Archive for March, 2009
คุณอาจเคยได้ยินข่าวเรื่องคนขี่สามล้อที่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่1 ซึ่งได้รับเงินรางวัลเป็นสิบ ๆ ล้าน แต่เมื่อเวลาผ่านไป 2 ปี เขากลับไม่มีเงินเหลือแม้สักบาทเดียว สุดท้ายจึงต้องกลับมาถีบสามล้อใหม่อีกครั้ง อาจจะเป็นเรื่องน่าขำที่เกิดขึ้น แต่นี่เป็นเพียงตัวอย่างง่าย ๆ ของบุคคลที่ไม่มีการวางแผนหรือมีการวางแผนการเงินที่ไม่ดีพอ ซึ่งส่วนใหญ่มักเนื่องมาจากสาเหตุดังต่อไปนี้
- คิดว่าตัวเองมีรายได้เพียงพอสำหรับภาระค่าใช้จ่ายรายวันแล้ว
- ไม่ต้องการคิดในสิ่งที่อาจเกิดขึ้นในชีวิตในทางไม่ดี เช่น การว่างงาน ทุพพลภาพ ความตาย
- ไม่มีเวลาที่จะจัดทำแผน
- คิดว่าการวางแผนการเงินเป็นเรื่องที่มีค่าใช้จ่ายสูง
- ต้องการคงวิถีชีวิตของตนไว้ ซึ่งส่วนใหญ่มักคิดว่าสถานะการเงินของตนเองอยู่ในสภาพที่ดีอยู่แล้ว
- มักคิดว่าการวางแผนการเงินเหมาะสำหรับผู้ที่ใกล้เกษียณอายุเท่านั้น
ดังนั้น ก่อนที่คุณจะลงทุน คุณควรจะจัดสรรเงินที่มีอยู่ให้ตรงกับความต้องการของการใช้เงินที่คุณวางแผนไว้เสียก่อน โดยคำนึงถึงช่วงอายุและรายได้ จะได้รับทั้งหมดเป็นสำคัญ

ช่วงอายุ (Life Cycle)
เป็นปัจจัยสำคัญประการแรกที่คุณควรใช้พิจารณาในการวางแผนการเงิน ผู้ที่มีอายุน้อยและมีรายได้อยู่ในช่วงเริ่มสะสมทรัพย์ มักจะนิยมออมเงินเพื่อมาซื้อทรัพย์สินเช่น บ้าน ที่ดิน รถยนต์ ตั้งแต่เริ่มต้นทำงาน ทำให้เงินออมส่วนใหญ่มักจะจมไปกับการผ่อนหนี้ที่มัดตัวจนไม่สามารถนำไปลงทุนให้เงินงอกเงยได้เลย ดังนั้น คุณควรจะวางแผนว่ามีความ จำเป็นที่จะใช้สินทรัพย์ใดบ้าง ในช่วงอายุใดที่เหมาะสมจะซื้อ และต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้ได้มา เมื่อทำงานได้จนสามารถสะสมทรัพย์สินตามที่ต้องการแล้ว คุณควรจะเริ่มลงทุนในสิ่งที่มั่นคงถาวรขึ้น เพื่อเป็นเงินออมสำหรับใช้เมื่อหลังเกษียณอายุ โดยมีจุดประสงค์ที่จะเป็นอิสระทางการเงินเป็นสำคัญ
จากแผนภูมิ แสดงให้เห็นถึงช่วงอายุของผู้ลงทุน ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังต่อไปนี้
1. ขั้นตอนของชีวิตช่วงที่เริ่มทำงานและสะสมทุนทรัพย์
เป็นช่วงที่มีรายได้น้อยแต่สม่ำเสมอ โดยปกติแล้วรายได้มักจะเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอตามระดับความรับผิดชอบที่สูงขึ้น และทักษะความรู้ที่พัฒนาขึ้นจากงานนั้นๆ
2. ขั้นตอนของชีวิตช่วงที่มีรายได้สูงกว่ารายจ่าย
เป็นช่วงที่มีระดับความสามารถในการหารายได้สูงที่สุด เนื่องจากคุณจะมีหน้าที่การงานที่มั่นคง ส่วนหนี้สินที่มีนั้นลดลง จึงทำให้มีเงินส่วนที่เหลือไว้สำหรับการลงทุนมากขึ้น อย่างไรก็ดี คุณควรจะเก็บเงินบางส่วนสำรองไว้สำหรับใช้ในช่วงเกษียณอายุด้วย
3. ขั้นตอนของชีวิตช่วงเกษียณอายุการทำงาน
คุณมีโอกาสน้อยที่จะหารายได้เพิ่มขึ้น จึงต้องใช้ทรัพย์สินที่สะสมและลงทุนไว้ เงินบำนาญ และเงินออมเพื่อเกษียณในการดำรงชีวิต ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นช่วงที่คุณจะมีอิสระทางการเงิน
4. ขั้นตอนของช่วงปลายชีวิต
มีทรัพย์สินมากเกินกว่าจะใช้หมด จึงมีเหลือเผื่อแผ่เจือจุนให้แก่ผู้อื่นได้ นอกจากนี้ ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่จะหมดไปกับค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
2.รายได้ที่ได้รับ (Income)
เมื่อมีรายได้เกิดขึ้นไม่ว่าจะได้จากเงินประจำเดือน จากธุรกิจส่วนตัว เงินจากมรดก หรืออื่น ๆ คุณควรจัดสรรเงินก้อนแรกไว้สำหรับค่าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวันของตัวคุณและครอบครัว เช่น เงินค่าอาหาร ค่าเช่าบ้าน เป็นต้น หลังจากที่เตรียมการขั้นพื้นฐานสำหรับชีวิตไว้เรียบร้อยแล้ว คุณควรจะตระหนักถึงค่าใช้จ่ายสำคัญที่คุณควรจัดเตรียมไว้ก่อนเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์ เพื่อคุณจะได้ไม่มีความกังวลใจและเครียดกับผลของการลงทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งประกอบด้วย
- เงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน เงินสำรองนี้ควรเก็บไว้ในรูปแบบที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด และสามารถเบิกใช้ได้ทันทีที่ต้องการ เช่น การฝากในรูปบัญชีออมทรัพย์
- ภาระหนี้สิน ถือเป็นหน้าที่ของคุณตามกฎหมายที่ต้องรับผิดชอบ เพราะหากคุณไม่จ่ายตามที่กำหนดไว้ในสัญญา เจ้าหนี้มีสิทธิยึดทรัพย์สินในครอบครองหรืออาจฟ้องล้มละลายได้
- เงินสำหรับแผนการในอนาคต หากคุณมีแผนการที่ชัด-เจนเหล่านี้อยู่ในใจ ก็ควรจะวางแผนเก็บเงินเพื่อแผนการนั้น โดยคำนวณจากเงินที่มีในปัจจุบันและรายได้ในอนาคต
- เงินประกัน คุณอาจจะจัดทำประกันชีวิต หรือประกันอื่น ๆ ทั้งแก่ตัวคุณเองและสมาชิกในครอบครัวให้ ในกรณีที่คุณไม่อยากเสี่ยงกับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
คุณสามารถวางแผนการเงินกระแสเงินสดอย่างง่าย ๆ โดยใช้ตัวอย่างแบบฟอร์มข้างล่างช่วยวิเคราะห์สถานะทางการเงินของคุณในช่วงเวลา 5 ปี
ขั้นตอนที่ 1 รวมรายได้ที่ได้รับทั้งหมด
| รายได้ | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| เงินเดือนของคุณ | |||||||
| เงินเดือนคู่สมรส | |||||||
| โบนัส | |||||||
| เงินปันผล | |||||||
| ดอกเบี้ยรับ | |||||||
| รายได้อื่น ๆ | |||||||
| รายได้รวม (1) |
ขั้นตอนที่ 2 หักค่าใช้จ่ายอุปโภคบริโภคเป็นอันดับแรกสำหรับดำรงชีพ
| ค่าใช้จ่าย | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| ค่าเช่า/ผ่อนบ้าน | |||||||
| ค่าน้ำค่าไฟ | |||||||
| ค่าอาหาร | |||||||
| ค่าเสื้อผ้า | |||||||
| ค่าพาหนะ | |||||||
| ค่าพักผ่อน เช่น ดูหนังฟังเพลง | |||||||
| ค่าใช้จ่ายรวม (2) |
ขั้นตอนที่ 3 ตรวจดูเงินสำรองฉุกเฉินว่ามีเพียงพอหรือไม่
| เงินสำรอง | เก็บเพิ่ม | ปัจจุบัน | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| เงินฝากออมทรัพย์ | |||||||
| เงินฝากหรือลงทุนในระยะสั้นอื่น ๆ | |||||||
| รวม (3) |
ขั้นตอนที่ 4 จ่ายภาระหนี้สินที่จำเป็น (ถ้ามี)
| หนี้สิน | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| หนี้บัตรเครดิต | |||||||
| เงินกู้ระยะสั้น | |||||||
| เงินกู้ผ่อนระยะยาว | |||||||
| เงินกู้เพื่อการศึกษา | |||||||
| อื่น ๆ เช่น ภาษีค้างจ่าย | |||||||
| รวม (3) |
ขั้นตอนที่ 5 หักเงินสำหรับแผนการในอนาคต
| ค่าใช้จ่ายอนาคต | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| ค่าดาวน์บ้าน/รถ | |||||||
| ค่าซ่อมแซมครั้งใหญ่ | |||||||
| ทุนการศึกษาลูก ๆ | |||||||
| ค่าภาษีรายปี | |||||||
| อื่น ๆ เช่นแผนเกษียณ | |||||||
| รวม (5) |
ขั้นตอนที่ 6 หักเงินค่าเบี้ยประกันเพื่อความมั่นคงในชีวิต (ถ้ามี)
| เงินประกัน | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| ค่าประกันชีวิต | |||||||
| ค่าประกันรถ | |||||||
| ค่าประกันอื่น ๆ | |||||||
| รวม (6) |
ขั้นตอนที่ 7 คำนวณหาเงินเก็บและเงินลงทุนที่คุณมี
| หนี้สิน | รายเดือน | รายปี | 1 | 2 | 3 | 4 | 5 |
| รายได้รวม (1) | |||||||
| หักค่าใช้จ่ายประจำ (2) | |||||||
| หักเงินสำรองรวม (3) | |||||||
| หักหนี้สินรวม (4) | |||||||
| หักค่าใช้จ่ายอนาคต (5) | |||||||
| หักเงินประกันรวม (6) | |||||||
| เงินเก็บและเงินลงทุน |
เรามาลองดูตัวอย่างของการใช้ตารางนี้ช่วยวางแผนทางการเงินในชีวิตจริงของคุณน้ำผึ้งซึ่งทำงานเป็นเลขาของผู้จัดการบริษัทส่งออกแห่งหนึ่ง มีรายได้ 25,000 บาทต่อเดือน และต้องการที่จะเก็บเงินไว้ซื้อทรัพย์สินที่จำเป็น เช่น บ้าน รถ ดูแลพ่อแม่ นอกจากนี้ ยังหวังจะเก็บเงินไว้ใช้ยามเจ็บป่วยและหลังเกษียณอีกด้วย
|
รายได้
|
รายเดือน
|
รายปี 1
|
2
|
3
|
4
|
5
|
รวม
|
| เงินเดือนของคุณ | 25,000 | 300,000 | 300,000 | 300,000 | 336,000 | 336,000 | 1,572,000 |
| โบนัส (2 เดือน) | 50,000 | 50,000 | 50,000 | 75,000 | 75,000 | 300,000 | |
| รายได้อื่นๆ | 10,000 | 12,000 | 15,000 | 18,000 | 25,000 | 80,000 | |
| รายได้รวม (1) | 360,000 | 362,000 | 365,000 | 413,000 | 436,000 | 1,952,000 | |
| ค่าใช้จ่าย |
รายเดือน
|
รายปี 1
|
2
|
3
|
4
|
5
|
รวม
|
| ค่าเช่าบ้าน | 5,000 | 60,000 | 60,000 | 62,000 | 63,000 | 65,000 | 310,000 |
| ค่าน้ำ ค่าไฟ | 1,000 | 12,000 | 12,000 | 12,000 | 12,500 | 13,000 | 61,500 |
| ค่าอาหาร | 7,000 | 84,000 | 84,000 | 86,000 | 87,000 | 90,000 | 431,000 |
| ค่าเสื้อผ้า |
-
|
12,000 | 12,000 | 12,000 | 15,000 | 15,000 | 66,000 |
| ค่าพาหนะ | 3,000 | 36,000 | 36,000 | 36,000 | 40,000 | 40,000 | 188,000 |
| ค่าพักผ่อน เช่น ดูหนัง ฟังเพลง | 1,000 | 12,000 | 12,000 | 12,000 | 15,000 | 15,000 | 66,000 |
| ค่าใช้จ่าย (2) | 216,000 | 216,000 | 220,000 | 232,500 | 238,000 | 1,125,000 | |
| เงินฝาก (3) | 1,000 | 12,000 | 12,000 | 12,000 | 15,000 | 15,000 | 66,000 |
| ค่าบัตรเครดิต (4) | 1,000 | 12,000 | 12,000 | 12,000 | 15,000 | 15,000 | 66,000 |
| เก็บสำหรับค่าดาวน์รถ (5) | 2,500 | 30,000 | 30,000 | 30,000 | 45,000 | 45,000 | 180,000 |
| อื่นๆ เช่น แผนเกษียณ (5) | 1,250 | 15,000 | 15,000 | 15,000 | 18,000 | 18,000 | 81,000 |
| รวม (2+3+4+5) | 285,000 | 285,000 | 289,000 | 325,500 | 331,000 | 1,515,500 | |
| เงินเก็บและเงินลงทุน (1)-รวม(2+3+4+5) |
75,000 | 77,000 | 76,000 | 87,500 | 105,000 | 420,500 |
หลังจากที่น้ำผึ้งได้จัดการวางแผนการเงินแล้ว เธอเริ่มหายกังวลว่าในอนาคต เธอจะมีเงินเพียงพอที่จะซื้อทรัพย์สินที่ต้องการ และเหลือไว้ใช้ยามเกษียณตามที่เธอวางแผนไว้ได้หรือไม่ เพราะเมื่อดูจากตารางแล้ว จะเห็นได้ว่าเมื่อเธอทำงานได้ 5 ปี เธอจะสามารถ
- ดาวน์รถจากเงินที่เก็บสะสมไว้เป็นจำนวน 180,000 บาท
- มีเงินฝากสำรองฉุกเฉินยามีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดขึ้น 66,000 บาท
- มีเงินเก็บและลงทุนสะสมเป็น 420,500 บาท ซึ่งเธอสามารถนำไปใช้ในการลงทุนเพื่อทำให้เงินที่มีอยู่เพิ่มขึ้น และมีเก็บไว้ใช้ในการอุปโภคบริโภคในอนาคตได้
- นอกจากนี้ น้ำผึ้งยังไม่ต้องห่วงเงินทองที่จะเก็บไว้ใช้หลังเกษียณอายุอีกด้วย เนื่องจากเธอสำรองไว้ในแต่ละปีของทางการทำงานแล้ว เช่น ในระยะ 5 ปี จะมีทั้งหมด 81,000 บาท
ในตอนนี้ น้ำผึ้งพร้อมที่จะลงทุนอย่างสบายใจ เพราะถึงแม้ว่าผลการลงทุนอาจจะไม่เป็นอย่างที่เธอคาดคิดไว้ เธอก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย และไม่ต้องกลัวว่าจะต้องลำบากเพราะมีเงินใช้ไม่พอเลย หากแต่สิ่งที่เธอจะคิดต่อไปคือ จะทำอย่างไรที่จะทำให้เงินสะสมที่มีอยู่เจริญงอกงาม และสามารถเป็นแรงหนุนช่วยให้เธอทำความฝันในชีวิตเป็นจริงได้
เมื่อคุณวางแผนการเงินเรียบร้อยแล้ว คุณก็จะทราบว่าคุณมีเงินเก็บและเงินลงทุนเท่าไหร่ และเพียงพอหรือไม่ที่จะทำให้ความฝันในชีวิตของคุณเป็นจริงตามที่ตั้งใจไว้
การออม คือ การสะสมเงินทีละเล็กทีละน้อยให้พอกพูนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งการออมส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปแบบของการฝากเงินกับธนาคาร หรือบริษัทเงินทุนโดยได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน จุดประสงค์หลักคือ เพื่อใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ในเมื่อชีวิตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนดังคลื่นที่มีทั้งขึ้นทั้งลง ดังนั้นเงินออมสามารถเป็นที่พึ่งเมื่อเราตกอยู่ในสภาวะลำบาก
การลงทุน มีความหมายที่แตกต่างจากการออมดังนี้ คือ การนำเงินที่เก็บสะสมไป สร้างผลตอบแทน ที่สูงกว่าการออม โดยการซื้อทอง ที่ดิน ซื้อพันธบัตรรัฐบาล เล่นหุ้น หรือลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ การลงทุนมีความเสี่ยงสูง แต่การลงทุนอย่างชาญฉลาดก็สามารถทำให้เกิดความมั่งคั่งได้เช่นกัน
ที่มา: http://www.aomsin.net/catalog.php?idp=32
วิธีใช้หนี้พ่อแม่ไม่ยากเลย จงสร้างความดีให้กับตัวเอง และนี่ก็เป็นการใช้หนี้ตัวเอง ตัวเราพ่อให้หัวใจ แม่ให้น้ำเลือดน้ำเหลืองอยู่ในตัวแล้ว จะไปแสวงหาพ่อที่ไหน จะไปแสวงหาแม่ที่ไหน บางคนรังเกียจแม่ ว่าแก่เฒ่าไม่สวยไม่งามพอตัวเองแก่ก็เลยถูกลูกหลานรังเกียจจึงเป็นกงกรรมกงเกวียนยืดเยื้อกันต่อไปอีก
ใครที่คุณแม่ล่วงลับไปแล้ว ก็ให้หมั่นทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่าน และถ้าจะ ทำบุญด้วยการเจริญกรรมฐานแล้วอุทิศส่วนกุศลไปการทำเช่นนี้ถือว่าได้บุญมากที่สุดทั้งฝ่ายผู้ให้และผู้รับ
ผู้ใดก็ตาม ที่คุณแม่ยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้กลับไปหาแม่ ไปกราบเท้าขอพรจากท่าน จะได้มั่งมีศรีสุขส่วนคนที่เคยทำไม่ดีไว้กับท่าน ก็นำเทียนแพไปกราบขออโหสิกรรม ล้างเท้าให้ท่านด้วย เป็นการขอขมาลาโทษ ฯ ขอฝากท่านไว้ไปสอนลูกหลาน อย่าคิดไม่ดีกับพ่อแม่เลย ไม่ต้องถึงกับฆ่าหรอก แค่คิดว่าพ่อแม่เราไม่ดี จะทำมาหากินไม่ขึ้น เจ๊ง ท่านต้องแก้ปัญหาก่อนคือ ถอนคำพูด ไปขอสมาลาโทษเสีย แล้วมาเจริญกรรมฐานรับรองสำเร็จแน่มรรคผลเกิดแน่ฯ บางคนลืมพ่อลืมแม่ อย่าลืมนะการเถียงพ่อเถียงแม่ไม่ดี ขอบิณฑบาต สอนลูกหลานอย่าเถียงพ่อเถียงแม่ อย่าคิดไม่ดีกับพ่อกับแม่ ไม่อย่างนั้นจะก้าวหน้าได้อย่างไร ก้าวถอยหลังดำน้ำไม่โผล่ ฯ
บ้านหนึ่งพ่อมีเมีย ๔ คน เมียหลวงบอกลูกว่าพ่อเจ้าไม่ดี ลูกก็ไปด่าพ่อว่าพ่อ แล้วมาบวชวัดนี้ บวชแล้วเดี๋ยวเป็นโน่นเป็นนี่ จนจะกลายเป็นโรคประสาท นี่แหละบวชก็ไม่ได้ผล หลวงพ่อก็ให้ไปถอนคำพูด และขอสมาลาโทษกับพ่อเขาก่อน แล้วกลับมานั่งกรรมฐานจึงได้ผล ( กรณีนี้ หลวงพ่อจะเตือนผู้เป็นลูกบ่อยๆไม่ให้ว่าพ่อ แต่ให้เป็นเรื่องของแม่ที่จะแก้ปัญหานี้ ซึ่งหลวงพ่อสอนไว้แล้ว : ผู้รวบรวม ) ฯ
เมื่อเร็วๆ นี้ฆ่าพ่อตาย แม่สงสารพามาเจริญกรรมฐาน พอเข้าวัดมันร้อนไปหมด ปวดหัวเข้าไม่ได้นี่เวรกรรมตามสนอง ปิตุฆาต มาตุฆาต ห้ามสวรรค์ ห้ามนิพพาน ทำกรรมฐานไม่ได้แน่นอน ต้องหันรถกลับ นี่เรื่องจริงในวัดนี้ ฯคนที่มีบุญวาสนา จะกตัญญูกับพ่อแม่ คนเถียงพ่อเถียงแม่เอาดีไม่ได้??.. คนไม่พูดกับพ่อแม่ นั่งกรรมฐานร้อยปีก็ไม่ได้อะไรเลยถ้าไม่ขออโหสิกรรมฯ ให้ขออโหสิกรรมที่คิดไม่ดีกับพ่อแม่ คิดไม่ดีกับครูบาอาจารย์ คิดไม่ดีกับพี่ๆน้องๆ จะไม่เอาอีกแล้ว เอาน้ำไปขันหนึ่ง เอาดอกมะลิโรย แล้วพูดกับพ่อแม่ดังนี้ กายกัมมัง วจีกัมมัง มโนกัมมัง โยโทโส อันว่าโทษทัณฑ์ใด ความผิดอันใด ที่ข้าพเจ้าพลั้งเผลอสติไป ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ขอให้คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่า คุณตาคุณยาย คุณพี่คุณน้อง อโหสิกรรมให้ด้วย แล้วเอาน้ำรดมือรดเท้าของท่าน
นี่แหละท่านทั้งหลายเอ๋ย เป็นหนี้บุญคุณพ่อแม่มากมาย ยังจะไปทวงนาทวงไร่ ทวงตึก มาเป็นของเราอีกหรือตัวเองก็พึ่งตัวเองไม่ได้ สอนตัวเองไม่ได้ เป็นคนอัปรีย์จัญไรในโลกมนุษย์ไปทวงหนี้พ่อแม่ พ่อแม่ให้แล้ว (ให้ชีวิต ให้?ให้???.. ให้?????..ฯลฯ ) เรียนสำเร็จแล้ว ยังช่วยตัวเองไม่ได้ มีหนี้ติดค้าง รับรองทำมาหากินไม่ขึ้น ฯ
หนี้บุญคุณอันยิ่งใหญ่ เหลือจะนับประมาณนั้น คือหนี้บุญคุณของบิดามารดาฯ
” หนามแหลมใครเสี้ยม มะนาวกลมเกลี้ยงใครไปกลึง ” เด็กประถม ๔ พ่อเมาเหล้า เมากัญชาเล่นการพนันแม่เล่นหวย ปัจจุบัน เป็นดอกเตอร์ อยู่อเมริกา หลวงพ่อสอนครั้งเดียวจำได้ บอกวันเกิด หนูซื้อขนม ๒ ห่อ เรียกพ่อแม่มานั่งคู่กัน แล้วกราบนะลูกนะ แล้วก็บอกพ่อแม่ว่า ความผิดอันใดที่ลูกพลั้งเผลอ ด้วยกาย วาจา ใจ ที่คิดไม่ดีต่อคุณพ่อคุณแม่ ขอให้คุณพ่อคุณแม่อโหสิกรรมให้ แล้วล้างเท้าให้พ่อแม่ ลูกไม่มีสตางค์ ลูกซื้อขนมมา ๒ ห่อ ให้แม่ก่อน ๑ ห่อ เพราะอุ้มท้องมา แล้วจึงให้พ่ออีก ๑ ห่อ ลูกขอปฏิญาณตนว่า ลูกขอเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ แล้วจะเป็นศิษย์ที่ดีของครูบาอาจารย์ ลูกจะไม่ทำให้พ่อแม่ผิดหวัง พ่อฟังแล้วน้ำตาร่วง สร่างเมา ส่วนแม่ก็ร้องไห้ เลยพ่อแม่ ก็ให้สัญญากับลูกเลิกอบายมุขทั้งหมด ฯ
ลูกหลานโปรดจำไว้ เมื่อแยกครอบครัว ไปมีสามีภรรยาแล้ว อย่าลืมไปหาพ่อแม่ ถึงวันว่างเมื่อไร ต้องไปหาพ่อแม่ ถึงวันเกิดของลูกหลาน อย่าลืมเอาของไปให้พ่อแม่รับประทาน อย่ากินเหล้า เข้าโฮเต็ล ฯ
ชื่อที่พ่อแม่ตั้งให้เป็นมงคลนาม ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน เพราะชื่อเป็นเพียงนามสมมุติแทนตัวเรา อย่างหลวงพ่อชื่อ จรัญ ปู่ตั้งให้ หมอดูบอกเป็นกาลกิณี แต่ทำไมเจริญรุ่งเรือง ขอให้เชื่อพระพุทธเจ้าทำดีได้ดี ของดี ของ ปู่ ย่า ตา ยาย อย่าไปทำลายเลย ของพ่อแม่อย่าไปทำลายนะ หนีได้แน่นอน โยมมีกรรมฐาน มีทรัพย์ มีชื่อเสียง ความรัก บูชาทรัพย์ บูชาชื่อเสียง ความรักของพ่อแม่ได้ เงินจะไหลนองทองจะไหลมา??.. พ่อแม่ให้อะไรเอาไว้ก่อน อย่าไปทำลายเสีย ถึงจะเป็นถ้วยพ่อแม่ให้มา ก็ไว้เป็นที่ระลึกก็ยังดีอย่าเอาไปทิ้งขว้างฯ ถ้าต้องการเจริญก้าวหน้าขอฝากไว้ด้วย คนเรามี ๒ ก้าว จะก้าวขึ้นหรือก้าวลงดำน้ำไม่โผล่ ก้าวลงมันง่ายดี ก้าวขึ้นมันต้องยาก ของชั่วมันง่าย หลั่งไหลไปตามที่ต่ำ นี่บอกสอนลูกหลาน ต้องการจะบรรจุงานไม่ต้องไปวิ่งเต้น ดูลูกเสียก่อน กุศลเพียงพอหรือเปล่า ต้องเพิ่มกุศล ตัวอย่างเรียนจบครู สวดมนตร์เข้าเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นครูทำงานธนาคารก็ได้ บริษัทก็ได้เดี๋ยวมีคนรับ บางรายทั้งสอบทั้งสมัครหลายแห่งไม่เคยเรียกเลย อาตมาให้นั่งกรรมฐาน พอ ๗ วันผ่านไปพวกมาตามให้เข้าไปทำงานแล้ว ฯ
ที่มา อนุสาสนีปาฏิหาริย์
โดย พระราชสุทธิญาณมงคล
การเข้าสู่ความพอเพียงตามขั้นตอนของทฤษฎีใหม่ )
ที่มาแห่งพระราชดำริ “ทฤษฎีใหม่”
หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จเยี่ยมราษฎรที่บ้านกุดตอแก่น ต.กุดสินคุ้มใหญ่ อ.เขาวง จ.กาฬสินธุ์ เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2535 ได้ทรงเห็นสภาพความยากลำบากของราษฎรในการทำการเกษตรในพื้นที่อาศัยน้ำฝน (ปลูกข้าวได้ประมาณ 1 ถัง / 1 ไร่) เพาะปลูกได้ปีละครั้งในช่วงฤดูฝนเท่านั้น มีความเสี่ยงในการเสียหายจากความปรวนแปรของดินฟ้าอากาศ และฝนทิ้งช่วง ซึ่งสภาพดังกล่าวคงเป็นสภาพปัญหาของเกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศ แม้ว่าจะมีการขุดบ่อน้ำไว้บ้างก็มีขนาดไม่แน่นอน น้ำใช้ยังไม่พอเพียง รวมทั้งระบบการปลูกพืชไม่มีหลักเกณฑ์และส่วนใหญ่ปลูกพืชชนิดเดียว ด้วยเหตุนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จึงทรงศึกษา รวบรวมข้อมูลนำมาวิเคราะห์และได้พระราชทานพระราชดำริ เพื่อให้สามารถผ่านพ้นช่วงเวลาวิกฤติการขาดแคลนน้ำได้โดยไม่เดือดร้อนและยากลำบากนัก พระราชดำรินี้ ทรงเรียกว่า “ทฤษฎีใหม่” อันเป็นแนวทางการจัดการที่ดินและน้ำเพื่อการเกษตรในที่ดินขนาดเล็กให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยทรงทดลองเป็นแห่งแรกที่วัดมงคลชัยพัฒนา ตำบลห้วยบง อำเภอเมือง จังหวัดสระบุรี
เหตุที่เรียกว่า “ทฤษฎีใหม่”
– มีการจัดแบ่งที่ดินออกเป็นสัดส่วนที่ชัดเจน เพื่อประโยชน์สูงสุดของเกษตรกรรายย่อยเนื้อที่ที่ถือครองขนาดเล็ก ซึ่งไม่เคยมีใครคิดมาก่อน
– มีการคำนวณปริมาณน้ำกักเก็บให้เพียงพอในการเพาะปลูกตลอดปีโดยหลักวิชาการ
– มีการวางแผนที่สมบูรณ์แบบ ให้แบ่งพื้นที่ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วเกษตรกรไทยมีเนื้อที่ถือครองประมาณ 10 – 15 ไร่ ต่อครอบครัว และแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ (1) แหล่งน้ำ (2) นาข้าว (3) พืชผสมผสาน (4) ที่อยู่ โครงสร้างพื้นฐานในอัตราส่วนร้อยละ 30:30:30:10 ตามลำดับ โดยมี 3 ชั้น ๆ ละ อัตราร้อยละ 30 ดังนี้
ส่วนแรก ร้อยละ 30 ให้ขุดสระกักเก็บน้ำในฤดูฝนไว้เพาะปลูกและใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้งได้ตลอดปี ทั้งยังใช้เลี้ยงปลาและปลูกพืชน้ำ พืชริมสระเพื่อบริโภคและเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัวอีกทางหนึ่งด้วย โดยพระราชทานแนวทางการคำนวณว่าต้องมีน้ำ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อการเพาะปลูก 1 ไร่ โดยประมาณ และบนสระน้ำอาจสร้างเล้าไก่ เล้าหมูได้ด้วย
ส่วนที่สอง ร้อยละ 30 ให้ทำนาข้าว เนื่องจากคนไทยบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก โดยมีเกณฑ์เฉลี่ยเกษตรกรบริโภคข้าวคนละ 200 กิโลกรัมข้าวเปลือกต่อปี เกษตรกรมีครอบครัวละ 3 – 4 คน ดังนั้น ควรปลูกข้าว 5 ไร่ ผลผลิตประมาณไร่ละ 30 ถัง ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคตลอดปี เพื่อยึดหลักพึ่งตนเองได้อย่างมีอิสรภาพ
ส่วนที่สาม ร้อยละ 30 ให้ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น ไม้ใช้สอย ไม้ทำเชื้อเพลิง ไม่สร้างบ้าน พืชผัก พืชไร่ พืชสมุนไพร ฯลฯ เพื่อการบริโภคและใช้สอยอย่างพอเพียง หากเหลือบริโภคก็นำไปจำหน่ายเป็นรายได้ต่อไป
ส่วนที่สี่ ร้อยละ 10 เป็นที่อยู่อาศัย และอื่น ๆ เช่น ถนน คันดิน ลานตาก กองปุ๋ยหมัก โรงเพาะเห็ด พืชผักสวนครัว เป็นต้น
ทฤษฎีใหม่ขั้นก้าวหน้า
หลักการที่ได้กล่าวมาแล้วทั้งหมดเป็นทฤษฎีขั้นที่หนึ่งเท่านั้น เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ลงมือปฏิบัติตามขั้นที่หนึ่งในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว เกษตรกรก็จะสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ขั้นพออยู่พอกิน และตัดค่าใช้จ่ายลงเกือบทั้งหมด มีอิสระจากสภาพปัจจัยภายนอกแล้ว และเพื่อให้มีผลสมบูรณ์ยิ่งขึ้น จึงควรที่จะต้องดำเนินการตามขั้นที่สอง และขั้นที่สาม ต่อไปตามลำดับ ดังนี้
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สอง
เมื่อเกษตรกรเข้าใจในหลักการและได้ปฏิบัติในที่ดินของตนจนได้ผลแล้ว ก็ต้องเริ่มขั้นที่สอง คือ ให้เกษตรกรรวมพลังในรูป กลุ่ม หรือ สหกรณ์ ร่วมแรง ร่วมใจกัน ดำเนินการในด้าน
การผลิต (พันธุ์พืช เตรียมดิน ชลประทาน ฯลฯ)
– เกษตรกรจะต้องร่วมมือในการผลิตโดยเริ่มตั้งแต่ขั้นเตรียมดินการหาพันธุ์พืช ปุ๋ย การจัดหาน้ำ และอื่น ๆ เพื่อการเพาะปลูก
การตลาด (ลานตากข้าว ยุ้ง เครื่องสีข้าว การจำหน่ายผลผลิต)
– เมื่อมีผลผลิตแล้วจะต้องเตรียมการต่าง ๆ เพื่อการขายผลผลิตให้ได้ประโยชน์สูงสุด เช่น การเตรียมลานตากข้าวร่วมกัน การจัดหายุ้งรวบรวมข้าว เตรียมหาเครื่องสีข้าว ตลอดจนการรวมกันขายผลผลิตให้ได้ราคาดีและลดค่าใช้จ่ายลงด้วย
การเป็นอยู่ (กะปิ น้ำปลา อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ฯลฯ)
– ในขณะเดียวกันเกษตรกรต้องมีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควร โดยมีปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น อาหาร การกินต่าง ๆ กะปิ น้ำปลา เสื้อผ้า ที่พอเพียง
สวัสดิการ (สาธารณสุข เงินกู้)
– แต่ละชุมชนควรมีสวัสดิภาพและบริหารที่จำเป็น เช่น มีสถานีอนามัยเมื่อยามป่วยไข้ หรือมีกองทุนไว้กู้ยืมเพื่อประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน
การศึกษา (โรงเรียน ทุนการศึกษา)
– ชุมชนควรมีบทบาทในการส่งเสริมการศึกษา เช่น มีกองทุนเพื่อการศึกษาเล่าเรียนให้แก่เยาวชนของชุมชนเอง
สังคมและศาสนา
– ชุมชนควรเป็นที่รวมในการพัฒนาสังคมและจิตใจ โดยมีศาสนาเป็นที่ยึดเหนี่ยวกิจกรรมทั้งหมดดังกล่าวข้างต้น จะต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องไม่ว่าส่วนราชการองค์กรเอกชน ตลอดจนสมาชิกในชุมชนนั้นเป็นสำคัญ
ทฤษฎีใหม่ขั้นที่สาม
เมื่อดำเนินการผ่านพ้นขั้นที่สองแล้ว เกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรก็ควรพัฒนาก้าวหน้าไปสู่ขั้นที่สามต่อไป คือ ติดต่อประสานงาน เพื่อจัดหาทุน หรือแหล่งเงิน เช่น ธนาคาร หรือบริษัท ห้างร้านเอกชน มาช่วยในการลงทุนและพัฒนาคุณภาพชีวิต
ทั้งนี้ ทั้งฝ่ายเกษตรกรและฝ่ายธนาคารหรือบริษัทเอกชน จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน กล่าวคือ
– เกษตรกรขายข้าวในราคาสูง (ไม่ถูกกดราคา)
– ธนาคารหรือบริษัทเอกชนสามารถซื้อข้าวบริโภคในราคาต่ำ (ซื้อข้าวเปลือกตรงจากเกษตรกรและมาสีเอง)
– เกษตรกรซื้อเครื่องอุปโภคบริโภคในราคาต่ำ เพราะรวมกันซื้อเป็นจำนวนมาก (เป็นร้านสหกรณ์ ราคาขายส่ง)
– ธนาคารหรือบริษัทเอกชน จะสามารถกระจายบุคลากร เพื่อไปดำเนินการในกิจกรรมต่าง ๆ ให้เกิดผลดียิ่งขึ้น
ประโยชน์ของทฤษฎีใหม่
จากพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ที่ได้พระราชทานในโอกาสต่าง ๆ นั้น พอจะสรุปถึงประโยชน์ของทฤษฎีใหม่ ได้ดังนี้
– ให้ประชาชนพออยู่พอกินสมควรแก่อัตภาพในระดับที่ประหยัด ไม่อดอยากและเลี้ยงตนเองได้ ตามหลักปรัชญาของ “เศรษฐกิจพอเพียง”
– ในหน้าแล้งมีน้ำน้อย ก็สามารถเอาน้ำที่เก็บไว้ในสระมาปลูกพืชผักต่าง ๆ ที่ใช้น้ำน้อยได้ โดยไม่ต้องเบียดเบียนชลประทาน
– ในปีที่ฝนตกตามฤดูกาลโดยมีน้ำตลอดปี ทฤษฎีใหม่นี้ก็สามารถสร้างรายได้ให้ร่ำรวยขึ้นได้
– ในกรณีที่เกิดอุทกภัยก็สามารถจะฟื้นตัว และช่วยตัวเองได้ในระดับหนึ่ง โดยทางราชการไม่ต้องช่วยเหลือมากเกินไป อันเป็นการประหยัดงบประมาณด้วย
ที่มา:www.tangnamo.com
ใครๆ ก็ฝันอยากนอนกอด “เงินล้าน” กันทั้งนั้น
ความฝันนี้ในอดีตคงมีเพียง “เถ้าแก่” หรือผู้ที่ความรวยติดสายสะดือมาด้วยเท่านั้น ที่มีโอกาสเป็นเศรษฐีเงินล้านได้ แต่ปัจจุบัน “มนุษย์เงินเดือน” อย่างเราๆ ท่านๆ ก็มีโอกาสที่จะเติบโตก้าวหน้าไปเป็นเศรษฐีเงินล้านได้เช่นเดียวกัน
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ของใครก็ตาม ต้องเริ่มต้นจากการมี “ความฝัน” เสียก่อน และใครที่กำลังฝันอยากจะมีเงินล้าน รู้ไว้เถอะว่า การเป็น “เศรษฐีเงินล้าน” จะยากหรือง่ายก็ขึ้นกับตัวคุณเอง
ถ้าเป้าหมายชีวิตของคุณ คืออยากเป็นเจ้าของ “เงินล้าน” รู้ไว้เถอะว่าไม่ยากเย็นอะไร แต่ก่อนอื่น เพื่อให้เป้าหมายที่วางไว้บรรลุผลนั้น ปัจจัยสำคัญที่คุณจะต้องคำนึงถึงและนำมาคิด คือเรื่องของ “การสะสมเงิน” และ “อัตราผลตอบแทน” ที่จะได้รับจากการลงทุน โดยเฉพาะในเรื่องของอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนนั้น จะทำให้คุณรู้ว่าต้องสะสมเงินเท่าไรในแต่ละเดือน หรือในแต่ละปีจึงจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้
จากตารางที่ 1 เป็นตารางที่จะช่วยบอกคุณคร่าวๆ ว่า เพื่อบรรลุเป้าหมายเงิน 1 ล้านบาท นั้น คุณจะต้องลงทุนเดือนละเท่าไร ที่ระดับ “อัตราผลตอบแทน” และ “ระยะเวลาการลงทุน” ที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่าง ถ้าคุณมีระยะเวลาในการลงทุน 35 ปี หากคุณลงทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 8% ต่อปี คุณจะลงทุนเพียงเดือนละ 464 บาทเท่านั้น เมื่อครบ 35 ปี คุณก็จะมีเงิน 1 ล้านบาท แต่ถ้าคุณอยากจะมีเงิน 1 ล้านบาท แต่หาก 1 ล้านบาทน้อยเกินไป จะเพิ่มเป็น 3 ล้านบาท คุณก็ต้องลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นเดือนละ 1,392 บาท (=464×3) เท่านั้นเอง
หรือถ้าคุณอยากจะมีเงิน 1 ล้านบาท ในระยะเวลาที่สั้นกว่านั้น เช่น 10 ปี ด้วยอัตราผลตอบแทนประมาณ 8% ต่อปี คุณจะต้องลงทุนเดือนละ 5,516 บาท เป็นต้น
@ วิธีการบรรลุเป้าหมายเงิน 1 ล้านบาท ทั้งนี้มีอยู่ “2 วิธี” ด้วยกันที่คุณจะนำเงินไปลงทุนเพื่อให้ได้ผลตอบแทนรวมกับเงินต้นให้งอกเงย เป็นจำนวนเงินที่ต้องการได้ สมมติคุณต้องการมีเงิน 1 ล้านบาท ในอีก 10 ปีข้างหน้า
1. Lum Sum Investment เป็นวิธีที่เหมาะสำหรับผู้ที่มีเงินก้อนขนาดใหญ่เพียงพอที่จะสามารถแบ่งเงิน ไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆ ได้ โดยอาศัยหลักการทำงานของ “ดอกเบี้ยทบต้น” จากเป้าหมายที่ตั้งไว้ข้างต้น หากคุณสามารถไปลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้อัตราดอกเบี้ย 5.0% ต่อปี คุณจะใส่เงินลงทุนเบื้องต้นไปเพียง 613,783.5 บาท โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยทบต้น 5.0% ต่อปี เป็นระยะเวลา 10 ปี คุณก็จะมีเงิน 1 ล้านบาท ตามที่คุณต้องการ
2.Making a Series of Investment Over Time แต่ถ้าคุณเป็นนักลงทุนรายย่อย เป็นมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีเงินถุงเงินถังแล้ว วิธีที่สองนี้น่าจะเหมาะสมกับคุณมากกว่า เพราะเป็นการกำหนดแผนการสะสมเงินเป็นงวดๆ โดยคำนึงถึงผลตอบแทนที่จะได้รับ ซึ่งเป็นการ “ลงทุนอย่างสม่ำเสมอ” ทุกงวดตามระยะเวลาที่คุณกำหนดไว้ โดยจะเป็น “รายปี” หรือ “รายเดือน” ก็ได้ จนกว่าจะครบกำหนดตามเป้าหมายทางการเงินที่ได้วางเอาไว้ โดยอาศัยหลักการทำงานของดอกเบี้ยทบต้นเช่นเดียวกัน ด้วยวิธีนี้หากคุณสามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่ให้อัตราดอกเบี้ยทบต้น 5% คุณจะออมเงินเพียงปีละ 79,503.9 บาท เข้าไปทุกปี (เฉลี่ยแล้วเดือนละ 6,625.33 บาท) เป็นจำนวนเงินเท่าๆ กันทุกปี เมื่อครบ 10 ปี คุณก็จะมีเงิน 1 ล้านบาท ตามที่คุณต้องการ
“หากผลตอบแทนจากการลงทุนสูง จำนวนเงินต้นที่จะนำไปลงทุนก็จะน้อยลง วิธีที่ดีที่สุดในการคาดการณ์ผลตอบแทนของการลงทุนในตลาด โดยดูจากผลตอบแทนจากการลงทุนในช่วงที่ผ่านมาในระยะเวลา 5-10 ปี และดูค่าเฉลี่ยประกอบ”
@ผลตอบแทนที่แตกต่างกันของหุ้น-ตราสารหนี้-เงินฝาก หลายคนอาจจะสงสัยว่าแล้วเราจะมองหาผลตอบแทนที่ดีๆ จากการลงทุนได้จากที่ไหน เกี่ยวกับเรื่องนี้ “ดร.สมจินต์ ศรไพศาล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ บอกว่า จากการศึกษาผลตอบแทนจากการลงทุนในตลาดทุนไทยในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา (ปี 1999-2005) พบว่า เงินฝากธนาคาร (เงินฝากประจำ 1 ปี) ให้ผลตอบแทนที่เป็นบวกเสมอ ไม่เคยติดลบเลย ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 2.96%
ในขณะที่ตลาดพันธบัตร (พันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี) นั้น มีทั้งปีที่ได้ผลตอบแทนมาก และปีที่ผลตอบแทนติดลบ แต่โดยเฉลี่ยแล้วให้ผลตอบแทน 5.82% ส่วนหุ้นนั้นก็ผันผวนเสมอมาอย่างที่เคยเป็นมาตลอด 30 ปี เพราะว่าหุ้นเป็นสินทรัพย์ลงทุนที่มีความผันผวน มีความเสี่ยง แต่ในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา หุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 21.24% แสดงว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้สูงกว่าเงินฝากธนาคารถึง 2 เท่า และผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นสูงกว่าตราสารหนี้ถึง 3 เท่า
“แต่วันนี้คนในสังคมส่วนใหญ่ยังคงปล่อยเงินของตัวเองทิ้งไว้ใน บัญชีเงินฝากออมทรัพย์ของธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ยเพียง 0.75-1% ต่อปี เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เราได้ทำรายได้หายไป หากเรานำเงินไปลงทุนในช่องทางการลงทุนอื่นๆ นั่นหมายความว่าถ้าคุณมีเงิน 1 ล้านบาท ฝากไว้ที่ธนาคารเมื่อ 7 ปีที่แล้ว คุณได้ทิ้งเงินไปแล้ว 1 ล้านบาท หากนำไปลงทุนในตราสารหนี้ ถ้าถามว่าใครที่ต้องการเรื่องพวกนี้ ก็คือคนที่ยังไม่ได้รวย ไม่ได้สร้างความมั่งคั่งขึ้นมาด้วยเครื่องมือที่มีอยู่พวกนี้ ที่นี้สิ่งที่เราต้องการช่วยกันเผยแพร่ก็คือ ทำยังไงเราจะจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ได้”
@เครื่องมือการลงทุนครบครัน…แต่มีคนใช้เพียงเล็กน้อย ดร.สมจินต์ ยังบอกอีกว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีเครื่องมือการลงทุนครบครัน ไม่ว่าจะเป็น “หุ้น” “ตราสารหนี้” หรือ “เงินฝาก” ซึ่งถือเป็น 3 เครื่องมือหลักที่คนทั่วไปสามารถที่จะเข้าถึงได้โดยง่าย นอกจากนี้ เรายังโชคดีที่มี “กองทุนรวม” ซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับนักลงทุนรายย่อย มาเป็นทางเลือกหนึ่งในการลงทุนที่ใช้เงินลงทุนขั้นต่ำในจำนวนที่ไม่มากแล้ว ยังเหมาะกับผู้ซึ่งไม่มีความรู้ความชำนาญในด้านการลงทุน หรืออาจจะไม่มีเวลาในการบริหารพอร์ตการลงทุนอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม มีคนเพียงจำนวนน้อยเท่านั้นที่สามารถจะสร้างความมั่งคั่งได้จริงๆ จากเครื่องมือที่มีอยู่เหล่านี้ ในขณะที่มีคนจำนวนมากที่ยังไม่ได้ลงทุน กลับปล่อยให้เงินส่วนใหญ่ทิ้งไว้ในธนาคารเพื่อรับดอกเบี้ย 0.75-1.00% เท่านั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียดายผลตอบแทนที่เราทอดทิ้งกันไป
“ถ้าเรามองย้อนหลังไปที่คนข้างๆ เราก็ดี คุณพ่อคุณแม่เราก็ดี แล้วเปรียบเทียบกับเพื่อนฝูงของคุณพ่อคุณแม่ เราจะพบว่าคนเหล่านั้นหลายๆ คนมีความสามารถพอๆ กัน มีการทำงาน มีความขยันหมั่นเพียรพอๆ กัน มีความประหยัดและอดทนพอๆ กัน แต่เมื่อเวลาผ่านไป คนเหล่านั้นมีความมั่งคั่งไม่เหมือนกัน บางคนรวยมากๆ บางคนก็ยังเป็นชนชั้นกลางอยู่ ทั้งนี้ความแตกต่างนั้นเกิดจากการจัดการลงทุนที่แตกต่างกันนั่นเอง”
@จัดทัพลงทุน เรื่องของการลงทุน จะมีทั้ง “ผลตอบแทน” และ “ความเสี่ยง” ควบคู่กันไปเสมอ แม้จะรู้ว่าการลงทุนในหุ้นระยะยาวจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ดีกว่า แต่หลายคนก็กลัวและไม่กล้าลงทุนในหุ้น ครั้งจะฝากเงินกินดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ต่อไป ก็คงยากที่จะบรรลุเป้าหมาย และพาตัวเองห่างไกลจากเป้าหมายออกไปเรื่อยๆ
เพื่อจัดการกับความเสี่ยงเหล่านี้ ดร.สมจินต์แนะนำว่า นักลงทุนควรจะมีการ “จัดทัพลงทุน” ให้มีความสมดุล เช่นเดียวกันกับทัพฟุตบอลที่เข้มแข็งก็ต้องมีกองหน้าที่ดี สามารถที่จะรุกทำประตูได้ มีกองหลังที่เข้มแข็ง สามารถป้องกันประตูได้ มีกองกลางที่ยืดหยุ่นพร้อมที่จะขึ้นไปช่วยรุก พร้อมที่จะลงมาช่วยรับ ทัพฟุตบอลที่เข้มแข็งก็ยังต้องมีคนที่มีความชำนาญในรูปแบบที่แตกต่างกัน เพื่อที่จะหนุนเสริมกันได้เหมาะเจาะ ทัพของการลงทุนก็เช่นกัน
ถ้าหากว่าเราเอาเงินของเราจัดแบ่งเป็นกองทัพอยู่ในหุ้นบางส่วน อยู่ในพันธบัตรบางส่วน อยู่ในเงินสดบางส่วนแล้ว เราจะสามารถทำให้ได้กองทัพที่มีดุลยภาพ ซึ่งในที่นี้จะแบ่งเป็น 3 รูปแบบด้วยกัน
-พอร์ตระมัดระวัง (หุ้น 30%,ตราสารหนี้ 40%,เงินฝาก 30%) ซึ่งจากผลตอบแทนของตลาดทุนไทยในช่วง 7 ปีที่ผ่านมานั้น จะพบว่า พอร์ตระมัดระวังให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 9.59%
-พอร์ตปานกลาง (หุ้น 50%,ตราสารหนี้ 30%,เงินฝาก 20%) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 12.96%
-พอร์ตเชิงรุก (หุ้น 70%,ตราสารหนี้ 20%,เงินฝาก 10%) ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 16.33%
“ดังนั้น การจัดทัพลงทุนให้สมดุลนั้น จะช่วยให้พอร์ตการลงทุนสามารถรุก รับ หนุนเสริมกันได้อย่างเหมาะสม โดยดุลยภาพของพอร์ตการลงทุนจะทำให้เราได้ผลตอบแทนและความเสี่ยงในระดับที่ เหมาะสมขึ้นกับพวกเราในแต่ละคน แล้วผลตอบแทนที่ดี และการมีระดับของความเสี่ยงที่เหมาะสมนั้น ก็เป็นปัจจัยพื้นฐานที่จะทำให้นักลงทุนสามารถที่จะลงทุนอย่างต่อเนื่องได้”
@เลือกระดับความเสี่ยงให้เหมาะกับตัวเอง อย่างไรก็ตาม ดร.สมจินต์ย้ำว่า ศัตรูที่สำคัญที่สุดของนักลงทุนคือ “ตัวเราเอง” คือความโลภของตัวเราเอง จะเป็นศัตรูที่สำคัญที่สุด แล้วถ้าหากว่าเราตัดสินใจลงทุนโดยมุ่งมองแต่ว่าเรา “จะได้” เท่าไรนั้น เราจะพลาดได้ ดังนั้นนักลงทุนควรจะดูก็คือการมองว่าเรา “จะเสีย” เท่าไรด้วย
สำหรับนักลงทุนทั่วๆ ไป อยากจะให้เริ่มจากพอร์ตปานกลางก่อน แต่ก่อนที่จะตัดสินใจว่าเราจะลงทุนแบบปานกลาง ลองมองดูสักนิดหนึ่งว่าถ้าเกิดเหตุการณ์แบบปี 2000 แล้วพอร์ตการลงทุนของเรามีมูลค่าลดลงสัก 16% เรายังคิดว่าเรายังสามารถที่จะมีสติ สามารถที่จะตัดสินใจได้อย่างดีหรือไม่ ถ้าหากเรายังสามารถที่จะตัดสินใจได้อย่างดีว่าโดยพื้นฐานแล้วเราควรจะลงทุน ต่อ หรือเราควรจะขยายการลงทุนออกไป ถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็ลงทุนได้
“แต่ถ้าเราถามตัวเองว่าต้นปีเรามี 100 บาท แล้วปลายปีเหลือสัก 84 บาท เราจะรู้สึกไม่สบายใจเลย เราจะตัดสินใจดีๆ ไม่ได้ถ้าเป็นอย่างนั้น คุณควรจะลดความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอลง ซึ่งอาจจะหมายถึงการลดการลงทุนในหุ้นไปเหลือสัก 30% ในหุ้นอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นในปีที่เลวร้ายที่สุดก็จะลบ 6% แน่นอน เราก็ต้องยอมรับว่าโอกาสของผลตอบแทนมากๆ มันก็จะลดลงไปบ้าง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นผมคิดว่าการลงทุนเราก็ต้องสบายใจด้วย ลงทุนแล้วเราก็ต้องนอนให้หลับ อันนั้น ก็เป็นปัจจัยที่สำคัญของการลงทุน แล้วการมีสติต่อเนื่องก็จะเป็นองค์ประกอบสำคัญ”
@เริ่มต้นลงทุนอย่างสม่ำเสมอ หลังจากที่คุณเลือกจัดทัพลงทุนในรูปแบบที่เหมาะสมกับตัวเองได้แล้ว จากสถิติในรอบ 7 ปีที่ผ่านมา คุณก็พอจะประมาณการผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนได้ในระดับหนึ่งแล้ว ที่สำคัญก็คือการลงมือทำ โดยดร.สมจินต์บอกว่า ผู้ลงทุนอาจจะเริ่มต้นจากการแบ่งเงินจากเงินเดือน 10% มาลงทุนทุกเดือน ซึ่งน่าจะเป็นระดับที่ทุกคนสามารถจะทำได้ไม่ยากนัก
โดยกระจายเม็ดเงินลงทุน 10% นั้น ไปในการลงทุนต่างๆ ตามสัดส่วนของพอร์ตการลงทุนที่ได้เลือกเอาไว้อย่างสม่ำเสมอ แล้วในอนาคตอาจจะเพิ่มขึ้นไปเป็น 25% จากเงินเดือน ซึ่งหากทำตามวิธีการนี้ เชื่อว่าทุกคนจะสามารถบรรลุเป้าหมายเงิน 1 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน แม้ว่าบางครั้งอาจจะช้าไปบ้างหรือเร็วไปบ้างจากที่ควรจะเป็น อันนั้นก็เนื่องมาจากสภาวะของตลาดในอนาคต อย่างไรก็ตาม นักลงทุนจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้อย่างแน่นอน
“สำหรับใครที่มีเวลาก็สามารถที่จะทำด้วยตัวเองได้ แต่ใครที่ไม่มีเวลาที่จะทำด้วยตัวเอง ทาง บลจ.วรรณก็มีโปรแกรม Automatic Millionair Program : AMP ที่จะให้บริการตัดเงินผ่านบัญชีธนาคารเพื่อจะนำเงินของคุณไปลงทุนในกองทุน หุ้น,กองทุนตราสารหนี้ หรือกองทุนตราสารตลาดเงินของบลจ.วรรณตามสัดส่วนที่คุณได้เลือกเอาไว้ให้โดย อัตโนมัติ โดย AMP นี้ เป็นเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างความรู้กับความมั่งคั่ง โดยมีประโยชน์ 2 เรื่องใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ การลงทุนโดยใช้หลักการของ Dollar Cost Average ซึ่งจะทำให้คุณมีต้นทุนทางการลงทุนที่ถูกกว่า และการลงทุนอย่างต่อเนื่องนั้น ก็จะทำให้เรามีเงินต้นเพิ่มเข้าไปเรื่อยๆ ซึ่งสำคัญมาก”
ใครที่คิดว่าเงิน 1 ล้านบาท เป็นเป้าหมายที่ไกลเกินฝัน อาจจะต้องกลับมานั่งคิดทบทวนกันอีกสักครั้ง เพราะการจะเป็นเศรษฐีเงินล้านไม่ยากอย่างที่คิด
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 7 สิงหาคม พ.ศ. 2549
โดยสรวิศ อิ่มบำรุง
เมื่อเรามีเงินเหลือใช้เป็นประจำทุกเดือน สิ่งที่เราควรคำนึงถึง คือ เราจะจัดการกับเงินเหลือใช้นั้นอย่างเหมาะสมได้อย่างไร เพื่อให้งอกเงยเพิ่มมากขึ้น โดยทั่วไปเรามักจะเก็บในรูปเงินสด หรือฝากธนาคาร บริษัทเงินทุน ซึ่งเราจะเรียกวิธีการนี้ว่า “การออม” หรือถ้าใช้วิธีการซื้อทองรูปพรรณ ทองแท่ง หรือที่ดินเก็บไว้ ซื้อพันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ หุ้น หรือหลักทรัพย์อื่น ๆ ก็จะเข้าลักษณะที่เรียกว่า “การลงทุน”
การออม คือ การเก็บสะสมเงินทีละเล็กทีละน้อยให้พอกพูนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ซึ่งการออมส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปของเงินฝากกับธนาคาร หรือบริษัทเงินทุน โดยได้รับดอกเบี้ยเป็น ผลตอบแทน
การลงทุน คือ การนำเงินที่เก็บสะสมไปสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการออม โดยการลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล หรือหลักทรัพย์ต่าง ๆ ซึ่งจะมี ความเสี่ยง ที่สูงขึ้น
การเปรียบเทียบระหว่างการออมและการลงทุน
| การออม | การลงทุน | |
| วัตถุประสงค์ | เป็นการสะสมเงินเพื่อให้พอกพูนในระยะสั้น เผื่อไว้ใช้จ่ายยามฉุกเฉิน | เป็นการสะสมเงินให้งอกเงยต่อเนื่องในระยะยาว |
| วิธีการสะสม | เงินฝากธนาคาร และบริษัทเงินทุน | ลงทุนในพันธบัตร หุ้นกู้ หุ้น กองทุนรวมกองทุนส่วนบุคคล กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ |
| ความเสี่ยง | ความเสี่ยงต่ำ(เนื่องจากรัฐบาลค้ำประกันเงินฝากทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยเต็มจำนวน) | มีความเสี่ยงมากน้อยตามประเภทและลักษณะของหลักทรัพย์ที่ลงทุน ในปัจจุบันถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าการฝากเงิน |
| ผลตอบแทน | ดอกเบี้ย | ดอกเบี้ย เงินปันผล และ/หรือ ผลกำไรหรือ ขาดทุนจากการลงทุน |
| ข้อได้เปรียบ | มีสภาพคล่องสูง | ได้รับผลตอบแทนในระยะยาวสูงกว่า |
| ข้อเสียเปรียบ | ผลตอบแทนจากดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ | มีโอกาสขาดทุนจากการลงทุนได้ |








