Archive for the 'การลงทุน' Category



จัดสำรับการลงทุน

Wednesday 18 March 2009 @ 11:56 pm

ในช่วงชีวิตของคนเรา นึกดูให้ดีๆ เราได้จัดสำรับสำหรับตัวเราเองมาโดยตลอด ที่เห็นอย่างชัดเจน ได้แก่ การจัดสำรับอาหารว่า อาหารแต่ละมื้อ เราจะทานอะไรที่จะเหมาะสมกับตัวเราเอง และไม่ทำให้สุขภาพเสื่อมโทรม อีกทั้งจะทำให้ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ฉันใดฉันนั้น ในเรื่องการลงทุน เราก็ต้องจัดสำรับการลงทุน ให้ตัวเราเองเช่นกัน เพื่อให้เงินทองของเราทำหน้าที่ให้เรา อย่างเหมาะสมไม่เกิดเป็นผลร้ายกับตัวเรานั่นเอง

การจัดสำรับการลงทุน สำหรับคนแต่ละช่วงอายุ จำเป็นต้องมีความแตกต่างกันไป คนที่อายุยังน้อย มีความสามารถ ในการรับความเสี่ยงได้สูง ถ้าเปรียบเทียบกับสำรับอาหารก็เปรียบได้ว่า ทานอาหารได้ทุกรส เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม แต่พออายุมากขึ้น ความสามารถ ในการรับอาหารทุกอย่างก็จะลดลง เหลือเป็นทานอาหารได้บางประเภท เนื่องจากสภาพร่างกายไม่เหมือนตอนวัยเด็กแล้ว

ดังนั้น เมื่ออยู่ในวัยเริ่มต้นทำงานหาเงินมา ได้ก็ต้องแบ่งไปออม เมื่อออมเป็นเงินก้อน ก็ต้องรู้จักจัดสรรแบ่งเงิน เพื่อจะนำไปลงทุนต่ออย่างสร้างสรรค์ นี่คือ การจัดสำรับการลงทุน นั่นเอง โดยวัยเริ่มต้นทำงานจะสามารถเสี่ยงได้สูง โดยนำเงินไปลงทุนในตราสารหุ้นทุน ซึ่งมีความเสี่ยงสูงได้ถึง 90% และส่วนที่เป็นเงินฝากและตราสารหนี้แค่ 10%

แต่เมื่ออายุมากขึ้น สำรับการลงทุนก็จะแปร ไปตามวัยด้วย เพราะสัดส่วนที่จะนำไปลงทุน ในเครื่องมือการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง ก็จะลดลงไปเรื่อยๆ จนถึงวัยใกล้เกษียณสำรับการลงทุน ก็จะกลับข้างกับวัยเริ่มต้นทำงาน นั่นคือ ควรนำลงทุนในเงินฝาก และตราสารหนี้ 90% และตราสารทุน 10% ตัวอย่างง่ายๆ ของการจัดสำรับการลงทุน เปรียบได้กับการจัดสำรับอาหารที่จะรับประทาน ให้สอดคล้องกับวัย และสุขภาพของแต่ละคน นั่นเอง ฉะนั้น หากเราจัดสำรับได้ไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นสำรับอาหาร หรือสำรับการลงทุนก็ตาม ล้วนส่งผลเสียต่อตัวเอง ทั้งนั้น

Share



ลงทุนให้เหมาะกับวัฏจักรของชีวิต

Wednesday 18 March 2009 @ 11:55 pm

หลังจากได้เข้าฟังข้อมูลจากกองทุนต่างประเทศแห่ง หนึ่งที่พูดให้ฟังว่า ผู้ออมเงินในกองทุน เช่นกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการในต่างประเทศนั้น มีโอกาสได้เลือกนโยบายการลงทุนให้เหมาะสมกับตนเองได้ ทำให้คิดว่า ถ้ากองทุนในประเทศไทยเปิดโอกาสให้ผู้ออมเงินเหล่านั้นได้มีโอกาสเลือกนโยบาย การลงทุนบ้างก็จะดี เพราะการลงทุนในรูปแบบเดียวนั้น อาจไม่เหมาะสมกับตัวเอง เพราะตัวเองเป็นคนชอบเสี่ยง และมองว่าการลงทุนในหุ้น จะเป็นการลงทุนที่จะได้รับผลตอบแทนดี สู้กับอัตราเงินเฟ้อได้เป็นอย่างดี

ในขณะเดียวกันนั้น ถ้าผู้ออมเงินไว้ในกองทุนเพื่อเป้าหมายที่จะมีเงินไว้ใช้ในยามหลังเกษียณ ซึ่งนับว่าเป็นการออมเงินในระยะยาวไม่น้อยกว่า 20 ปีนั้น ใส่ใจเงินของตนเองและศึกษาข้อมูลความรู้ของกองทุนที่บริหารเงินของเรามีให้ อยู่อย่างต่อเนื่อง ก็จะทำให้มีความเข้าใจและสามารถเลือกนโยบายการลงทุนที่สอดคล้องกับตัวเองได้ อย่างถูกต้องเหมาะสม

แต่เมื่อมาพิจารณาถึงตัวเลขสถิติของประเทศสหรัฐ อเมริกานั้นก็น่าสนใจว่า ถึงแม้ว่าจะมีการเปิดโอกาสให้ผู้ออมได้เลือกนโยบายการลงทุนได้นั้น แต่ 80% ของผู้ที่เลือกนโยบายการลงทุนเมื่อได้ ตัดสินใจเลือกไปแล้วกลับไม่ได้มีการพิจารณาปรับนโยบายการลงทุนเมื่ออายุมาก ขึ้น เช่น เมื่อตอนอายุ 30 ปี เลือกนโยบายการลงทุนที่มีการลงทุนในหุ้นสูงถึง 40% ที่เหลือ 60% เป็นการลงทุนในเครื่องมือการลงทุนอื่นๆ ที่มีความมั่นคง แต่เมื่อผ่านไป 10 ปี วันนี้อายุ 40 ปี ก็ยังคงใช้นโยบายการลงทุนแบบเดิมที่มีการลงทุนในหุ้นสูงถึง 40% อยู่เช่นเดิม แบบนี้อาจจะเป็นการไม่เหมาะสมนัก เนื่องจากเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น การนำเงินไปลงทุนควรจะมีความเสี่ยงลดลงนั่นเอง

แล้วจะทำอย่างไรกันต่อไปเมื่อได้เห็นตัวเลขสูงถึง 80% ของผู้ที่เลือกนโยบายการลงทุน ไม่มีการปรับสัดส่วนการลงทุนของตนเองให้เหมาะสมกับแต่ละช่วงชีวิต ด้วยเหตุนี้มีแนวคิดเรื่องการลงทุนให้เหมาะกับวัฏจักรของชีวิตขึ้น หรือ Lifecycle Fund เพื่อเป็นนโยบายการจัดการกับเงินให้เหมาะสมกับอายุนั่นเอง นั่นหมายถึงเมื่อเรามีเงินออมในกองทุนใดๆ ก็ตาม และนโยบายกองทุนนั้นเปิดให้เลือกนโยบายการลงทุนหรือ Investment Choice ได้ เมื่อเราพร้อมก็ควรตัดสินใจเลือกให้เหมาะสมกับเรา สิ่งสำคัญที่สุดคือเรากำลังนำเงินไปลงทุนในระยะยาว ดังนั้นในช่วงเวลายาวๆ ก็ย่อมเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่สภาวะตลาดหรือสภาวะการลงทุนจะมีให้เราเห็น ทั้งขึ้นและลง เป็นช่วงๆ ไปในระยะสั้นๆ อย่างต่อเนื่อง ถ้าเราเข้าใจหลักการนี้ เราก็ไม่ควรจะตกใจไปกับสภาวะปกติในระยะสั้นๆ ที่มีทั้งขึ้นและลงเช่นนั้น แต่เราควรเข้าใจหลักการของตัวเองว่ามีเป้าหมายการออมและลงทุนเพื่อหวังจะมี เงินใช้ในอีก 15 -30 ปีข้างหน้า ดังนั้นถ้าเลือกนโยบายการลงทุนใดไว้ ก็ไม่ควรจะตกใจเมื่อภาวะตลาดในบางช่วงของการลงทุนในระยะยาวๆ จะมีทั้งขึ้นในบางช่วงและลงในบางช่วง แต่โดยรวมแล้วเมื่อรวมผลทั้งเมื่อตอนขึ้นและลงเราก็ยังได้ผลตอบแทนที่ดีอยู่

อย่างไรก็ตาม ควรทบทวนนโยบายการลงทุนที่เราได้ตัดสินใจเลือกไว้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งเสมอ เพื่อให้มั่นใจได้ว่านโยบายหรือสัดส่วนการลงทุนที่เราได้เลือกนั้น มีความเหมาะสมและทำให้เราบรรลุเป้าหมายที่เราต้องการได้ในที่สุด ถ้าเราพิจารณาถึงวัฏจักรของชีวิตเราแล้วและเข้าใจว่า ตัวเราต้องพบกับการเปลี่ยนแปลงเมื่ออายุเปลี่ยนไป โดยต้องเปลี่ยนวิถีการดำรงชีวิตให้เหมาะสม แต่งตัว หรือการทานอาหาร เป็นต้น ดังนั้น ไม่ควรลืมว่ามีอีก 1 เรื่องที่เราต้องปรับปรุงด้วย นั่นคือ นโยบายการลงทุนของตัวเราเองเพื่อตัวเราเอง

Share



สิ่งที่ต้องรู้ 10 ประการก่อนการลงทุน

Wednesday 18 March 2009 @ 11:49 pm

คุยกันมามากครับเรื่องการลงทุน แต่ไม่เคยมาคุยกันเรื่องที่ว่าเราควรต้องรู้เรื่องอะไรบ้างเกี่ยวกับหุ้นที่ เราสนใจ ครั้งนี้ผมจึงขอคัดเอาเรื่องนี้มาคุยกันแบบสบายๆสักครั้งครับ

1. หุ้นไม่ใช่แค่กระดาษแผ่นเดียวเมื่อคุณซื้อหุ้นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง คุณจะกลายเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท ซึ่งบริษัทนั้นจะมีผู้ถือหุ้นคนอื่นๆมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของด้วย ดังนั้นหุ้นหนึ่งหุ้นก็จะมีส่วนได้เสียในสินทรัพย์และผลกำไรของบริษัทนั้นๆ

2. หุ้นมีหลายแบบ การจะจำแนกหุ้นในตลาดออกนั้นโดยปกติจะจำแนกโดยขนาดของบริษัท(โดยวัดจากขนาด มูลค่าตลาดของหุ้นบริษัทนั้นๆ) อุตสาหกรรม รูปแบบการเติบโตของหุ้น เป็นต้นว่านักลงทุนมักจะพูดถึงหุ้นขนาดใหญ่กับหุ้นขนาดเล็ก หุ้นพลังงานกับหุ้นบันเทิง หุ้นโตเร็วกับหุ้นมูลค่า

3. หุ้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามผลประกอบการ ในระยะสั้น ราคาหุ้นจะขึ้นลงไปตามพฤติกรรมต่างๆของผู้เล่นในตลาด เช่นความกลัว ข่าวลือ ข่าวจริงเป็นต้น แต่ในระยะยาวแล้ว ราคาหุ้นไม่ว่าจะขึ้นจะลง หรือทรงตัวทั้งหมดจะเปลี่ยนแปลงไปตามผลประกอบการ

4. หุ้นเป็นการลงทุนที่ดีที่สุดในการได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สองมา หุ้นที่มีขนาดใหญ่ๆมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 11% ต่อปี สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ และสูงกว่าผลตอบแทนจากพันธบัตร ที่ดินและการออมอื่นๆ ดังนั้นการลงทุนในหุ้นจึงเป็นทางที่ดีที่สุดในการออมเงินเพื่ออนาคต

5. หุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งไม่ได้หมายถึงตลาดทั้งตลาด หุ้นที่ดีจะสามารถขึ้นได้แม้ว่าตลาดหุ้นจะลง ในขณะที่หุ้นแย่ก็ลงได้แม้ตลาดจะขึ้น

6. หุ้นที่มีผลดำเนินการดีมาโดยตลอดไม่ได้หมายความว่ามันจะมีผลดำเนินงานที่ดีในอนาคต ราคาหุ้นจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการในอนาคต ดังนั้นหากหุ้นที่เคยมีประวัติที่ดีก็สามารถล่วงได้หากผลดำเนินงานในอนาคตแย่ลง

7. คุณไม่สามารถบอกว่าหุ้นถูกหรือแพงเพียงแค่ดูที่ราคาซื้อขายขณะนั้น เนื่องจากราคาหุ้นนั้นจะขึ้นอยู่กับผลประกอบการ ดังนั้นหุ้นราคา 100 บาท อาจจะมีราคาถูกหากผลดำเนินงานดีต่อเนื่องในอนาคต ในขณะเดียวกันหุ้นราคา 2 บาทอาจจะแพงหากผลการดำเนินงานมีแนวโน้มไม่สดใส

8. นักลงทุนมักจะเปรียบเทียบราคาหุ้นกับองค์ประกอบอื่นๆเพื่อหามูลค่าหุ้น เพื่อที่จะรู้ว่าหุ้นสูงหรือต่ำกว่ามูลค่าที่ควรเป็น นักลงทุนมักจะเปรียบเทียบราคาหุ้นกับยอดขาย กำไร กระแสเงินสด และเกณท์อื่นๆ การเปรียบเทียบความคาดหวังในผลดำเนินงานของบริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมใดๆก็ เป็นส่วนสำคัญ เช่นการดำเนินงานในอุตสาหกรรมที่โตช้าจะถูกคาดหวังต่ำกว่าอุตสาหกรรมที่โต อย่างรวดเร็ว ซึ่งความคาดหวังในผลดำเนินงานนี้จะมีผลอย่างมากต่อราคาหุ้น

9. กลุ่มหลักทรัพย์ที่ดีมักจะมีหุ้นที่แข็งแกร่งของทุกๆกลุ่มอุตสาหกรรมรวมอยู่ >โดยทั่วไปแล้ว พอร์ตที่ดีมักจะประกอบไปด้วยหุ้นในหลายอุตสาหกรรม ทั้งนี้เพราะว่าหากมีบริษัทใดเกิดราคาลงก็ยังมีหุ้นอีกหลายตัวช่วยพยุงไว้ ทำให้ไม่เสียหายมาก หรือยังมีผลตอบแทนที่ดีอยู่

10. การลงทุนที่ฉลาดคือการที่ซื้อหุ้นดีๆและถือไว้ให้ยาวที่สุดมากกว่าการซื้อ ขายรายวัน ต้นทุนในการซื้อขายจะลดลงอย่างมากหากเราซื้อและถือ จะขายก็เมื่อจำเป็นเช่นเห็นโอกาสอื่นที่ดีกว่า ตัวที่จะวัดว่าโอกาสอื่นดีกว่าหรือไม่ก็คือผลตอบแทนจากหุ้นเดิมที่เราลง ทุนอยู่นั่นเอง

Share



เพียงวันละ 15 บาทก็มีเงินแสนได้

Wednesday 18 March 2009 @ 8:53 am

รู้หรือไม่ว่า คุณสามารถมีเงินหนึ่งแสนบาทได้ด้วยการออมเพียงวันละ 15 บาท นำฝากธนาคารทุกวันอย่างสม่ำเสมอ โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 (10% ต่อปี) จะทำให้คุณมีเงินหนึ่งแสนบาทในระยะเวลาเพีบง 13 ปี
ด้วยเงินเก็บ 15 บาทในแต่ละวัน ไม่เป็นเรื่องยุ่งยากเลย สำหรับนักออมมือใหม่หรือนักออมมืออาชีพ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ วินัยในการออมของนักออม
เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วก็ควรเร่งทำการออม เพื่อจะได้เป็นเศรษฐีในอนาคต

Share



คุณวางแผนการเงินแล้วหรือยัง

Wednesday 18 March 2009 @ 8:46 am

คุณอาจเคยได้ยินข่าวเรื่องคนขี่สามล้อที่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่1 ซึ่งได้รับเงินรางวัลเป็นสิบ ๆ ล้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี เขากลับไม่มีเงินเหลือแม้สักบาทเดียว สุดท้ายจึงต้องกลับมาถีบสามล้อใหม่อีกครั้ง อาจจะเป็นเรื่องน่าขำที่เกิดขึ้น แต่นี่เป็นเพียงตัวอย่างง่าย ๆ ของบุคคลที่ไม่มีการวางแผนหรือมีการวางแผนการเงินที่ไม่ดีพอ ซึ่งส่วนใหญ่มักเนื่องมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้
-
คิดว่าตัวเองมีรายได้เพียงพอสำหรับภาระค่าใช้จ่ายรายวันแล้ว
- ไม่ต้องการคิดในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตในทางไม่ดี เช่น การว่างงาน ทุพพลภาพ ความตาย
- ไม่มีเวลาที่จะจัดทำแผน
- คิดว่าการวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่มีค่าใช้จ่ายสูง
- ต้องการคงวิถีชีวิตของตนไว้ ซึ่งส่วนใหญ่มักคิดว่าสถานะการเงินของตนเองอยู่ในสภาพที่ดีอยู่แล้ว
- มักคิดว่าการวางแผนการเงินเหมาะสำหรับผู้ที่ใกล้เกษียณอายุเท่านั้น

ดังนั้น ก่อนที่คุณจะลงทุน คุณควรจะจัดสรรเงินที่มีอยู่ให้ตรงกับความต้องการของการใช้เงินที่คุณวางแผนไว้เสียก่อน โดยคำนึงถึงช่วงอายุและรายได้ จะได้รับทั้งหมดเป็นสำคัญ

ช่วงอายุ (Life Cycle)
เป็นปัจจัยสำคัญประการแรกที่คุณควรใช้พิจารณาในการวางแผนการเงิน ผู้ที่มีอายุน้อยและมีรายได้อยู่ในช่วงเริ่มสะสมทรัพย์ มักจะนิยมออมเงินเพื่อมาซื้อทรัพย์สินเช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ ตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน ทำให้เงินออมส่วนใหญ่มักจะจมไปกับการผ่อนหนี้ที่มัดตัวจนไม่สามารถนำไปลงทุนให้เงินงอกเงยได้เลย ดังนั้น คุณควรจะวางแผนว่ามีความ จำเป็นที่จะใช้สินทรัพย์ใดบ้าง ในช่วงอายุใดที่เหมาะสมจะซื้อ และต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้ได้มา เมื่อทำงานได้จนสามารถสะสมทรัพย์สินตามที่ต้องการแล้ว คุณควรจะเริ่มลงทุนในสิ่งที่มั่นคงถาวรขึ้น เพื่อเป็นเงินออมสำหรับใช้เมื่อหลังเกษียณอายุ โดยมีจุดประสงค์ที่จะเป็นอิสระทางการเงินเป็นสำคัญ

จากแผนภูมิ แสดงให้เห็นถึงช่วงอายุของผู้ลงทุน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. ขั้นตอนของชีวิตช่วงที่เริ่มทำงานและสะสมทุนทรัพย
เป็นช่วงที่มีรายได้น้อยแต่สม่ำเสมอ โดยปกติแล้วรายได้มักจะเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอตามระดับความรับผิดชอบที่สูงขึ้น และทักษะความรู้ที่พัฒนาขึ้นจากงานนั้นๆ

2. ขั้นตอนของชีวิตช่วงที่มีรายได้สูงกว่ารายจ่าย
เป็นช่วงที่มีระดับความสามารถในการหารายได้สูงที่สุด เนื่องจากคุณจะมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ส่วนหนี้สินที่มีนั้นลดลง จึงทำให้มีเงินส่วนที่เหลือไว้สำหรับการลงทุนมากขึ้น อย่างไรก็ดี คุณควรจะเก็บเงินบางส่วนสำรองไว้สำหรับใช้ในช่วงเกษียณอายุด้วย

3. ขั้นตอนของชีวิตช่วงเกษียณอายุการทำงาน
คุณมีโอกาสน้อยที่จะหารายได้เพิ่มขึ้น จึงต้องใช้ทรัพย์สินที่สะสมและลงทุนไว้ เงินบำนาญ และเงินออมเพื่อเกษียณในการดำรงชีวิต ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นช่วงที่คุณจะมีอิสระทางการเงิน

4. ขั้นตอนของช่วงปลายชีวิต
มีทรัพย์สินมากเกินกว่าจะใช้หมด จึงมีเหลือเผื่อแผ่เจือจุนให้แก่ผู้อื่นได้ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะหมดไปกับค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

2.รายได้ที่ได้รับ (Income)
เมื่อมีรายได้เกิดขึ้นไม่ว่าจะได้จากเงินประจำเดือน จากธุรกิจส่วนตัว เงินจากมรดก หรืออื่น ๆ คุณควรจัดสรรเงินก้อนแรกไว้สำหรับค่าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของตัวคุณและครอบครัว เช่น เงินค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน เป็นต้น หลังจากที่เตรียมการขั้นพื้นฐานสำหรับชีวิตไว้เรียบร้อยแล้ว คุณควรจะตระหนักถึงค่าใช้จ่ายสำคัญที่คุณควรจัดเตรียมไว้ก่อนเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์ เพื่อคุณจะได้ไม่มีความกังวลใจและเครียดกับผลของการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งประกอบด้วย

- เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เงินสำรองนี้ควรเก็บไว้ในรูปแบบที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด และสามารถเบิกใช้ได้ทันทีที่ต้องการ เช่น การฝากในรูปบัญชีออมทรัพย์
- ภาระหนี้สิน ถือเป็นหน้าที่ของคุณตามกฎหมายที่ต้องรับผิดชอบ เพราะหากคุณไม่จ่ายตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินในครอบครองหรืออาจฟ้องล้มละลายได้
- เงินสำหรับแผนการในอนาคต หากคุณมีแผนการที่ชัด-เจนเหล่านี้อยู่ในใจ ก็ควรจะวางแผนเก็บเงินเพื่อแผนการนั้น โดยคำนวณจากเงินที่มีในปัจจุบันและรายได้ในอนาคต
- เงินประกัน คุณอาจจะจัดทำประกันชีวิต หรือประกันอื่น ๆ ทั้งแก่ตัวคุณเองและสมาชิกในครอบครัวให้ ในกรณีที่คุณไม่อยากเสี่ยงกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

คุณสามารถวางแผนการเงินกระแสเงินสดอย่างง่าย ๆ โดยใช้ตัวอย่างแบบฟอร์มข้างล่างช่วยวิเคราะห์สถานะทางการเงินของคุณในช่วงเวลา 5 ปี
ขั้นตอนที่ 1 รวมรายได้ที่ได้รับทั้งหมด

รายได้ รายเดือน รายปี 1 2 3 4 5
เงินเดือนของคุณ
เงินเดือนคู่สมรส
โบนัส
เงินปันผล
ดอกเบี้ยรับ
รายได้อื่น ๆ
รายได้รวม (1)


ขั้นตอนที่ 2 หักค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรกสำหรับดำรงชีพ

ค่าใช้จ่าย รายเดือน รายปี 1 2 3 4 5
ค่าเช่า/ผ่อนบ้าน
ค่าน้ำค่าไฟ
ค่าอาหาร
ค่าเสื้อผ้า
ค่าพาหนะ
ค่าพักผ่อน เช่น ดูหนังฟังเพลง
ค่าใช้จ่ายรวม (2)


ขั้นตอนที่ 3 ตรวจดูเงินสำรองฉุกเฉินว่ามีเพียงพอหรือไม่

เงินสำรอง เก็บเพิ่ม ปัจจุบัน 1 2 3 4 5
เงินฝากออมทรัพย์
เงินฝากหรือลงทุนในระยะสั้นอื่น ๆ
รวม (3)


ขั้นตอนที่ 4 จ่ายภาระหนี้สินที่จำเป็น (ถ้ามี)

หนี้สิน รายเดือน รายปี 1 2 3 4 5
หนี้บัตรเครดิต
เงินกู้ระยะสั้น
เงินกู้ผ่อนระยะยาว
เงินกู้เพื่อการศึกษา
อื่น ๆ เช่น ภาษีค้างจ่าย
รวม (3)


ขั้นตอนที่ 5 หักเงินสำหรับแผนการในอนาคต

ค่าใช้จ่ายอนาคต รายเดือน รายปี 1 2 3 4 5
ค่าดาวน์บ้าน/รถ
ค่าซ่อมแซมครั้งใหญ่
ทุนการศึกษาลูก ๆ
ค่าภาษีรายปี
อื่น ๆ เช่นแผนเกษียณ
รวม (5)


ขั้นตอนที่ 6 หักเงินค่าเบี้ยประกันเพื่อความมั่นคงในชีวิต (ถ้ามี)

เงินประกัน รายเดือน รายปี 1 2 3 4 5
ค่าประกันชีวิต
ค่าประกันรถ
ค่าประกันอื่น ๆ
รวม (6)


ขั้นตอนที่ 7 คำนวณหาเงินเก็บและเงินลงทุนที่คุณมี

หนี้สิน รายเดือน รายปี 1 2 3 4 5
รายได้รวม (1)
หักค่าใช้จ่ายประจำ (2)
หักเงินสำรองรวม (3)
หักหนี้สินรวม (4)
หักค่าใช้จ่ายอนาคต (5)
หักเงินประกันรวม (6)
เงินเก็บและเงินลงทุน


เรามาลองดูตัวอย่างของการใช้ตารางนี้ช่วยวางแผนทางการเงินในชีวิตจริงของคุณน้ำผึ้งซึ่งทำงานเป็นเลขาของผู้จัดการบริษัทส่งออกแห่งหนึ่ง มีรายได้ 25,000 บาทต่อเดือน และต้องการที่จะเก็บเงินไว้ซื้อทรัพย์สินที่จำเป็น เช่น บ้าน รถ ดูแลพ่อแม่ นอกจากนี้ ยังหวังจะเก็บเงินไว้ใช้ยามเจ็บป่วยและหลังเกษียณอีกด้วย

รายได้
รายเดือน
รายปี 1
2
3
4
5
รวม
เงินเดือนของคุณ 25,000 300,000 300,000 300,000 336,000 336,000 1,572,000
โบนัส (2 เดือน) 50,000 50,000 50,000 75,000 75,000 300,000
รายได้อื่นๆ 10,000 12,000 15,000 18,000 25,000 80,000
รายได้รวม (1) 360,000 362,000 365,000 413,000 436,000 1,952,000
ค่าใช้จ่าย
รายเดือน
รายปี 1
2
3
4
5
รวม
ค่าเช่าบ้าน 5,000 60,000 60,000 62,000 63,000 65,000 310,000
ค่าน้ำ ค่าไฟ 1,000 12,000 12,000 12,000 12,500 13,000 61,500
ค่าอาหาร 7,000 84,000 84,000 86,000 87,000 90,000 431,000
ค่าเสื้อผ้า
-
12,000 12,000 12,000 15,000 15,000 66,000
ค่าพาหนะ 3,000 36,000 36,000 36,000 40,000 40,000 188,000
ค่าพักผ่อน เช่น ดูหนัง ฟังเพลง 1,000 12,000 12,000 12,000 15,000 15,000 66,000
ค่าใช้จ่าย (2) 216,000 216,000 220,000 232,500 238,000 1,125,000
เงินฝาก (3) 1,000 12,000 12,000 12,000 15,000 15,000 66,000
ค่าบัตรเครดิต (4) 1,000 12,000 12,000 12,000 15,000 15,000 66,000
เก็บสำหรับค่าดาวน์รถ (5) 2,500 30,000 30,000 30,000 45,000 45,000 180,000
อื่นๆ เช่น แผนเกษียณ (5) 1,250 15,000 15,000 15,000 18,000 18,000 81,000
รวม (2+3+4+5) 285,000 285,000 289,000 325,500 331,000 1,515,500
เงินเก็บและเงินลงทุน
(1)-รวม(2+3+4+5)
75,000 77,000 76,000 87,500 105,000 420,500


หลังจากที่น้ำผึ้งได้จัดการวางแผนการเงินแล้ว เธอเริ่มหายกังวลว่าในอนาคต เธอจะมีเงินเพียงพอที่จะซื้อทรัพย์สินที่ต้องการ และเหลือไว้ใช้ยามเกษียณตามที่เธอวางแผนไว้ได้หรือไม่ เพราะเมื่อดูจากตารางแล้ว จะเห็นได้ว่าเมื่อเธอทำงานได้ 5 ปี เธอจะสามารถ
- ดาวน์รถจากเงินที่เก็บสะสมไว้เป็นจำนวน 180,000 บาท
- มีเงินฝากสำรองฉุกเฉินยามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น 66,000 บาท
- มีเงินเก็บและลงทุนสะสมเป็น 420,500 บาท ซึ่งเธอสามารถนำไปใช้ในการลงทุนเพื่อทำให้เงินที่มีอยู่เพิ่มขึ้น และมีเก็บไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคในอนาคตได้
- นอกจากนี้ น้ำผึ้งยังไม่ต้องห่วงเงินทองที่จะเก็บไว้ใช้หลังเกษียณอายุอีกด้วย เนื่องจากเธอสำรองไว้ในแต่ละปีของทางการทำงานแล้ว เช่น ในระยะ 5 ปี จะมีทั้งหมด 81,000 บาท
ในตอนนี้ น้ำผึ้งพร้อมที่จะลงทุนอย่างสบายใจ เพราะถึงแม้ว่าผลการลงทุนอาจจะไม่เป็นอย่างที่เธอคาดคิดไว้ เธอก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย และไม่ต้องกลัวว่าจะต้องลำบากเพราะมีเงินใช้ไม่พอเลย หากแต่สิ่งที่เธอจะคิดต่อไปคือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้เงินสะสมที่มีอยู่เจริญงอกงาม และสามารถเป็นแรงหนุนช่วยให้เธอทำความฝันในชีวิตเป็นจริงได้

เมื่อคุณวางแผนการเงินเรียบร้อยแล้ว คุณก็จะทราบว่าคุณมีเงินเก็บและเงินลงทุนเท่าไหร่ และเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ความฝันในชีวิตของคุณเป็นจริงตามที่ตั้งใจไว้


ที่มา: http://www.bla.co.th/th/Elearning/pf.asp?p=1#part1

Share



ออมวันนี้ วันหน้าไม่มีอด

Wednesday 18 March 2009 @ 8:45 am

ารออม คือ การสะสมเงินทีละเล็กทีละน้อยให้พอกพูนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งการออมส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปแบบของการฝากเงินกับธนาคาร หรือบริษัทเงินทุนโดยได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน จุดประสงค์หลักคือ เพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ในเมื่อชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนดังคลื่นที่มีทั้งขึ้นทั้งลง ดังนั้นเงินออมสามารถเป็นที่พึ่งเมื่อเราตกอยู่ในสภาวะลำบาก

การลงทุน มีความหมายที่แตกต่างจากการออมดังนี้ คือ การนำเงินที่เก็บสะสมไป สร้างผลตอบแทน ที่สูงกว่าการออม โดยการซื้อทอง ที่ดิน ซื้อพันธบัตรรัฐบาล เล่นหุ้น หรือลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยงสูง แต่การลงทุนอย่างชาญฉลาดก็สามารถทำให้เกิดความมั่งคั่งได้เช่นกัน

ที่มา: http://www.aomsin.net/catalog.php?idp=32

Share



การออม VS การลงทุน

Wednesday 18 March 2009 @ 6:44 am

เมื่อเรามีเงินเหลือใช้เป็นประจำทุกเดือน สิ่งที่เราควรคำนึงถึง คือ เราจะจัดการกับเงินเหลือใช้นั้นอย่างเหมาะสมได้อย่างไร เพื่อให้งอกเงยเพิ่มมากขึ้น โดยทั่วไปเรามักจะเก็บในรูปเงินสด หรือฝากธนาคาร บริษัทเงินทุน ซึ่งเราจะเรียกวิธีการนี้ว่า “การออม” หรือถ้าใช้วิธีการซื้อทองรูปพรรณ ทองแท่ง หรือที่ดินเก็บไว้ ซื้อพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้น หรือหลักทรัพย์อื่น ๆ ก็จะเข้าลักษณะที่เรียกว่า “การลงทุน”

การออม คือ การเก็บสะสมเงินทีละเล็กทีละน้อยให้พอกพูนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งการออมส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปของเงินฝากกับธนาคาร หรือบริษัทเงินทุน โดยได้รับดอกเบี้ยเป็น ผลตอบแทน

การลงทุน คือ การนำเงินที่เก็บสะสมไปสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการออม โดยการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือหลักทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งจะมี ความเสี่ยง ที่สูงขึ้น

การเปรียบเทียบระหว่างการออมและการลงทุน

การออม การลงทุน
วัตถุประสงค์ เป็นการสะสมเงินเพื่อให้พอกพูนในระยะสั้น เผื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน เป็นการสะสมเงินให้งอกเงยต่อเนื่องในระยะยาว
วิธีการสะสม เงินฝากธนาคาร และบริษัทเงินทุน ลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้น กองทุนรวมกองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
ความเสี่ยง ความเสี่ยงต่ำ(เนื่องจากรัฐบาลค้ำประกันเงินฝากทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวน) มีความเสี่ยงมากน้อยตามประเภทและลักษณะของหลักทรัพย์ที่ลงทุน ในปัจจุบันถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าการฝากเงิน
ผลตอบแทน ดอกเบี้ย ดอกเบี้ย เงินปันผล และ/หรือ ผลกำไรหรือ ขาดทุนจากการลงทุน
ข้อได้เปรียบ มีสภาพคล่องสูง ได้รับผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่า
ข้อเสียเปรียบ ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ มีโอกาสขาดทุนจากการลงทุนได้
Share



เริ่มต้นลงทุนกับกองทุนรวมตราสารหนี้

Tuesday 20 January 2009 @ 9:48 am

กลับมารื้อฟื้นหลักการพื้นฐาน และมุมมองอย่างง่ายๆกับกองทุนรวมความเสี่ยงต่ำหน่อย

Q : สนใจลงทุน อยากได้ผลตอบแทนมากกว่าเงินฝากประจำ แต่ไม่อยากเสี่ยงมาก กองทุนรวมน่าสนใจป่าว?
A : กองทุนรวมมีนโยบายการลงทุนที่หลากหลาย หากจะพิจารณาเลือกลงทุน จะขึ้นอยู่กับหลายๆปัจจัย ความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้, ความเสี่ยงของกองทุนที่ลงทุน, ผลตอบแทนคาดหวัง, ระยะเวลาที่ต้องการลงทุน, สภาพคล่องที่ต้องการ และข้อจำกัดอื่นๆในการลงทุน

Q : ไม่อยากเสี่ยงมากขอแค่มากกว่าเงินฝากประจำก็พอใจแล้ว
A : กองทุนรวมตราสารตลาดเงิน หรือ Money Market Fund (MMF) ก็น่าจะเพียงพอ ถือเป็นกองทุนที่มีความเสี่ยงในการขาดทุนต่ำที่สุดในบรรดากองทุนทุกประเภท ปัจจุบันกองทุน MMF ในตลาดให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 2.5%-2.8% ครับผม

Q : แล้วไงต่อ ถ้ากองทุนไปลงทุนในตราสารหนี้อายุยาวๆล่ะ
A : กองทุนจะมีความเสี่ยงเรื่องการขาดสภาพคล่องสูงขึ้น เนื่องจากการครบกำหนดอายุตราสารจะไม่ถี่เหมือนเก่า ดังนั้นวิธีที่ บลจ. ชอบใช้สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการผลตอบแทนสูงขึ้นมากกว่า MMF และไม่ต้องการสภาพคล่องก็คือ เปิดเสนอขายครั้งเดียว ห้ามไถ่ถอนคืนระหว่างทางที่กองทุนยังไม่ครบกำหนด โดยรับผลตอบแทนพร้อมเงินต้นตอนกองทุนครบกำหนดเท่านั้น ถ้าอายุกองทุนไม่ถึง 1 ปี เราเรียกว่า Short-term Fixed Income Fund ถ้ายาวกว่านั้นก็เปลี่ยนคำหน้าเป็น Long-term ซะ
ด้วยนโยบายการลงทุนแบบนี้ จะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนสูงขึ้นกว่า MMF หากภาวะดอกเบี้ยยังทรงๆตัว หรือเป็นขาลง แต่หากอัตราดอกเบี้ยเป็นขาขึ้น จะสังเกตุว่าเนื่องจากเราล็อคผลตอบแทนไว้แล้ว เราอาจเสียโอกาสในการรับผลตอบแทนที่สูงกว่าก็เป็นได้ ดังนั้นจะพิจารณาลงทุนในกองทุนรวมระยะสั้น หรือระยะยาว ให้ดู 2 อย่างครับ
1. สภาพคล่องที่เราต้องการกับเงินลงทุนก้อนนั้น
2. แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยในตลาดว่ามีทิศทางอย่างไร

Q : แล้วช่วงนี้แนวโน้มเป็นยังไงอ่ะ ไม่เคยสนใจเลย (จริงๆ ได้คำตอบ ก็อาจจะไม่สนใจเหมือนเดิมนั้นล่ะ แบร่ๆ)
A : คิดซะดังเชียว ถ้าลืมจริงๆเนี่ย ไม่ตอบดีกว่า ขี้เกียจพิมพ์ เอิ๊กๆ
เงินเฟ้อพื้นฐานของประเทศไทยขยับตัวขึ้นมาที่ 1.3-1.7% ในขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 1 ปี 4 ธนาคารใหญ่ อยู่กันที่ 2.25%-2.75% ต่อปี แล้วแต่ธนาคาร และอาจมีแนวโน้มที่เงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้นอีก จากต้นทุนราคาน้ำมันที่กระทบกับทุกหน่วยการบริโภคและการผลิตของประเทศไทย ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงนั้นไม่ได้เพิ่มอะไรมากมาย ถ้าเหตุการณ์ยังกดำเนินไปในทิศทางนี้ คาดว่าแบงก์ชาติอาจต้องปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นอย่างน้อย 0.25% ในไตรมาส 2 นี้ ดังนั้นปีนี้ (2008) ถือว่าเราอยู่ในช่วงอัตราดอกเบี้ยขาขึ้นครับ การล็อคผลตอบแทนยาวเกินไปไม่เป็นผลดีต้องกำไรในอนาคตของเรา ดังนั้นแนะนำลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีอายุ 3 เดือน เพื่อรอดูทีท่าของแบงกืชาติครับ หากปรับขึ้นแรงๆซัก 0.50% ซักทีอาจมีเหเลยก็ได้นะเออ…

Q : ที่บอกมาทั้งหมดนี้ คือกองทุนรวมตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ?
A : .ช่แล้ว หากอึดอัดกับผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝาก การแบ่งเงินบางส่วนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนของเงินเราในกองทุนรวมตราสารหนี้ นับว่าน่าสนใจ และให้ผลตอบแทนที่คุณไม่อาจไม่พิจารณาได้นา… เชื่อผมๆ

Q : ความเสี่ยงต่ำเนี่ย แสดงว่ายังมีความเสี่ยง … เสี่ยงอะไร ป้องกันยังไง?
A : กองทุนรวมไม่มีผุ้รับประกันเงินต้นอย่างกระทรวงการคลังที่รับประกันเงินฝากธนาคาร เนื่องจากไปลงทุนในตราสารหนี้หลากหลายประเภท
ถ้ากองทุนไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ก็เสี่ยงต่ำหน่อย เพราะกระทรวงการคลังรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bond) ก็ต้องพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัท

A : เฮ้ย !!…. แต่ !!

Q : หยุดนะบัดนี้!!! จะบอกว่าไปลงทุนในตราสารของบริษัทไหนบ้างก็ไม่รู้ใช่มั้ย? ทาง กลต. มีการคุ้มครองนักลงทุนโดยให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ให้ Credit ตราสารหนี้นั้นๆ เพื่อชี้วัดถึงความสามารถในการชำระเงินครับ ปัจจุบัน Rating ในระดับที่ต่ำสุดของการลงทุนที่เรียกว่าระดับ Investment Grade คือ BBB หากต่ำกว่านี้ (BBB- ลงมา) จะถือว่ามี Credit ต่ำ ไม่ค่อยน่าเชื่อถือ หรือเสี่ยงสูงกว่าชาวบ้าน
แต่ตามกฎการลงทุน “High Risk High Expected Return” ตราสารหนี้ที่มี Rating สูง ก็ให้ผลตอบแทนที่สุงกว่าด้วยเช่นกันนะครับ ดังนั้นจำไว้อย่างหนึ่ง หากเห็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ให้ตั้งสมมติฐานไว้ก่อนว่าเสี่ยงสูงเช่นกัน อย่าดูที่ผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว

วิธีการป้องกันความเสี่ยงของเราก็คือ ศึกษาตราสารหนี้ที่กองทุนไปลงทุน ดูอันดับ Credit Rating เองครับ และความเป็นมืออาชีพของผู้จัดการกองทุนและ บลจ. น่าจะพอแล้วนะผมว่า ^^

Q : ตอนนี้มีกองทุนอะไรน่าสนใจบ้าง??
A : ถ้าเป็น MMF แนะนำ 3 ที่ละกัน T-CASH, K-Teasury, TMBMF ครับ
ถ้าเป็นกองทุนประเภท 3 เดือน ก็มีเรื่อยๆทั้งของ SCBAM, TMBAM, AYF หรือ ING ลองติดตามข่าวกองทุนจากเว็ปนี้ด้วยก็ได้ครับ
http://www.smartfundmag.com/index.php

————————
โชคดีในการลงทุนครับ 

Credit : Mr.Messenger from http://topicstock.pantip.com/sinthorn/topicstock/2008/01/I6217037/I6217037.html

Share