Archive for March, 2009
เคล็ดลับความสำเร็จของคนรวยที่สุดในโลก (RichMan Strategy)
เคล็ดลับของ บิล เกตส์ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นมหาเศรษฐี 10 ประการ ดังนี้
1. จังหวะชีวิตที่ถูกกาลเวลา
2. หลงรักเทคโนโลยีอยู่สูงสุด
3. บดขยี้คู่แข่งเพื่อชัยชนะในธุรกิจ
4. เลือกจ้างคนที่มีความฉลาดหลักแหลม
5. เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อความอยู่รอดของบริษัท
6. อย่าคาดหวังว่าจะไม่มีศัตรูในธุรกิจ
7. จะต้องเป็นผู้นำที่มีวิสัยทัศน์ และเข้าใจธุรกิจอย่างแท้จริง
8. สร้างเครือข่ายให้ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่
9. สร้างบรรยากาศการทำงานแบบบริษัทเล็กๆ
10. อย่าประมาท
ที่มา: http://www.budmgt.com/topics/top01/richmanstrategy.html
การทำกองทุนการศึกษาให้ลูกนั้น ความสำคัญไม่ใช่จำนวนเงินที่ลูกจะได้รับเพียงอย่างเดียว แต่เรากำลังสร้างนิสัยการออมให้กับลูกโดยไม่รู้ตัว โดยบอกลูกว่า “พ่อจะเพิ่มเงินค่าขนมให้ลูกจากเดิมวันละ 20 บาทเป็น 40 บาท แต่ 20 บาท ที่เพิ่มให้นั้น ให้ลูกหยอดกระปุกออมสินไว้ทุกๆวัน พอครบเดือนได้เท่าไร? พ่อจะสมทบให้อีกเท่าตัว เอาไปฝากธนาคาร ครบปีก็จะมาเก็บเป็นกรมธรรม์กองทุนการศึกษาลูก จะได้จบปริญญาตรี โท หรือเอกต่อไป”
สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ นิสัยการออม และไม่ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย หรือฟุ่มเฟือย เมื่อเขาโตขึ้นจะเป็นเยาวชนคนดีมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป
คุณอยากได้กล้องถ่ายรูปแบบดิจิตัลสักตัวหนึ่ง
หลังจากหาข้อมูลมาหลายวันทั้งจากหนังสือพิมพ์และคนรู้จัก
ก็ตัดสินใจได้ว่าจะซื้อยี่ห้อและรุ่นอะไร
คุณใช้เวลา ๒-๓ วันในการหาร้านที่ขายถูกที่สุด
แล้วคุณก็พบร้านหนึ่งซึ่งขายต่ำกว่าราคาทั่วไปถึง ๒๕ %
คุณตัดสินใจควักเงิน ๗,๕๐๐ บาท แล้วพากล้องใหม่กลับบ้าน
ด้วยความปลื้มใจที่ได้ทั้งของดีและราคาถูก
แต่เมื่อกลับถึงบ้าน ตั้งใจว่าจะไปเล่าให้เพื่อนบ้านฟัง
แต่กลับพบว่าเขาเพิ่งซื้อกล้องยี่ห้อและรุ่นเดียวกับคุณ
แต่ซื้อได้ถูกกว่านั้น คือจ่ายไปเพียง ๕,๐๐๐ บาทเท่านั้น
คุณจะรู้สึกอย่างไร? ยังจะยิ้มได้อีกหรือไม่ ?
ถ้าคุณยิ้มไม่ออก ก็น่าถามตัวเองว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ?
ก็คุณเพิ่งได้ของใหม่มา แถมจ่ายน้อยกว่าคนทั่วไป
อีกทั้งสินค้าก็มีคุณภาพและถูกใจคุณเสียด้วย
ทั้งหมดนี้เป็นเหตุผลที่คุณน่าจะดีใจมิใช่หรือ?
แต่ทำไมคุณถึงเสียใจหรือถึงกับโมโหตัวเอง
เป็นเพราะคุณไปเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านใช่หรือไม่?
คุณมีกล้องดีที่น่าพอใจ แต่ทันทีที่คุณไปเปรียบเทียบกับกล้องของคนอื่น
ความรู้สึกไม่พอใจก็เข้ามาแทนที่
คนเราไม่พอใจกับสิ่งที่ตนมีก็เพราะเหตุนี้
จึงมีผู้กล่าวว่าการเปรียบเทียบเป็นหนทางลัดไปสู่ความทุกข์
เคยสังเกตหรือไม่ว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่มักคิดว่ารถของคนอื่นดีกว่ารถของตัว
แฟนของคนอื่นสวย(หรือหล่อ)กว่าแฟนของตัว ลูกของคนอื่นเก่งกว่าลูกของตัว
และอาหารที่คนอื่นสั่งมักน่ากินกว่าจานของตัว
ถ้าคุณเป็นหนึ่งในจำนวนนั้น ชีวิตจะหาความสุขได้ยาก
แม้จะได้มามากเท่าไร ก็ไม่พอใจเสียที
อย่าว่าแต่ของที่ซื้อมาด้วยเงินของตัวเลย แม้ของที่เราได้มาฟรี ๆ
เช่น ได้โทรศัพท์มือ ถือมาฟรี ๆ ๑ เครื่อง
ที่จริงน่าจะดีใจ แต่เมื่อรู้ว่าคนอื่นได้รับแจกรุ่นที่ดีกว่าและแพงกว่า
จากเดิมที่เคยยิ้มจะหุบทันที แถมยังจะทุกข์ยิ่งกว่าตอนที่ยังไม่ได้รับแจกด้วยซ้ำ
นั่นเป็นเพราะไปเปรียบเทียบกับคนอื่นใช่ไหม ?
ทั้งๆ ที่ตนมีโชคแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าตนโชคไม่ดีเหมือนคนอื่น
ความทุกข์ของผู้คนสมัยนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นเพราะไปมองคนอื่นมากเกินไป
เราจึงไม่เคยพอใจกับสิ่งที่มีหรือเป็นเสียที แม้ว่าจะสวยหรือหุ่นดีเพียงใด
ก็ยังรู้สึกว่าตัวเองขี้เหร่ ผมไม่สลวย ผิวคล้ำไป
แถมวงแขนก็ไม่ขาวนวลเหมือนดารา
แต่เมื่อใดที่เราหันมาพอใจกับสิ่งที่ตนมี
มองเห็นแง่ดีของสิ่งที่มีอยู่และเป็นอยู่
ความสุขจะเพิ่มพูนขึ้นมามากมายทันที
จิตใจจะเบาขึ้น และชีวิตจะหายเหนื่อย
เพราะไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องวิ่งไล่ล่าหาซื้อสิ่งของต่าง ๆ มากมาย
เพียงเพื่อจะได้มีเหมือนคนอื่นเขา
พอใจในสิ่งที่เรามีภูมิใจในสิ่งที่เราเป็น
เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่กับตัว
นี้คือเคล็ดลับสู่ชีวิตที่เบาสบายและสงบเย็น
โดย พระไพศาล วิสาโล
การออม คือ ?การเก็บสิ่งหนึ่งสิ่งใดหรือสิทธิใดๆ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในอนาคตได้? การออมมิใช่ส่วนของรายได้ที่เหลือจากการบริโภค ซึ่งเป็นคำจำกัดความที่หยาบเกินไป นำมาใช้ประโยชน์ได้น้อยการออม จะต้องประกอบด้วยความตั้งใจเพื่อประโยชน์ในอนาคตด้วย ครัวเรือนอาจสำรองอาหารไว้บริโภคในหน้าแล้ง (ถ้าเป็นคำจำกัดความของเคนส์ ก็ไม่ใช่การออม แต่เป็นการบริโภคที่ได้จ่ายไปแล้ว) อาจเก็บเงินส่วนหนึ่งไว้เพื่ออนาคต อาจซื้อทองคำเก็บไว้เผื่อมีเหตุจำเป็นก็นำออกขายเพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในอนาคต อาจฝากธนาคารไว้ เพื่อใช้จ่ายในอนาคต พร้อมทั้งดอกเบี้ย หากธนาคารไม่โกงไปเสียก่อน วิธีการเหล่านี้คือการออม
ทองคำนั้นเหลืองอร่ามไม่มีดำ แนวโน้มราคาไม่เคยตก แม้รายวันรายเดือนอาจราคาตกลงบ้าง เอาทองคำไปที่ไหนก็ขายได้ คนไทยเราในอดีตก็ออมเงินโดยซื้อทองคำให้ลูกสาวสวมใส่ เมื่อถึงเวลาหน้าทำนา ก็ยืมสร้อยคอลูกสาวออกมาขาย แม้จะขาดทุนค่ากำเหน็จไปบ้างเล็กน้อย ก็ยังดีกว่ากู้เงินนายทุนมาทำนา
ควรออมโดยการซื้อทองคำเมื่อไร?
การออมโดยการซื้อทองคำ เหมาะสำหรับเหตุการณ์ที่มีองค์ประกอบ 2 ประการเกิดขึ้น(ทั้งสองประการ) คือ
1. ค่าครองชีพเพิ่มเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ย และ
2. ราคาทองคำเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าค่าครองชีพ
เมื่อค่าครองชีพเพิ่มเร็วกว่าอัตราดอกเบี้ย ผลที่เกิดขึ้นแก่ผู้ออมเงิน ซึ่งได้ดอกเบี้ยเป็นส่วนเพิ่ม คือส่วนเพิ่มของเงินออม น้อยกว่า ส่วนลดค่าของเงินออม (บางคนเรียกว่า อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงเป็นลบ) คือ ได้น้อยกว่าเสีย อำนาจซื้อของเงินออมจึงลดลงกว่าเดิม เช่น ออมเงินไว้ 100 บาท ถ้าซื้อสินค้าวันที่ออม ได้สินค้าปริมาณหนึ่ง หากเก็บเงิน 100 บาท นี้ฝากธนาคาร ได้ดอกเบี้ย 5% ต่อปี เมื่อสิ้นปีก็มีเงิน 105 บาท แต่ถ้าค่าครองชีพเพิ่ม 10 % เมื่อสิ้นปีนำเงิน 105 บาท ซื้อสินค้าเดิมไม่ได้แล้ว ฉะนั้นผู้ออมก็จนลงกว่าเดิม การออมโดยวิธีเก็บเงินฝากธนาคารจึงไม่ใช่วิธีการที่ดี ควรออมด้วยวิธีอื่น
เมื่อราคาทองคำเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าค่าครองชีพ การออมโดยการซื้อทองคำเก็บไว้จะไม่ทำให้อำนาจซื้อลดลง เช่น ตั้งใจนำเงิน 100 บาท ซื้อทองคำเก็บไว้ เพื่อขายในอนาคต ราคาทองคำตอนเริ่มออมมิลลิกรัมละ 0.50 บาท ซื้อได้ 200 มิลลิกรัม เมื่อสิ้นปี ค่าครองชีพเพิ่ม 10% ราคาทองคำเพิ่ม 50% นำทองคำ 200 มิลลิกรัมออกขายได้ 150 บาท สินค้าที่เคยซื้อได้ด้วยเงิน 100 บาทตอนเริ่มออมเงิน บัดนี้ตอนสิ้นปีต้องใช้เงิน 110บาท จึงซื้อได้ แต่ผู้ออมมีเงิน 150 บาท จึงซื้อสินค้าจำนวนนั้นได้ แล้วยังเหลือเงินอีก 40 บาท นับว่าผู้ออมรวยขึ้นกว่าเดิม
แต่ถ้าค่าครองชีพสูงขึ้นเร็วกว่าราคาทองคำ การซื้อทองคำออมไว้จะไม่พอซื้อสินค้าปริมาณเดิม หรือถ้าอัตราดอกเบี้ยมากกว่าอัตราเพิ่มของราคาทองคำ การนำเงินฝากธนาคารย่อมได้ผลดีกว่า เพราะในอนาคตจะมีเงินมากกว่าการนำทองคำออกขาย
เมื่อเราประกอบสัมมาอาชีพได้รายได้มาจำนวนหนึ่ง จะมากจะน้อยเท่าไรไม่สำคัญ นำไปใช้จ่ายซื้อหาสิ่งของเท่าที่จำเป็น อย่าให้ต้องลำบากขาดแคลน สิ่งใดที่มีมูลค่าสูงยังมิจำเป็นต้องให้ได้มาอย่างปัจจุบันทันด่วน ก็ให้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะทยอยเก็บหอมรอมริบสักระยะเวลาหนึ่งจนมากพอจึงค่อยซื้อ โดยทั่วไปเรามักจะวางแผนการใช้จ่ายไว้ล่วงหน้าว่า เราต้องการซื้ออะไร เท่าใด เมื่อไร ถ้ามีเงินไม่เพียงพอก็คิดวิธีกู้หนี้ยืมสิน รูดบัตรเครดิตไป ก่อนผ่อนคืนเขาทีหลัง ทำให้ไม่รู้จักคำว่าเงินเหลือใช้สักที รู้จักแต่เงินไม่พอใช้ เหตุเพราะเราไม่ยอมรอคอยเวลาที่เหมาะสม ไม่มีการวางแผนสะสมเงิน เรามักนำเงินที่คาดว่าจะได้รับในอนาคตมาใช้ในปัจจุบัน แทนที่จะสะสมเงินใน ปัจจุบันเพื่อไปใช้จ่ายในอนาคต ซึ่งเราสามารถทำได้ง่ายๆ โดยเริ่มจากการกำหนดจำนวนเงินที่จะต้องเหลือในแต่ละเดือนหลังจากการใช้จ่ายเท่าที่จำเป็นแล้ว คำถามตามมา ?จำนวนเงินเหลือใช้ต้องมีจำนวนเท่าใด?? คำตอบก็ คือ เราต้องการใช้จ่ายเพื่อเป้าหมายในอนาคตเท่าไร และเมื่อไร มาทดลองคิดคำนวณกันดีไหม ? ??..
ที่มา: http://www.thaimutualfund.com/AIMC/aimc_basicKnowledge.jsp?pg=2
รู้หรือไม่ว่า คุณสามารถมีเงินหนึ่งแสนบาทได้ด้วยการออมเพียงวันละ 15 บาท นำฝากธนาคารทุกวันอย่างสม่ำเสมอ โดยได้รับอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 (10% ต่อปี) จะทำให้คุณมีเงินหนึ่งแสนบาทในระยะเวลาเพีบง 13 ปี
ด้วยเงินเก็บ 15 บาทในแต่ละวัน ไม่เป็นเรื่องยุ่งยากเลย สำหรับนักออมมือใหม่หรือนักออมมืออาชีพ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ วินัยในการออมของนักออม
เมื่อเห็นเช่นนั้นแล้วก็ควรเร่งทำการออม เพื่อจะได้เป็นเศรษฐีในอนาคต
จำคำสอนสมัยเด็กๆ ก่อนจะออกจากบ้านไปโรงเรียนกันได้หรือเปล่า “เหลือเงินกลับมาหยอดกระปุกตอนเย็นด้วยนะลูก”
หากคิดว่าเงินออมเป็นค่าใช้จ่ายตัวหนึ่งเหมือนค่าขนมหรือค่าอาหารที่คุณต้องจ่ายทุกวัน เพราะฉะนั้นก่อนที่ลูกคุณจะออกจากบ้านตอนเช้า ให้หยอดกระปุกก่อน แล้วจึงนำเงินที่เหลือไปใช้ เหมือนกัน หากคุณโตหรือทำงานแล้ว คิดไว้เหมือนกันว่า เงินออมคือค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกับค่ารถเมล์ ค่าโทรศัพท์มือถือ หรือภาษีที่คุณมีภาระต้องจ่ายทุกเดือน สิ่งที่แตกต่างกันคือ เมื่อได้เงินเดือน บิลใบนี้เป็นรายการแรกที่ต้องจ่าย โดยอาจกำหนดว่า อย่างน้อยต้องจ่ายเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของรายได้และทำจนกลายเป็นอัตโนมัติเหมือนที่คุณต้องโดนหักภาษีทุกเดือนโดยต่อรองไม่ได้ แล้วเงินส่วนที่เหลือจึงนำไปวางแผนสำหรับค่าใช้จ่ายต่างๆ ของคุณ เท่านี้คุณก็จะเป็นผู้ที่มีเงินออม โดยที่ไม่เกี่ยวว่าคุณจะต้องมีรายได้มากๆ ก่อนจึงจะมีเงินเหลือสำหรับเงินออม และแน่นอนว่าเป็นหนทางแรกสู่ความร่ำรวย
ที่สำคัญ อย่าโง่ บอกว่าเก็บไปเดี๋ยวก็ต้องใช้อยู่ดี หรือตายไปก็เอาเงินไปไม่ได้ เพราะการใช้เงินขณะที่มีเงินออมกับไม่มีเงินออมต่างกันเยอะ ที่สำคัญเงินออมจะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างเงินให้กับตัวคุณสำหรับการนำไปใช้จ่ายในชีวิตได้โดยที่คุณไม่ต้องตรากตรำทำงานหนัก หรือทำให้คุณซื้อของได้ถูกขึ้น คำสอนที่ว่า มาแต่ตัวก็ไปแต่ตัว หมายถึงให้รู้จักพอ แต่ไม่ใช่มีเท่าไรให้ใช้ให้หมด
( บางส่วนจากหนังสือ Why do we work so hard ‘to get rich?’
- ต้องการมีบ้านเป็นของตัวเอง
- ต้องการจ่ายหนี้ให้หมด
- ต้องการส่งเสียลูกทุกคนจนจบปริญญาตรีหรือสูงกว่า
- ต้องการเที่ยวรอบโลก
- ต้องการเก็บเงินไว้เลี้ยงดูตัวเองยามเกษียณ
- ต้องการเป็นอิสระทางการเงิน
- ต้องการ …. อีกมากมาย
“ต้องมีเงินเท่าไรจึงจะพอ”
1. อย่าฟุ่มเฟือย
2. จงกินอยู่ใช้ให้พอดีพอเพียง
3. อย่าเสียรู้ไปค้ำประกัน
4. จงทำงาน อย่าว่าง เพราะจะใช้เวลาว่างไปเสียเงิน
5. จงปฏิเสธให้เป็นบ้าง กรณีคนมายืมเงิน
6. หัดทำบัญชีค่าใช้จ่าย เพื่อวิเคราะห์หาสาเหตุการใช้เงินฟุ่มเฟือย
7. อย่าทำโก๋ อวดศักดิ์ศรี ดีกว่าเพื่อน โดยการซื้อของมาประดับบารมี
8. จงเจียมตน ถ่อมตน
9. จงขยันหาทรัพย์
10. จงหลีกเลี่ยงการเป็นหนี้
11. ปลูกบ้านไม่ใหญ่เกินตัว อย่ามีทีวีเพราะตามเพื่อน
12. อย่ารับภาระครอบครัวคนอื่น ๆ จนเกินตัว
13. โทรศัพท์เท่าที่จำเป็น คุยเพ้อเจ้อ ไม่เห็นมีธุรกิจอะไร ยิ่งคุยนานยิ่งเสียเงินมาก
14. วิเคราะห์คุณค่าแท้คุณค่าเทียมในการเลือกซื้อโทรทัศน์ และรถยนต์
15. ระวังเรื่องความอยาก เดี๋ยวนี้เขาล่อให้เราซื้อสินค้าและบริการด้วยของแถม ของฟรี จำไว้ในธุรกิจไม่มีใครให้เราฟรีหรอก
16. จงแบ่งเงินเป็นส่วน ๆ ไว้เลี้ยงตนเองและครอบครัว เอาไปตอบแทนคุณพ่อคุณแม่ ออมไว้เพื่อฉุกเฉิน เก็บไว้ลงทุนต่อทรัพย์ และทำบุญบ้าง
17. หากยังไม่มีวินัยในการใช้เงินหรือคุมใจตนเองไม่ได้ ห้ามใช้บัตรเครดิต
18. รู้จักการใช้ คาถาหัวใจเศรษฐี อุ – อา – กะ – สะ คือ รู้จักหา รู้จักรักษา พบเพื่อนดี และทำตนพอดี พอประมาณ
19. หากมีหนี้ ก็ต้องบริหารหนี้ด้วยว่าคุมอยู่
20. จงใช้หลัก PDCA ในการบริหารการเงินของครอบครัว
21. ฝึกนิสัยให้ลูก ๆ รู้จักการออมการประหยัดตามหลัก “มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท”?
22. อย่าตามโลก ให้เข้าใจคำว่า “บริโภคนิยม” สิ่งนี้แหละพาจน
23. ตามแฟชั่น เปลี่ยนรถยนต์บ่อย ๆ ซื้อเสื้อผ้าตามแฟชั่นเป็นการเสียเงินโดยไม่จำเป็น
24. ค่าใช้จ่ายหนัก ๆ ในชีวิตครอบครัวมี 3 อย่าง คือ ค่าเล่าเรียนลูก ค่าปลูกบ้าน และค่ารถยนต์ใช้งาน จงเลือกแต่พอดีสมฐานะ
25. เรื่องเงินเรื่องทอง ต้องรู้จักรายได้รายจ่าย
- ช่วงอายุน้อย วัยเรียน ใช้เงินพ่อแม่ มีแต่รายจ่ายรายได้ไม่มี
- ช่วงอายุวัยทำงาน รายได้มากกว่ารายจ่าย
- ช่วงอายุวัยหลังเกษียณ รายได้ลดลง แต่รายจ่ายยังเพิ่มขึ้นไม่หยุด เพราะเจ็บป่วยยามชรา (เครื่องเริ่มชำรุดก่อนตาย)
26. สูตรจำนวนเงินออมที่เหมาะสม
เงินออม > (1/10) (อายุ) (เงินรายได้ทั้งปี)
27. ยิ่งอายุมากจะต้องเก็บเงินมากขึ้น เพราะบ้านก็ผ่อนหมดแล้ว เงินเดือนก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ลูกก็จบเรียนไปหลายคน
28. ลูกมากจะยากจน หญิงก็ได้ ชายก็ดี มีแค่สอง
29. หลักการออม
สูตร 1 รายได้ – รายจ่าย = เงินออม
หลักการคิดก็คือ เงินเหลือจ่ายเท่าไรก็เป็นเงินออมเท่านั้น
สูตร 2 รายได้ – เงินออม = รายจ่าย
หลักการคิด พอเงินเดือนมาก็เก็บเงินส่วนหนึ่งเลยแล้วบริหารค่าใช้จ่ายตามส่วนที่จัดไว้ มีมากก็ใช้มาก มีน้อยก็ใช้น้อย
30. หลักการบริหารเงินรวม 6 ขั้นตอน
1) ออม 6 เท่าของค่าใช้จ่ายประจำ
2) จ่ายหนี้แพงสุดก่อน
3) ประกันชีวิต
4) ออมทรัพย์กับกองทุนเลี้ยงชีพ
5) ประกันสุขภาพ และอุบัติเหตุ
6) เงินเหลือไปลงทุน
31. หัดทำอาชีพเสริม ขายของบ้าง กำไรน้อยก็ยังดี เพราะไม่มีเวลาไปใช้เงินและไม่ฟุ้งซ่าน
32. หลีกเลี่ยง และเลิกอบายมุข มูลเหตุแห่งความล่มสลายทางด้านการเงิน
33. ทรัพย์สินที่ไม่จำเป็นก็ขายไปบ้าง เอามาใช้เป็นเงินหมุนเวียนเหมือนพัสดุคงคลังที่ไม่เคลื่อนไหวต้องขายทิ้ง
34. กรณีจำเป็นต้องกู้เงินต้องหาแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ
35. หลีกเลี่ยงการกู้เงินนอกระบบ เพราะดอกเบี้ยแพงแล้วยังทำสัญญาเกินเงินกู้จริงมาก ๆ อีกด้วย
36. จำไว้เสมอว่า หากเราบริหารไม่ดี คนจนก็จะยิ่งจนลง เป็นหนี้ก็ทำให้ไม่สบายใจ
37. หัดออกกำลังกายไว้ด้วย หากสุขภาพไม่ดีก็จะทำให้เจ็บป่วยและต้องใช้เงินอีก
38. อย่าเล่นการพนัน ไฟไหม้บ้านยังเหลือพื้นดิน เล่นพนันเสียเงินหมดทั้งบ้านทั้งที่ดิน
39. กินเที่ยวเกินความจำเป็น ไม่ดี
40. อย่าหารายได้เสริมด้วยวิธีค้ายาเสพติด หรือโจรกรรม
41. จงประมาณตน อย่าประพฤติตน เช่น?
- เห็นช้างขี้ ขี้ตามช้าง
- รายได้น้อยรสนิยมสูง
42. มีเมียมากก็พาจน (บางคนบอกว่ามีเมียรวย ๆ ก็ดี)
43. การลงทุน เห็นคนอื่นทำแล้วรวยเราทำตามปรากฏว่า เจ๊ง เช่น ทำร้านอาหารแบบเพื่อชีวิต คนไม่เข้าร้านเหมือนเขาเลย
44. อยากเป็นหนี้ ให้เป็นนายหน้า อยากเป็นขี้ข้า ให้เป็นนายประกัน
45. หาคู่ครองต้องพิจารณาให้ดี
- มีเมียดี เก็บเงินเก่ง ก็รวย
- มีเมียถลุงเงินเก่ง ก็จน
- ปลูกเรือนผิดคิดจนเรือนทลาย มีเมียผิดคิดจนตัวตาย
46. จงพอประมาณ
- ซื้อรถตามฐานะ
- แต่งเมียพอเป็นหลักฐาน
- จัดงานศพไม่ฟุ่มเฟือย
- บวชลูก อย่าจัดงานใหญ่
47. ระวังติดนักร้อง จะพาครอบครัวพังทะลาย และพายากจน
48. สุขภาพไม่ดี ก็เสียเงินมาก (ให้โรงพยาบาล)
- กินเหล้าจนไตวายตับแข็ง
- หาโรคมาใส่ตัว
49. จงพึ่งพาตนเองเป็นหลัก คนที่คิดหวังพึ่งคนอื่น จะรวยยาก
50. ทรัพย์ย่อมได้มาด้วยความอดทน ขยัน ซื่อสัตย์ และรู้จักประมาณ
51. ทรัพย์ที่กล่าวมานี้เป็นอามิสทรัพย์ ทรัพย์ทางโลก ทางวัตถุ เป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการดำรงชีพ แล้วทำให้ปลื้มใจ ทรัพย์ที่แท้จริงเป็นอริยทรัพย์ ประกอบด้วย ศรัทธา (เชื่อ) หิริ (อายบาป) โอตตัปปะ (กลัวบาป) พาหุสัจจะ (ฟังมาก) จาคะ (เสียสละ) ศีล (วินัย) และปัญญา (ความรู้)
ที่มา: พุทธวิธีบริหาร (Buddhist Style in Management)
สมหวัง วิทยาปัญญานนท์
http://www.budmgt.com/topics/top01/poormgt.html
บิลล์ เกตส์ ออกมาประกาศว่าภายในปี 2551 จะค่อยๆ วางมือและถ่ายโอนอำนาจบางส่วนจากการเป็นประธานบริษัทไมโครซอฟต์ โดยจะเริ่มอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 กรกฎาคม ที่จะถึงนี้
เกตส์บอกว่าเขาไม่ได้คิดที่จะเกษียณหรือลาออกจากตำแหน่งประธาน แต่ต้องการจัดลำดับความสำคัญเรื่องส่วนตัวซะใหม่
เรื่องส่วนตัวที่สำคัญของเกตส์นั้นคือการดูแลมูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation ที่ร่วมกันก่อตั้งกับเมลินด้าภรรยาเมื่อปี 2543 มูลนิธิมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อบริจาคทุนการศึกษาแก่สถาบันการศึกษาทั่วโลกที่ขาดแคลนเงิน และตั้งทุนวิจัยเพื่อป้องกันและรักษาโรคเอดส์
เพียงแค่ 6 ปีมูลนิธิของเกตส์และภรรยาบริจาคเงินช่วยเหลือคนทั่วโลกไปแล้วกว่า 27,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ1 ล้านล้านบาท มากเป็นที่ 2 รองจากมูลนิธิ Stichting INGKA Foundation ก่อตั้งโดย อิงก์วาร์ คามพราด มหาเศรษฐีใจบุญชาวสวีเดน เจ้าของห้างขายเฟอร์นิเจอร์ไอเคีย (IKEA) ที่ตั้งมูลนิธินี้ขึ้นเพื่อส่งเสริมการประดิษฐ์คิดค้นงานด้านสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน ที่ผ่านมาได้บริจาคเงินช่วยเหลือไปแล้ว 36,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.4 ล้านล้านบาท
แต่ในอนาคตเชื่อว่ามูลนิธิของเกตส์และภรรยาจะเป็นมูลนิธิที่บริจาคเงินช่วยเหลือสังคมสูงที่สุดในโลก เพราะ วอร์เรน บัฟเฟ็ทท์ มหาเศรษฐีอันดับ 2 ของโลก ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทเพิ่งออกมาประกาศว่า
จะบริจาคเงินจำนวน 37,000 ล้านดอลลาร์เข้ามูลนิธิ Bill & Melinda Gates Foundation
นิตยสารฟอร์บ จัดอันดับให้ อิงก์วาร์ คามพราด เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 4 ของโลก มีทรัพย์สิน 28,000 ล้านดอลลาร์ หรือ 1.1 ล้านล้านบาท
บิลล์ เกตส์ และ อิงก์วาร์ คามพราด นอกจากจะร่ำรวยและใจบุญเหมือนกันแล้ว ยังมีอีกอย่างที่เหมือนกันคือเป็นคนประหยัด
เกตส์ยังชอบทานฟาสต์ฟู้ดราคาถูก เวลาออกรอบเล่นกอล์ฟกับ วอร์เร็น บัฟเฟ็ทท์ เพื่อนร่วมก๊วนขาประจำ ทั้งคู่เล่นพนันกันหลุมละ 1 ดอลลาร์
ส่วนคามพราด วัย 80 ปีประหยัดยิ่งกว่าเกตส์ เมื่อเดือนมีนาคม เพิ่งให้สัมภาษณ์สถานีโทรทัศน์ของประเทศสวิตเซอร์แลนด์ด้วยความภาคภูมิใจในความประหยัดและอยากให้พนักงานร้านไอเคีย 90,000 คน จาก 202 ร้านใน 32 ประเทศทั่วโลกถือเป็นแบบอย่าง
คามพราดบอกว่าเขายังขับรถวอลโว่คันเก่าที่ใช้มา 15 ปี นั่งเครื่องบินชั้นประหยัด และแนะนำให้พนักงานของไอเคียใช้กระดาษทั้ง 2 หน้า ไม่ใช่พิมพ์หรือเขียนหน้าเดียวแล้วทิ้ง
แม้เกตส์และคามพราดจะเข้าข่ายมหาเศรษฐีขี้เหนียว แต่ทั้งคู่ก็ประหยัดเฉพาะเรื่องการใช้จ่ายส่วนตัว ไม่ขี้เหนียวในการช่วยเหลือสังคม เงินที่เกตส์บริจาคผ่านทางมูลนิธิของเขาคิดเป็น 52% ของทรัพย์สินที่เขามี แม้บางคนจะมองว่าทั้งสองคนตั้งมูลนิธิเพื่อเลี่ยงภาษีและสร้างภาพ แต่ยังไงซะก็ดีกว่าการหลบเลี่ยงภาษี
ปัจจุบัน บิลล์ เกตส์ มีทรัพย์สินมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์ คิดเป็นเงินไทยก็เฉียดๆ 2 ล้านล้านบาท แต่เขาบอกว่าจะไม่ยกเงินทั้งหมดที่มีให้กับลูกทั้ง 3 คน แต่จะยกให้คนละประมาณ 20 ล้านดอลลาร์ หรือ 790 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 95% จะยกให้กับมูลนิธิ
มีคนเคยถามเกตส์ว่าทำไมถึงไม่ยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้กับลูกทั้ง 3 คน
เกตส์ตอบว่าเงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้หากยกให้ลูกจะไม่ทำให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและกับลูกทั้งสาม เพราะปรัชญาในการดำรงชีวิตของเขาก็คือนำทรัพย์สมบัติที่มีคืนให้กับสังคม
ได้ฟังแง่คิดในการดำรงชีวิตของ บิลล์ เกตส์ แล้วทำให้ไม่แปลกใจที่เขาเป็นคนที่รวยที่สุดในโลกที่ไม่เคยมีใครพูดถึงเขาในทางไม่ดี หรือพูดถึงด้วยความหมั่นไส้อิจฉา
ที่มา: คลุกวงใน/พิษณุ นิลกลัด, วันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 26 ฉบับที่ 1350








