เหมาะกับตัวเอง อย่างไรก็ตาม ดร.สมจินต์ย้ำว่า ศัตรูที่สำคัญที่สุดของนักลงทุนคือ “ตัวเราเอง” คือความโลภของตัวเราเอง จะเป็นศัตรูที่สำคัญที่สุด แล้วถ้าหากว่าเราตัดสินใจลงทุนโดยมุ่งมองแต่ว่าเรา “จะได้” เท่าไรนั้น เราจะพลาดได้ ดังนั้นนักลงทุนควรจะดูก็คือการมองว่าเรา “จะเสีย” เท่าไรด้วย
สำหรับนักลงทุนทั่วๆ ไป อยากจะให้เริ่มจากพอร์ตปานกลางก่อน แต่ก่อนที่จะตัดสินใจว่าเราจะลงทุนแบบปานกลาง ลองมองดูสักนิดหนึ่งว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบปี 2000 แล้วพอร์ตการลงทุนของเรามีมูลค่าลดลงสัก 16% เรายังคิดว่าเรายังสามารถที่จะมีสติ สามารถที่จะตัดสินใจได้อย่างดีหรือไม่ ถ้าหากเรายังสามารถที่จะตัดสินใจได้อย่างดีว่าโดยพื้นฐานแล้วเราควรจะลงทุน ต่อ หรือเราควรจะขยายการลงทุนออกไป ถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็ลงทุนได้
“แต่ถ้าเราถามตัวเองว่าต้นปีเรามี 100 บาท แล้วปลายปีเหลือสัก 84 บาท เราจะรู้สึกไม่สบายใจเลย เราจะตัดสินใจดีๆ ไม่ได้ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณควรจะลดความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอลง ซึ่งอาจจะหมายถึงการลดการลงทุนในหุ้นไปเหลือสัก 30% ในหุ้นอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นในปีที่เลวร้ายที่สุดก็จะลบ 6% แน่นอน เราก็ต้องยอมรับว่าโอกาสของผลตอบแทนมากๆ มันก็จะลดลงไปบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมคิดว่าการลงทุนเราก็ต้องสบายใจด้วย ลงทุนแล้วเราก็ต้องนอนให้หลับ อันนั้น ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญของการลงทุน แล้วการมีสติต่อเนื่องก็จะเป็นองค์ประกอบสำคัญ”
@เริ่มต้นลงทุนอย่างสม่ำเสมอ หลังจากที่คุณเลือกจัดทัพลงทุนในรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเองได้แล้ว จากสถิติในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา คุณก็พอจะประมาณการผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนได้ในระดับหนึ่งแล้ว ที่สำคัญก็คือการลงมือทำ โดยดร.สมจินต์บอกว่า ผู้ลงทุนอาจจะเริ่มต้นจากการแบ่งเงินจากเงินเดือน 10% มาลงทุนทุกเดือน ซึ่งน่าจะเป็นระดับที่ทุกคนสามารถจะทำได้ไม่ยากนัก
โดยกระจายเม็ดเงินลงทุน 10% นั้น ไปในการลงทุนต่างๆ ตามสัดส่วนของพอร์ตการลงทุนที่ได้เลือกเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ แล้วในอนาคตอาจจะเพิ่มขึ้นไปเป็น 25% จากเงินเดือน ซึ่งหากทำตามวิธีการนี้ เชื่อว่าทุกคนจะสามารถบรรลุเป้าหมายเงิน 1 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน แม้ว่าบางครั้งอาจจะช้าไปบ้างหรือเร็วไปบ้างจากที่ควรจะเป็น อันนั้นก็เนื่องมาจากสภาวะของตลาดในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างแน่นอน
“สำหรับใครที่มีเวลาก็สามารถที่จะทำด้วยตัวเองได้ แต่ใครที่ไม่มีเวลาที่จะทำด้วยตัวเอง ทาง บลจ.วรรณก็มีโปรแกรม Automatic Millionair Program : AMP ที่จะให้บริการตัดเงินผ่านบัญชีธนาคารเพื่อจะนำเงินของคุณไปลงทุนในกองทุน หุ้น,กองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนตราสารตลาดเงินของบลจ.วรรณตามสัดส่วนที่คุณได้เลือกเอาไว้ให้โดย อัตโนมัติ โดย AMP นี้ เป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างความรู้กับความมั่งคั่ง โดยมีประโยชน์ 2 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ การลงทุนโดยใช้หลักการของ Dollar Cost Average ซึ่งจะทำให้คุณมีต้นทุนทางการลงทุนที่ถูกกว่า และการลงทุนอย่างต่อเนื่องนั้น ก็จะทำให้เรามีเงินต้นเพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ ซึ่งสำคัญมาก”
ใครที่คิดว่าเงิน 1 ล้านบาท เป็นเป้าหมายที่ไกลเกินฝัน อาจจะต้องกลับมานั่งคิดทบทวนกันอีกสักครั้ง เพราะการจะเป็นเศรษฐีเงินล้านไม่ยากอย่างที่คิด
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2549
โดยสรวิศ อิ่มบำรุง
เมื่อเรามีเงินเหลือใช้เป็นประจำทุกเดือน สิ่งที่เราควรคำนึงถึง คือ เราจะจัดการกับเงินเหลือใช้นั้นอย่างเหมาะสมได้อย่างไร เพื่อให้งอกเงยเพิ่มมากขึ้น โดยทั่วไปเรามักจะเก็บในรูปเงินสด หรือฝากธนาคาร บริษัทเงินทุน ซึ่งเราจะเรียกวิธีการนี้ว่า “การออม” หรือถ้าใช้วิธีการซื้อทองรูปพรรณ ทองแท่ง หรือที่ดินเก็บไว้ ซื้อพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้น หรือหลักทรัพย์อื่น ๆ ก็จะเข้าลักษณะที่เรียกว่า “การลงทุน”
การออม คือ การเก็บสะสมเงินทีละเล็กทีละน้อยให้พอกพูนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งการออมส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปของเงินฝากกับธนาคาร หรือบริษัทเงินทุน โดยได้รับดอกเบี้ยเป็น ผลตอบแทน
การลงทุน คือ การนำเงินที่เก็บสะสมไปสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการออม โดยการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือหลักทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งจะมี ความเสี่ยง ที่สูงขึ้น
การเปรียบเทียบระหว่างการออมและการลงทุน
| การออม | การลงทุน | |
| วัตถุประสงค์ | เป็นการสะสมเงินเพื่อให้พอกพูนในระยะสั้น เผื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน | เป็นการสะสมเงินให้งอกเงยต่อเนื่องในระยะยาว |
| วิธีการสะสม | เงินฝากธนาคาร และบริษัทเงินทุน | ลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้น กองทุนรวมกองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ |
| ความเสี่ยง | ความเสี่ยงต่ำ(เนื่องจากรัฐบาลค้ำประกันเงินฝากทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวน) | มีความเสี่ยงมากน้อยตามประเภทและลักษณะของหลักทรัพย์ที่ลงทุน ในปัจจุบันถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าการฝากเงิน |
| ผลตอบแทน | ดอกเบี้ย | ดอกเบี้ย เงินปันผล และ/หรือ ผลกำไรหรือ ขาดทุนจากการลงทุน |
| ข้อได้เปรียบ | มีสภาพคล่องสูง | ได้รับผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่า |
| ข้อเสียเปรียบ | ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ | มีโอกาสขาดทุนจากการลงทุนได้ |








